Make your own free website on Tripod.com

 ต่างวาระ

"ป้ามันคนมีกรรม มีลูกก็ไม่เหมือนคนอื่นเขา" เสียงของหญิงชราดังแทรกเข้ามากระทบโสตประสาทหูของฉัน เป็นครั้งแรกที่เห็นหญิงชราคนนี้พูด ตอนแรกฉันคิดว่าแกเป็นใบ้ เพราะตั้งแต่ถูกส่งตวมาที่นี่เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ฉันก็ไม่เห็นแกพูดอะไรกับใครเลย "ทำไมหรือจ๊ะป้า" ฉันหยิบยาที่หมอเวรสั่งไว้มาให้แกพร้อมน้ำดื่ม ฉันไม่ใช่หมอหรือนางพยาบาลอะไรที่ไหนหรอก เป็นเพีียงแค่อาสาสมัครมาคอยพูดคุยดูแลคนที่พักอาศัยอยู่ที่นี่โดยไม่หวังเงินตอบแทน หรือคำขอบคุณจากใครทั้งนั้น ขอแค่เพียงเห็นรอยยิ้มจากใบหน้าที่สิ้นหวังนั่นก็ทำให้ฉันมีความสุขแล้ว นโยบายของที่นี่ ไม่ต้องการให้คนชราเหล่านี้ต้องอยู่ลำพังเพียงคนเดียว เพราะอาจทำให้รู้สึกเหงา อ้างว้างและว้าเหว่มากขึ้นกว่าเดิม ฉันเดินไปดึงม่านบังตาออก เพื่อที่แสงสว่างจะได้สาดส่องเข้ามาข้างใน สร้างความอบอุ่นให้กับทุกชีวิตอยู่ภายในห้องนี้ ซึ่งที่มองเห็นก็มีเพียงฉันกับป้าแววเพียงสองคนเท่านั้น ตอนนี้ป้าแววอยู่ในความดูแลของหมอ เพราะบาดแผลตามร่างกายของแกยังไม่หายดี บาดแผลที่ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่า มันเกิดขึ้นด้วยน้ำมือลูกในไส้ของแกเอง ฉันรู้เพราะคืนที่แกถูกส่งตัวมาที่นี่ ฉันก็อยู่ด้วย จริง ๆ แล้วไม่ใช่กงการอะไรของฉันเลย ก็แค่ไม่อยากกลับไปที่หอพัก ฉันเป็นคนต่างจังหวัดที่เข้ามาเรียนต่อในเมืองหลวงเหมือนคนทั่วไปเวลาว่างจากการเรียน เพื่อน ๆ มักชวนไปเที่ยวดูหนังฟังเพลงตามคลับตามบาร์ต่าง ๆ แต่ฉันคิดว่ามันไร้ประโยชน์ จึงเข้ามาเป็นอาสาสมัครคอยดูแลคนชราในสถานสงเคราะห์คนชราแห่งนี้ สถานที่ที่ทำให้ฉันหายคิดถึงพ่อและแม่ แม้อาการของป้าแววจะดีขึ้นกว่าตอนแรก ๆ มาก แต่ความที่คลุกคลีอยู่ที่นี่มานาน ฉันดูออกว่าแผลที่ดีขึ้นนั้นเป็นเพียงแค่บาดแผลที่อยู่ภายนอก ส่วนบาดแผลที่อยู่ภายในใจของแกนั้น มีแต่จะบาดลึกลงไปมากขึ้น จนถึงกันบึ้งของหัวใจที่เจ็บปวด สังคมสมัยนี้เปลี่ยนไป คนเฒ่าคนแก่ไม่มีความสำคัญอีกต่อไป อยู่ไปก็รังแต่จะสร้างความรำคาญให้กับลูกหลาน "ช่วยพาป้าออกไปนั่งข้างนอกได้ไหม" ฉันพยุงแกลงจากเตียงไปนั่งบนรถเข็นสำหรับคนไข้ เข็นออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ข้างนอก คุณหมอเคยสอนว่าธรรมชาติที่สะอาดบริสุทธิ์ จะช่วยบำบัดและเยียวยาอาการทางจิตของคนไข้ให้ดีขึ้นได้ ฉันพาแกมาหยุดพักใต้ต้นหูกวางต้นใหญ่ ฉันนั่งลงบนม้านั่งสีขาวใกล้ ๆ รอบบริเวณมีหญิงชราอีก 3-4 คนนั่งจับกลุ่มคุยกันถึงเรื่องรายแห่งความหลัง สายตาของป้าแววมองออกไปอย่างเลื่อนลอยไร้จุดหมาย ฉันมองเห็นแกยกมือขึ้นปาดน้ำตาเป็นบางครั้ง "หนูได้ข่าวไอ้จ้อยลูกชายป้าหรือเปล่า" "ไม่ได้ข่าวหรอกป้า ตั้งแต่คืนนั้นก็หายไปเลย" ฉันตอบป้าแววตามความจริงที่รู้มา เจ้าหน้าที่ที่นี่บอกฉันว่า แกถูกลูกชายทำร้าย สาเหตุมาจากลูกชายแกเกิดอาการเสี้ยนยา มาขอเงินเพื่อไปซื้อยาเสพติดมาเสพ แต่แกไม่มีให้ ลูกชายโกรธจึงลงไม้ลงมือทำร้ายร่างกายอย่างโหดเหี้ยม จนถ้าชาวบ้านใกล้เรือนเคียงไม่เห็นเหตุการณ์ก่อนและช่วยแกออกมาทันท่วงที ป่านนี้แกคงจะไม่ได้อยู่ดูโลกอันโหดร้ายใบนี้อีกแล้ว และที่สำคัญนี่ไม่ใช่ครั้งแรก "ชาติที่แล้วไม่รู้ไปทำเวรทำกรรมอะไรไว้" หยาดน้ำใส ๆ ไหลออกมาจากสองตาของป้าแววไม่ขาดสาย ฉันไม่รู้ว่าจะปลอบประโลมแกได้อย่าง ทำได้ดีที่สุดก็เพียงช่วยรับฟังแกเท่านั้น "อาจจะไม่ใช่เวรกรรมของชาติที่แล้วก็ได้ บางที.." ฉันหยุดพูดไว้แค่นั้น เพราะนึกไม่ออกจริง ๆ ว่าจะพูดอะไรต่อไปดี แม่เคยสอนเสมอว่า เวรกรรมไม่ได้ตามมาจากชาติที่แล้วหรอก แต่เป็นผลการกระทำของชาตินี้ต่างหาก และกรรมก็เป็นเครื่องขึ้นขาดการกระทำของมนุษย์เสมอ

"ป้า เราไปกันได้หรือยัง สายแล้วนะเดี๋ยวแดดจะร้อน" "มันอาจจะเป็นกรรมของชาตินี้อย่างที่หนูบอก ทำไมมันตามมาเร็วเหลือเกิน" ฉันไม่รู้จะพูดอะไรจึงนิ่งเงียบ ปล่อยให้ป้าแววบ่นพึมพำเป็นระยะ ๆ คะเนจากแสงร้อน ๆ ของดวงอาทิตย์ว่าคงเป็นเวลาใกล้เที่ยงแล้ว ฉันก็พาแกกลับเข้าไปยังห้องพัก ซึ่งอาจควบคุมได้ดีกว่าถ้าเกิดแกอาละวาดขึ้นมา บ่ายแล้ว หมอเวรมาตรวจอาการแกเหมือนเคย ฉันเล่าให้ฟังถึงเหตุการณ์เมื่อเช้า หมอฉีดยานอนหลับให้เพื่อให้แกหลับสบาย และฉันจะได้พักผ่อนด้วย ฉันกลับเข้ามาในห้องนั้นอีกครั้งตอนสี่ทุ่มกว่า ป้าแววยังนอนหลับ เสียงลดหายใจเข้าออกดังสม่ำเสมอ ฉันคิดว่าพอแล้วสำหรับวันนี้ ทำความสะอาดห้องนี้เสร็จได้กลับไปเตรียมอ่านหนังสือเรียนสำหรับวันพรุ่งนี้ "เวรกรรมทำไมตามมาเร็วเหลือเกิน" ฉันสะดุ้งเกือบลืมหายใจ ไม้ขนไก่ในมือที่กำลังปัดฝุ่นละอองบาง ๆ จากขอบหน้าต่างหล่นไปกองที่พื้น เสียงป้าแววนั่งเอง ยานอนหลับคงหมดฤทธิ์ "ป้านอนต่อเหอะ ดึกแล้ว" "ไม่เอา ป้าไม่นอนแล้ว ทำไมเวรกรรมมันตามป้ามาเร็วเหลือเกิน" "ไม่ใช่เวรกงเวรกรรมที่ไหนหรอก ลูกป้ามันไม่ดีเอง ป้าอย่าไปโทษใครเลย" "ป้าไม่ได้โทษใคร ป้าโทษตัวเอง มันเป็นกรรมของป้าเอง ป้าเลือกที่จะเลวเอง" ป้าแววก็คร่ำครวญแล้วก็เงียบไปเฉย ๆ ดูเหมือนว่าแกกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง นึกถึงคำสั่งหมอเวรที่กำชับว่าอย่าไปทำอะไรให้แกเครียดอีกฉันจึงไม่พูดอะไรต่อ ปล่อยให้ห้องเงียบอยู่อย่างนั้น มันเงียบจนได้ยินเสียงหริ่งหรีดเรไรที่อยู่ในสวนหญ้าข้างนอกนั่นทีเดียว "ป้า...หนูจะกลับแล้วนะ พรุ่งนี้มีเรียนเช้า" "อยู่เป็นเพื่อนป้าก่อนไม่ได้หรือ" ป้าแววมองฉันด้วยสายตาอ้อนวอนคู่นั้น ทำให้ฉันใจอ่อน คนที่มีแต่ความทุกย์เป็นเพื่อน ถ้าหากจะเพิ่มฉันเป็นเพื่อนอีกคน ฉันสบตาป้าแววแล้วใจอ่อน คงไม่เป็นไรน่า พรุ่งนี้ค่อยรีบไปแต่เช้าก็ได้ ฉันเข้าไปขอยืมเครื่องนอนจากเจ้าหน้าที่เวร ฉันเคยนอนค้างที่นี่เป็นบางครั้ง กับคนชราหญิงบางคนที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ อันตรายไม่มีแน่เพราะมีการแบ่งสัดส่วนชัดเจนระหว่างหญิงและชาย การนอนที่นี่จึงเปรียบเสมือนการนอนอยู่กับญาติผู้ใหญ่นั่นเอง ฉันปูฟูกลงข้าง ๆ เตียงป้าแววก่อนนอนแม่สั่งว่าต้องกราบพระทุกคืน ระลึกถึงคุณพระศรีรัตนตรัย แต่ไม่ต้องอ้อนวอนขออะไรจากท่าน เพราะถ้าไม่เพียรพยายามทำเอง ไม่มีทางจะสำเร็จอยู่แล้ว "อยากฟังเรื่องของป้าไหม" ฉันพลิกตัวขึ้นมานอนหงาย มองดูบนเตียง ป้าแววยังคงนอนนิ่งอยู่อย่างนั้น แกทำให้ฉันตกใจอีกแล้ว "ว่าไง...อยากฟังเรื่องของป้าไหม" "ถ้าป้าไม่ลำบากใจที่จะเล่า...หนูก็เต็มใจฟัง" ฉันเปลี่ยนจากการนอนมาเป็นนั่งชันเข่า คอยฟังเรื่องเล่าของแกอย่างใจจดใจจ่อ พ่อเคยสอนเสมอว่าเรื่องราวชีวิตของแต่ละคน เปรียบประดุจตำราเล่มใหญ่ที่มีคุณค่า เราอาจจะหยิบโน่นนิดนี่หน่อยจากประสบการณ์ชีวิตคนอื่นมาประยุกต์ใช้กับตัวเราเองได้เสมอ

"ป้าเป็นลูกคนโต จากพี่น้องทั้งหมด 2 คน ครอบครัวของป้าจัดว่าฐานะแย่กว่าคนอื่น ๆ ในหมู่บ้าน ต้องไปรับจ้างดำนา หว่านข้าว กินค่าแรงไปวัน ๆ น้องชายของป้าอายุห่างกันแปดปี มันเป็นเด็กพิการมาตั้งแต่กำเนิดขาทั้งสองข้างลีบเล็ก เดินไม่ได้ ป้าเกลียดมัน เพราะทำให้ป้าถูกเพื่อนล้อว่ามีน้องพิการ แต่พ่อกับแม่ของป้ากลับรักและดูแลเอาใจใส่มันดีกว่าป้าเสียอีก