Make your own free website on Tripod.com

 ฝันร้ายกับความจริงอันหลอกหลอน

"วี๊ดดดดดดดด..." เสียงเล็กแหลมอันโหยหวนของพวกมันปลุกฉันให้สะดุ้งตื่นกลางดึกอีกครั้ง ฉันลืมตาโพลงในความคิด ใจเต้นรัว เร็ว ด้วยความตระหนก เสียงนั้นยังก้องอยู่ในสมองและสองหู มันเหมือนเสียงกรีดร้องร่ำไห้ของเด็กน้อยที่ต้องพรากจากอกแม่ ใบหน้าของพวกมันก็ยังชัดเจนในความมึดของมโนนึก ดวงตาดำสนิทที่สะท้อนความหม่นเศร้าหลาย ๆ คู่จ้องมองมาทางฉัน เป็นดวงตาที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้น แต่กลับแฝงแวววิงวอน เหมือนต้องการจะร้องขออะไรบางอย่าง หากพวกมันพูดได้ คงมีหลายอย่างในใจที่มันอยากจะบอกฉัน กี่คืนแล้วนะที่ฉันฝันซ้ำ ๆ เรื่องนี้ ฉันพยายามสลัดภาพของพวกมันออกจากสมอง แล้วหันไปมองดูเวลาที่นาฬิกาปลุกน่ารักรูปลูกหมูกับแม่หมูที่เพิ่งได้มาเป็นของขวัญ วันเกิดบนหัวเตียงมันบอกว่าฉันไม่มีเวลาพอที่จะล้มตัวนอนต่อไป ทั้งที่ใจอยากจะทำเช่นนั้น เพื่ออย่างน้อยมันอาจจะช่วยลบภาพฝันร้ายเหล่านี้ไปจากความคิดของฉัน ฉันลุกขึ้นอย่างอ้อยอิ่ง พับผ้าห่ม เก็บที่นอน แล้วเดินลงไปข้างล่าง เสียงกุกกักที่ชั้นล่างบอกให้รู้ว่าแม่ตื่นแล้ว เหมือนทุกเช้ามึดที่แม่จะต้องตื่นมาเตรียมของออกไปขายที่ตลาด ประตูบ้านเปิดแง้มไว้แคบ ๆ ฉันเห็นแม่กำลังยกกะละมังที่ใส่หัวหมูต้มขึ้นวางบนหลังรถกระบะ มีหมูชำแหละวางซ้อนกันอยู่อีกสี่ซีกใหญ่ ฉันเดินเข้าไปหาแม่ "เอ้า...กุ้ง ตื่นแล้วเหรอ ดีเลย ลื้อยกของที่เหลือขึ้นรถเลยนะ เดี๋ยวม่าม้าจะรีบไปอาบน้ำก่อน" แม่หันมายิ้มให้ฉันด้วยใบหน้าอิดโรย ฉันรู้ว่ามันเกิดจากการที่แม่ต้องตื่นตีสามทุกวันเพื่อเตรียมข้าวของ ต้มหัวหมู และเลือดหมูไปขายที่ตลาด แม่ทำงานหนักอย่างนี้มาตั้งแต่ฉันจำความได้ ฉันพยักหน้าให้แม่ แล้วหันกลับไปเตียมของต่ออย่างรู้หน้าที่ มันเป็นกิจวัตรที่ฉันต้องทำทุกเช้าวันอาทิตย์ วันหยุดของฉันที่จะต้องออกไปช่วยแม่ขายหมู หวังจะช่วยแบ่งเบาภาระของแม่ได้บ้าง ฉันลำเลียงข้างของที่เหลืออยู่ขึ้นวางหลังกระบะจนครบ แล้วยกท้ายขึ้นปิดล็อค วูบหนึ่งที่สายตาของฉันเหลือบไปมอง ฉันเห็นดวงตาคู่นั้น คู่เดียวกับในความฝัน มันกำลังจ้องมองมาที่ฉัน ผ่านทางหัวหมูต้มและซากหมูชำแหละ ที่ทำรายได้เลี้ยงครอบครัวเรามาโดยตลอด ฉันรีบเบือนหน้าก่อนที่เสียงร้องโหยหวนของมันจะทันกลับเข้ามาในความคิดฉันได้..

เสียงปังตอของแม่สับลงที่ส่วนขาของหมูซีกใหญ่นั้นทำเอาฉันเสียววูบ ถึงแม้จะโตมากับเขียงหมู แต่ฉันก็ยังทำใจให้คุ้นกับเสียงใบมีดกระทบกระดูกดังปั๊ก ปั๊กอย่างนั้นไม่ค่อยได้ แม่สับมีดย้ำรอยเดิมอีกสองสามครั้ง ขาของมันจึงขาดออก แม่แยกเก็บส่วนขาหมูให้ลูกค้าประจำที่สั่งไว้ แล้วก็หันกลับไปลงมือแล่เนื้อส่วนอื่น ๆ ของเจ้าหมูครึ่งซีกขาด้วนตัวนั้นอย่างคล่องแคล่วในขณะที่ฉันเองก็กำลังปาดมีดโกนลงไปบน ชิ้นส่วนหมูที่รอขึ้นเขียง เพื่อกำจัดขนของมัน ฉันไม่เคยคิดชอบอาชีพนี้เอาเสียเลย นอกจากเพราะความเหน็ดเหนื่อยที่ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อเตรียมของ และการทำงานอย่างไม่มีวันหยุดแล้ว สาเหตุที่ใหญ่กว่านั้นก็คือ ความรู้สึกของฉัน ถ้าฉันเกิดเป็นพวกมัน ฉันจะรู้สึกยังไงนะ ที่ถูกขุนถูกเลี้ยงให้กินแล้วก็นอน เพียงเพื่อประโยชน์อย่างเดียวในชีวิตของมันก็คือสังเวยมนุษย์ ภาพในความฝันบวกกับภาพที่ฉันเคยไปเห็นที่โรงฆ่าสัตว์ประเดประดังกันเข้ามาในความคิด ฉันกำลังเบียดเบียน หากินบนชีวิตของพวกมันอยู่ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ถึงแม้ฉันจะไม่เคยเจอเรื่องบาปกรรมกับตัวเอง แต่ฉันก็เชื่อว่ามันมีอยู่จริง แค่ที่ฉันต้องมานั่งเป็นทุกข์ใจอยู่อย่างนี้ ก็ถือว่าเป็นแผลแห่งกรรมอย่างหนึ่งแล้ว หลายครั้งฉันนึกอยากจะถามว่าแม่เคยรู้สึกอะไรบ้างไหม ตอนที่มีดของแม่ผ่าเข้าไปตามก้อนเนื้อสีแดงสด หั่นส่วนต่าง ๆ ของร่างกายมัน แยกออกเป็นชิ้น ๆ แต่ฉันไม่เคยถาม เพราะรู้ดีว่าคำตอบคืออะไร แม่ไม่ใช่คนเย็นชาหรือจิตใจโหดเหี้ยมอะไรเลย ตรงข้ามแม่เป็นคนจิตใจดี ถึงแม้จะทำงานหนักมาตลอดชีวิต แต่แม่ก็ไม่เคยละเลยเรื่องการดูแลเอาใจใส่ฉันและน้องชาย ทุกสิ่งทุกอย่างที่แม่กำลังทำอยู่นี้มันก็คือหน้าที่...หน้าที่ในการหาเลี้ยงครอบครัว ซึ่งเป็นกรอบด้วยตัวแม่เอง ฉัน และน้องชาย หน้าที่ของหัวหน้าครอบครัวที่โอนถ่ายมาสู่แม่ หลังจากที่แม่เลิกกับพ่อ ตั้งแต่ฉันเพิ่งจำความได้ไม่นาน

"เราก็หาอย่างอื่นมาสิม่าม้า เงินเก็บของม่าม้าก็มีตั้งเยอะ เราเอาไปลงทุนทำอย่างอื่นก็ได้" "ชีวิตอั๊วเคยแต่ขายหมู จะให้ไปทำอย่างอื่นอั๊วทำไม่เป็นหรอก...ส่วนเงินเก็บนั้นอั๊วตั้งใจจะเอาไว้ส่งอาไก่ไปเรียนต่อ เห็นมันมาเปรย ๆ ว่าอยากจะไปเรียนต่อปริญญาโทเมืองนอก หัวมันดี ม่าม้าก็จะส่งให้มันเรียนสูง ๆ เพราะม่าม้าคงไม่มีสมบัติอย่างอื่นจะให้ ส่วนลื้อเอง ม่าม้าจะหาเงินไว้ให้ก้อนนึงถ้าคิดอยากจะทำธุรกิจอะไร ลื้อก็จะได้มีเงินลงทุน...