ป้าไม่รู้ว่าอิจฉามันหรือเปล่า แต่ป้าเกลียดมันจริง ๆ" "น้องชายป้าชื่ออะไรจ๊ะ" "ชื่อทวีป ใครก็เรียกมันแต่ไอ้ลีบ หนูถามทำไม" ฉันกะพริบตา "เปล่าหรอกป้า ไม่มีอะไร แค่อยากรู้ ป้าเล่าต่อเถอะ" "พ่อตายตอนป้าอายุ 18 ตอนนั้นป้ารู้สึกเคว้างคว้างมาก แม่ก็เอาแต่ร้องไห้มีแต่ไอ้ลีบคอยปลอบแม่ ป้าน่ะไม่อยากเข้าไปยุ่งกับแม่หรอก เพราะคำปลอบของป้าคงไม่ซาบซึ้งเท่าของไอ้ลีบมัน วันเผาพ่อเป็นวันที่ป้าหนีเข้ากรุงเทพฯ ป้ารู้ว่าทำไม่ถูกที่ปล่อยให้แม่อยู่กับน้องพิการอย่างนั้น แต่ป้าเบื่อชีวิตชาวนา ป้าเบื่อไอ้ลีบ แล้วป้าก็เกลียดแม่ที่รักแต่ไอ้ลีบ" ฉันเห็นแกยกมือขึ้นปาดน้ำตาอีกครั้ง เสียงเครือของแกทำให้ฉันอยากร้องไห้ไปด้วย ใจประหวัดนึกถึง คำสั่งเสียของย่า ก่อนมาเรียนที่นี่ "ป้าไม่เคยกลับไปเยี่ยมแม่ของป้าเลยหรือ" "ไม่รู้ ป้ากลัวไปหมด...กลัวว่าแม่จะไม่ต้อนรับ กลัวคนในหมู่บ้านจะนินทา ป้ารู้ว่าอาจจะคิดมากไปเอง ความกลัวนี่แหละที่ทำให้ป้าทรมานอยู่จนทุกวันนี้" ฉันเอื้อมมือไปบีบมือของป้าแววเบา ๆ "แล้วเรื่องเป็นอย่างไรต่อละป้า" "ป้ามารับจ้างเย็บผ้าอยู่ที่โรงงานแถวสมุทรปราการ ก็เลยได้เจอกับพ่อไอ้จ้อย" แกเงียบอีกครั้ง ทำนบกั้นน้ำตาพังทลายครืนลงมา ฉันรีบลุกขึ้นมาโอบแกไว้ให้นิ่ง ไม่รู้เหมือนกันว่าเวลาเดินทางไปนานแค่ไหน แต่ป้าแววยังคงสะืื้อื้นไห้ในอ้อมกอดของฉัน "ป้าไม่ต้องเล่าก็ได้ พอแล้ว" "ไม่พอ...ยังไม่พอ มันยังไม่จบ" แกถอนสะอื้น "ป้าคิดว่าคงได้สบายเสียที เพราะพ่อของไอ้จ้อยเป็นช่างซ่อมอยู่ในอู่มอเตอร์ไซค์รายได้ดี เราอยู่กินกัน ไม่มีการจัดพิธี ป้าหอบเสื้อผ้าไปอยู่กับพ่อไอ้จ้อยเฉย ๆ ไม่นานก็ท้อง มีไอ้จ้อย ตอนแรกป้าก็ดีใจที่ได้ลูกคนแรกเป็นผู้ชายหน้าตาน่ารัก สุขภาพแข็งแรง แต่พอไอ้จ้อยอายุได้ 3 ขวบ ป้าก็พาไปฉีดวัคซีนกันบาททะยักกับหมอตี๋ใกล้บ้าน ไม่รู้ว่าฉีดยาอีท่าไหน เข็มไปแทงโดนเส้นอะไรหรือเปล่าก็ไม่รู้ ทำให้ร่างกายซีกขวาของไอ้จ้อยลีบลง ๆ" ป้าแววสะอื้นอีก "ป้าก็เพียรพยายามไปหาหมอคนอื่น ๆ เพื่อจะรักษาลูกให้หายเป็นปกติหมอที่ไหนว่าดีป้าพามันไปทั้งนั้น จนเงินทองที่เก็บสะสมไว้เริ่มร่อยหรอลงแล้วพ่อไอ้จ้อยก็หนีป้ากับลูกไป เขาบอกว่าเขาไม่อยากมีลูกพิการ" "ป้า...