ไว้อีกซักปีสองปีถ้าเก็บเงินได้พอแล้ว อั๊วก็คงจะเลิกขายหมู" แม่บอกแผนการที่แม่วางไว้ให้ฉันนฟังอย่างเรียบ ๆ ฉันได้แต่พยักหน้าตาม และไม่กล้าซักถามอะไรอีกให้แม่ต้องลำบากใจ "มีเรื่องอะไรเหรอกุ้ง อั๊วเห็นลื้อนั่งใจลอย มีปัญหาอะไรรึเปล่า" ม่าม้าหันมาถามอย่างห่วงใย ตอนที่ฉันเหม่อคิดถึงภาพในความฝันซ้ำ ๆ ของฉัน "เปล่าม่าม้า หนูแค่ง่วงนิดหน่อย" ฉันตอบเสี่ยง ๆ ไป "พักหลังนี้ หน้าตานี่ หน้าตาลื้อหมอง ๆ นะ ไปทำบุณทำทานสะเดาะเคราะห์บ้างก็ดี เออ...ต้นเดือนหน้าเขาจะปิดตลาดทำความสะอาดประจำปี ม่าม้าว่าจะชวนคนในตลาดไปทำบุญทอดผ้าป่าที่วัดหลวงพ่ออุตตมะที่เมืองกาญจน์ ลื้อไปกับม่าม้าสิ" แม่หันมาชวนฉันจริงจัง "อืมม์ ดีเหมือนกัน หนูก็ไม่ได้ทำบุญมานานแล้ว ไว้หนูจะได้ไปขอลาพักร้อนไว้ก่อนล่วงหน้าเลย" ฉันรับปากจะไปกับแม่ และคิดว่านึ่งคงเป็นทางออกที่จะช่วยกำจัดฝันร้ายซ้ำ ๆ ของฉันไปได้ ฉันจะไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้พวกมัน ขบวนรถผ้าป่าโดยการนำของแม่ครั้งนี้ใหญ่โตกว่าที่คิด มีคนร่วมเดินทางทั้งหมดถึงสามคันรถบัส เป้าหมายปลายทางของพวกเราคือ วัดวังก์วิเวการาม อำเภอสังขละบุรี เมื่อทุกคนมากันครบแล้ว รถนัสจึงเริ่มเคลื่อนขบวน ฉันก้มดูนาฬิกามันบอกเวลาห้าทุ่มตรง เราคงจะไปถึงที่หมายแต่เช้าตรู่ เพื่อให้ทันเตรียมของร่วมงานทอดผ้าป่าของทางวัด ที่เบาะนั่งทางด้านหน้า แม่กับเพื่อนอีกคนกำลังวุ่นวายอยู่กับการตรวจนับเงินทำบุญที่รวบรวมมาได้ ฉันจึงหลบมานอนอยู่ที่เบาะว่างทางด้านหลังด้วยความอ่อนเพลีย ฉันเอากระเป๋ามาวางแล้วเอนตัวลงนอนคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ฉันเกือบจะไม่ได้มางานทอดผ้าป่าครั้งนี้แล้วเพราะมีงานด่วน ต้องทำบัญชีในช่วงสิ้นปีให้เรียบร้อย แต่ฉันก็อยู่ทำงานจนดึกหลายวันติดต่อกัน งานจึงเสร็จทันด้วยฉันอยากจะมาทำบุญกับแม่อย่างที่ตั้งใจไว้ ถึงแม้ว่าช่วงนี้ฉันจะไม่ได้ฝันร้ายเรื่องเดิม ๆ อีกแล้ว แต่ก็ใช่ว่าฉันจะสามารถลบภาพของลูกหมูที่หวีดร้องโหยหวน เมื่อเห็นแม่ของมันถูกจับตัึวขึ้นรถไปโรงฆ่าสัตว์ในความฝันนั้นได้ เสียงร้องอันน่ารันทดใจของมันก็ยังก้องอยู่ในความรู้สึกจนฉันไม่อาจนิ่งเฉยอย่างน้อยการมาทำบุญ อุทิศส่วนกุศลให้พวกมัน ก็คงทำให้ฉันสบายใจขึ้นมาได้บ้าง "กุ้ง มานอนอยู่นี่เอง ไม่ไปนั่งกับม่าม้าข้างหน้าล่ะ" แม่เดินมาเรียกตอนที่ฉันกำลังจะหลับพอดี "อ้าว! ก็เห็นม่าม้ายุ่ง ๆ อยู่ หนูเลยไม่อยากกวน" ฉันลุกแล้วเตรียมเก็บกระเป๋าจะย้ายไปนั่งที่เบาะด้านหน้ากับแม่ "ลื้อง่วงรึเปล่า ถ้าง่วงก็ไม่ต้องไป นอนตรงนี้ก็ได้จะได้สบายหน่อย ม่าม้าคิดว่าหายไปไหนเลยเดินมาดู ไว้ตื่นแล้วค่อยไปนั่งข้างกับม่าม้าแล้วกัน..." แม่ตบหัวฉันเบา ๆ อย่างเอ็นดู คงเห็นใบหน้าสะลึมสะลือของฉัน ฉันพยักหน้าตอบเนือย ๆ "ถ้างั้นเดี๋ยวหนูขอหลับซักงีบก่อน พรุ่งนี้จะได้ไม่เ่พลีย ถ้าตื่นแล้วหนูจะไปหา" ฉันเปลี่ยนใจวางกระเป๋าลงที่เดิม เพราะกำลังเริ่มเคลิ้ม ๆ อยากจะหลับ แม่พยักหน้า แล้วยิ้มให้ฉันก่อนที่จะเดินกลับไปทางด้านหน้า ใบหน้าแม่เอิบอิ่มอย่างมีความสุข คงเพราะดีใจที่จะได้มาทำบุญ ฉันคิดว่าสาเหตุหนึ่งที่แม่ชอบทำบุญเป็นที่สุด ก็เนื่องจากที่แม่มีอาชีพขายหมู หากมีเวลาว่างเมื่อไหร่ แม่ไม่เคยคิดจะไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจที่ไหน กลับจะวางแผนกับเพื่อน ๆ ที่ตลาดไปวัดทำบุญอย่างนี้เสมอ ฉันเชื่อว่าลึก ๆ แล้วในใจแม่ก็คงรู้สึกกังวลไม่ต่างไปจากฉัน แต่เพราะรายได้ที่ดีและความเคยชิน ทำให้แม่ยังไม่อยากเลิกอาชีพนี้ รถวิ่งเร็วขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเริ่มออกห่างจากกรุงเทพฯ แต่มันไม่ได้ทำให้ฉันเดือดร้อนอะไร เพราะตาฉันเริ่มหนักขึ้น และสมองก็เริ่มไม่สั่งการ ฉันจำได้ลาง ๆ ว่าได้ยินเสียงป้าที่นั่งใกล้ ๆ คุยกันพึมพา "ทำไมมันขับเร็วอย่างนี้ จะรีบไปไหนของมันนะ" "นั่นน่ะสิ คนขับหนุ่ม ๆ พวกนี้ เห็นหน้าก็คิดแล้วว่าต้องเป็นไอ้พวกชอบซิ่ง อุ๊ย! รู้อย่าง่นี้ไปนั่งคันสุดท้ายดีกว่า" นั่นคือสิ่งสุดท้ายที่ฉันได้ยินก่อนที่ฉันจะหลับไป

เสียงครวญครางและเสียงหวีดร้องดังขึ้นมาปลุกฉันสะดุ้งตื่น "แม่จ๋า...ฮือ ฮือ...จะหาแม่" เสียงเด็กร้องไห้ระงม ระคนกับเสียงโอดโอยที่ดังมาจากทุกทิศ กลิ่นคาวเลือดคลุ้งไปทั่ว นี่ฉันอยู่ที่ไหน ฉันพยายามจะลืมตาขึ้นมาดู แต่เหมือนมีอะไรบางอย่างมากกดทับไว้ มันหนักอึ้งจนฉันต้องพยายามฝืนอยู่นาน จึงค่อยมองเห็นแสงรำไร ๆ ทุกอย่างยังดูพร่ามัว ฉันฝันไปรึเปล่านี่ "ช่วยด้วย ฮือ...