พอเถาะ ไม่ต้องเล่าแล้ว" ฉันไม่ได้มีความสุขกับการนั่งฟังเรื่องเครียดของแกเลย รู้สึกสงสารแกมากขึ้นเท่า ๆ กันที่คิดถึงพ่อ "ป้าทนเลี้ยงลูกมาจนโต ถึงมันจะพิการ แต่ยังไงเสียมันก็เป็นลูกของป้า ป้าเพิ่งเข้าใจว่าทำไมแม่ถึงได้รักไอ้ลีบนัก ป้าพาไอ้จ้อยไปอยู่ในสลัมแห่งนั้น...ทำงานรับจ้างไปวัน ๆ พอมันโตขึ้น ใคร ๆ ก็ล้อมัน...ป้ารู้...ไอ้จ้อยต้องเสียใจที่มีสภาพเป็นอย่างนั้น ป้าคิดถึงไอ้ลีบ มันก็คงรู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน" แกสะอื้นฮัก "ป้าไม่รู้จริง ๆ ว่าเมื่อไหร่ที่ไอ้จ้อยเริ่มติดยา" เสียงนกนานาชนิดเริ่มร้องเซ็งแซ่ขึ้น นี่ฉันนั่งคุยกับป้าแววจนสว่างเชียวหรือนี่ ป้าแววเงียบเสียงไปแล้ว สักพักคงหลับ แกคงเหน็ดเหนื่อยจากการเล่าเรื่องเศร้าสะเทือนใจเมื่อคืนนี้ น้ำตาของแกยังหมาด ๆ อยู่บนอกเสื้อของฉัน "หลับให้สบายเถอะนะป้า เรื่องเลวร้ายมันผ่านไปแล้ว" ฉันกระซิบ ความจริงฉันมีเรื่องเศร้าของฉันที่อยากจะเล่าให้แก่ฟังอยู่เหมือนกัน แต่...เอาไว้วันหลังดีกว่า เพราะฉันกลัวว่าแกจะช็อคตายไปเสียก่อน ฉันเดินออกมาภายนอก สูดอากาศยามเช้าที่สดใส แม้ไม่ได้นอนทั้งคืน ฉันยังรู้สึกกระปรี้กระเปร่า หนังสือเรียนอยู่ในอ้อมแขน ฉันไม่เคยลืมหน้าที่ตัวเอง และที่สำคัญแันไม่ลืมที่จะโทรศัพท์ไปบอกข่าวดีกับพ่อ เรื่องคนที่พ่ออยากพบ พ่อสั่งให้ฉันช่วยตามหาป้าแท้ ๆ ของฉัน ที่สาวของพ่อที่หายสาบสูญไปหลายสิบปี พ่อบอกว่า ป้าหนีออกจากบ้านตอนพ่อเป็นเด็ก ๆ ตอนนั้นปู่ตายใหม่ ๆ ย่ากำลังเสียใจมากที่ผัวตาย เมื่อลูกสาวมาหนีไปอย่างนั้น แกก็ยิ่งเสียใจมาก จนเส้นเลือดฝอยในสมองแตก ผ่าเป็นอัมพาตทั้งตัว โชคดีมีคนใจบุญเลี้ยงเด็กพิการอย่างพ่อ ส่งเสียให้พ่อได้เรียนหนังสือและช่วยดูแลย่า ตอนนี้ พ่อกลับไปเป็นนายอำเภอที่บ้านเกิด ไม่มีใครกล้าล้อพ่อว่าพิการอีกแล้ว ทั้งย่าและพ่อยังอยากที่จะเจอป้า อยากให้มามีความสุขร่วมกันเหมือนเดิม ฉันเดินออกมาจากตู้โทรศัพท์ นึกย้อนไปถึงคืนนั้นที่ป้าแววถูกส่งตัวมาที่นี่ ความจริงก็คือ คืนนั้นฉันกำลังจะกลับบ้านอยู่แล้ว แต่พอได้ยินชื่อแก นางสาวแวว กลั่นโทก ฉันก้าวขาไม่ออก เพราะมันเป็นชื่อเดียวกันกับคนที่พ่อสั่งให้ฉันตามหา พ่อฉันเป็นใคร ทำไมต้องตามหาคนชื่อ "แวว" น่ะหรือ...คุณลองเดาดูสิ... ใช่ค่ะ...คุณเดาถูกแล้ว พ่อฉันชื่อ "ทวีป" ที่ตอนเด็ก ๆ ใคร ๆ ก็เรียกว่า "ไอ้ลีบ" ยังไงล่ะค่ะ!

iFandKo

วันพฤหัสบดีที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2547