ช่วยฉันด้วย" ฉันหันไปมองตามเสียงที่ได้ยิน ภาพทุกอย่างที่เห็นดูเลือนลางเหมือนความฝัน แต่กลิ่นคาวเลือดนั้นมักกลับรุนแรงเกินความจริง "เหม็นคาวเลือด" ฉันพึมพำออกมา แล้วพยายามเพ่งมองไปทั่ว อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น รอบ ๆ ตัวฉันมีแต่ต้นไม้ วูบหนึ่งฉันคิดถึงแม่ "ม่าม้า ม่าม้าอยู่ไหน" ฉันได้ยินเสียงอันแหบพร่าของตัวเองตะโกนออกไป ในขณะที่พยายามจะลุกขึ้น แต่ร่างการทุกส่วนช่างไม่ร่วมมือกับฉันเลย เหมือนฉันสั่งการอะไรมันไม่ได้แม้แต่น้อย ฉันผงกหัวขึ้นมาอย่างลำบาก ยังพยายามมองหาแม่ แต่สิ่งที่ฉันเห็นกลับเป็นภาพคนนอนระเกะระกะไปทั่ว บางคนร้องโอดโอยครวญครางอย่างเจ็บปวด บางคนก็นอนแน่นิ่ง แขนขาของใครก็ไม่รู้แยกชิ้นส่วนอยู่กระจักกระจาย บ้างกองอยู่กับพื้น บ้างห้อยอยู่กับกิ่งไม้ เลือดที่หยดลงมาเปลี่ยนสีต้นหญ้าเบื้องล่างให้กลายเป็นสีเลือด ฉันนึกไปถึงเขียงหมูของแม่ในตลาด ภาพที่เห็นอยู่ตอนนั้นมันเหมือนกับภาพอันชินตาของหมูชำแหละที่รอขึ้นเขียง และชิ้นส่วนขาของมันที่แขวนห้อยอยู่กับตะขอ รอคนมาซื้อไปทำกิน นี่ฉันต้องฝันไปแน่ ๆ เลย แล้วแม่ล่ะ แม่อยู่ในฝันของฉันด้วยรึเปล่า ฉันพยายามผงกหัวให้สูงขึ้นมองไปรอบ ๆ จนเห็นรถบัสคันหนึ่งที่เบื้องล่าง มันนอนตะแคงอยู่ในสภาพยับเยิน แม่! ฉันเห็นแม่นอนติดอยู่ใต้รถ "ม่าม้า ม่าม้า กุ้งอยู่นี่" ฉันตะโกนเรียกสุดเสียง แต่แม่ก็ยังไม่หันมามอง ฉันพยายามเพ่งมองให้แน่ใจว่าเป็นแม่ของฉัน ใบหน้าของแม่พลิกหงายอยู่ด้านนอก ในขณะที่ตัวแม่นอนคว่ำติดอยู่ใต้ซากรถนั่น ที่คอของแม่มีรอยบาดลึกจนเกือบขาด เหลือเพียงเศษเนื้อยุ่ย ๆ ที่ยังยึดหัวไว้กับร่างใต้รถบัสนั่น เลือดไหลออกมาจนแดงฉานไปทั่ว "ม่าม้า!" ฉันกรีดร้องตะโกนสุดเสียงจนหูอื้อ ตาพร่า ราวกับถูกของแข็งตีเข้าอย่างจัง เสียงหวีดร้องแหลมเล็กของความฝันซ้ำ ๆ ดังขึ้นมาอีกครั้งเหมือนเสียงกรีดร้องร่ำไห้ของเด็กน้อยที่ต้องพรากจากอกแม่ ใบหน้าของพวกมันยังชัดเจนในความมืดของมโนนึก ดวงตาดำสนิทที่สะท้อนความหม่นเศร้าหลาย ๆ คู่จ้องมองมาทางฉัน เป็นดวงตาที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้น แต่กลับแฝงแวววิงวอน เหมือนต้องการจะร้องขออะไรบางอย่าง.... "ม่าม้า! ม่าม้า! หนูฝันร้ายอีกแล้ว ม่าม้า!" ฉันนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยายามมาได้เกือบอาทิตย์แล้ว ถึงแม้ว่ากระดูกเชิงกรานและแขนข้างขวาที่หัก กอปรกับแผลกถูกกระจกบาดตามใบหน้าจะยืนยันกับฉันได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นมากกว่ความฝัน แต่ฉันเองก็ยังสับสนกับเหตุการณ์ทั้งหมดเมื่อแรกที่ฉันลืมตาขึ้นมาในเช้าวันนั้น อะไรกันที่เป็นภาพจริง และอะไรที่เป็นเพียงภาพฝัน ตลอดเวลาในโรงพยาบาลฉันไม่ได้เห็นหน้าแม่ แต่ก็ยังเฝ้าถามน้องชายและญาติ ๆ ถึงแม่เสมอ "ม่าม้าอยู่ศิริราช ต้องผ่าตัด" น้องชายบอกฉันเย็นวันหนึ่ง "แล้วม่าม้าเป็นอะไรมากรึเปล่า" ฉันถามพร้อมกับคิดถึงภาพอันน่าสยดสยองที่ยังติดตา ได้แต่ภาวนาให้มันเป็นเพียงฝัน "หนักกว่าเจ้นิดหน่อย แต่เดี๋ยวผ่าตัดแล้วก็ดีขึ้น" น้องฉันไม่ได้บอกรายละเอียดอะไรมากนัก หนึ่งเดือนผ่านไป สภาพร่างกายฉันดีขึ้น จนสามารถออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว แม้จะต้องอยู่บนรถเข็นอีกชั่วระยะเวลาหนึ่ง "พาเจ้ไปเยี่ยมม่าม้าหน่อยสิไก่ ม่าม้าหายรึยัง" ฉันบอกน้องชายที่มารอรับฉันกลับบ้าน ไก่อึ้งเงียบไปพักใหญ่...มันเป็นความเงียบที่ทรมานจิตใจฉันที่สุด ภาพสุดท้ายของแม่ที่ฉันเห็นกลับมา รบกวนจิตใจอีกครั้ง ฉันนึกอธิษฐาน ฉันจะยอมทำทุกอย่างเพื่อขอให้มันไม่เป็นความจริง ฉันจะอุทิศส่วนกุศลไปให้พวกแกและเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย ฉันจะเลิกเบียดเบียน หากินกับชีวิตของพวกแก ขออย่างเดียวเท่านั้น อย่างเดียวจริง ๆ ขออย่ามาทวงชีวิตของแม่ไปเลย "เจ้ทำใจดี ๆ นะ" ไก่ถอนหายใจหนักเหนื่อย ก่อนที่จะพูด "ไม่... ไม่... ม่าม้า... ม่าม้าอยู่ไหน เจ้จะหาม่าม้า" "เขาเผาศพไปตั้งแต่สามอาทิตย์ก่อนแล้วเจ้ ม่าม้าเสียแล้ว" ฉันมองจ้องไปที่น้องชาย เห็นน้ำตาคลอนอยู่ในดวงตาของเขา มันเป็นความจริงหรือนี่ ม่าม้าเสียแล้ว... นั่นเป็นครั้งสุดท้ายจริง ๆ ที่ฉันได้เห็นหน้าแม่...

เสีียงหวีดร้องของพวกมันในความฝัน คงไม่เท่ากับเสียงร่ำไห้ในหัวใจของฉันขณะนี้ ทำไมจะต้องเป็นแม่ฉันด้วย ทั้ง ๆ ที่แม่ก็ไม่เคยประมาทในสิ่งที่ทำ แม่มีสำนึกอยู่ตลอดเวลาที่จะหาทางชดเชยด้วยการทำบุญไม่ได้ว่างเว้น แต่มันก็ยังตามมาทวงคืน หรือบาปกับบุญบันทึกลงในคนละบัญชี บาปกรรมจากการพรากชีวิต คงใช้คืนด้วยบุญใด ๆ ไม่ได้ นอกจากไถ่คืน...ด้วยชีวิต หัวใจของฉันครวญคร่ำำร่ำไห้ เจ็บปวดเกินพรรณนา แต่มันกลับไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมาให้ได้ยิน เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนครั้งใหญ่ที่เตือนฉันว่าคงถึงเวลาเสียที ที่ฉันจะต้องหยุด... "ม่าม้าจ๋า หนูไม่อยากฝันร้ายอีกแล้ว"

iFandKo

วันศุกร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547