Make your own free website on Tripod.com

 กรรมมีจริง

เมื่อก่อนผมเคยคิดว่าเวรกรรมไม่มีจริง จึงไม่เคยเลยที่จะคิดถึงบาปบุญคุณโทษ อาจเพราะผมมีพี่น้องทั้งหมด 3 คน ผมเป็นคนที่ 2 พ่อผมรับราชการที่จังหวัดทางภาคใต้ แม่คนเดียวต้องเลี้ยงดูพวกเราถึงสามคน ภาระของท่านจึงมากมายจนไม่มีเวลาที่จะคอยตักเตือนสั่งสอนลูก ๆ เท่าใดนัก ผมจึงเติบโตมาโดยไม่เคยได้รับความรู้เกี่ยวกับเรื่องบาปบุญคุณโทษนี้เลย ยิ่งเรื่องธรรมะเรื่องกรรมนี้ด้วยแล้วยิ่งไม่เชื่อโดยเด็ดขาด แต่ผมก็ไม่เคยที่จะรังแกคนที่อ่อนแอกว่าหรือสัตว์ที่ไม่มีทางสู้ นอกจากครั้งเดียงที่ผมจะเล่าต่อไปนี้ ครั้งเดียวซึ่งผมไม่เคยลืมเลือนและไม่อาจลบทิ้งจากความทรงจำได้เลย เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นเมื่อครั้้งที่ผมยังเป็นเด็ก ตอนนั้นผมอายุได้ประมาณ 10 ขวบหรือ 16 ปีมาแล้ว แต่ก่อนบ้านเมืองเรายังไม่เจริญเท่านี้ ยังไม่มีเครื่องเล่นสำหรับเด็กเหมือนปัจจุบัน โดยเฉพาะเด็กต่างจังหวัดด้วยแล้ว ไม่เคยเห็นด้วยซ้ำว่าเครื่องเล่นในสวนสนุกเป็นอย่างไร เด็กสมัยนั้นจึงต้องคิดอะไรเล่นสนุกกันไปตามมีตามเกิด ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบตกปลาตามประสาเด็ก แต่เชื่อไหม ผมไม่เคยตกได้เลยแม้แต่ตัวเดียว เป็นเพราะอะไรก็ไม่ทราบ ไม่ว่าจะพยายามกี่ครั้งก็ไม่สามารถที่จะตกปลาได้

ที่บ้านปู่ของผม ท่านเลี้ยงสัตว์หลายชนิด มีทั้งควาย เป็ดและไก่ ส่วนมากผมมักจะเล่นกับควาย เพราะตัวมันใหญ่และก็กินจุด้วย ผมจะหาฟางมาป้อนให้มันกิน ลูบหัวมันเล่น บางทีก็ขึ้นขี่หลังมัน ความขี่ง่ายเพราะไม่ดีดเหมือนม้า ส่วนมากผมก็จะเล่นสนุกอยู่แต่กับควายนี่แหละ จนมาวันหนึ่งผมก็เกิดเปลี่ยนใจ วันนั้นเป็นวันที่แม่ไก่ตัวหนึ่งฟักลูกไก่ออกมาหลายตัว ลูกไก่ตัวเล็ก ๆ ดูแล้วน่ารักมาก ไม่ว่าเด็กที่ไหนเห็นเข้าก็ต้องตื่นเต้นอยากจับเล่นด้วยกันทุกคน ผมก็เช่นกัน ไม่เป็นอันทำอะไร เฝ้ามองพฤติกรรมของแม่ไก่และลูกไก่อย่างตื่นเต้น พยายามนับว่าลูกไก่ชุดนี้มีจำนวนกี่ตัว แต่ก็นับไม่สำเร็จสักทีเพราะแม่ไก่จะหวงลูกมาก มันจะซ่อนลูกของมันไว้ใต้ปีกตัวเองอยู่ตลอดเวลาไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้ ผมเอานิ้วแหย่ดู แม่ไก่มันก็จิกเอา ผมหาวิธีอยู่นานที่จะเอาลูกไก่ออกมาอุ้มเล่นให้ได้ แต่ก็ยังนึกไม่ออกว่าจะทำยังไงดี คิดไปคิดมา ในที่สุดความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามาในสมองเล็ก ๆ ของผมทันที ผมรีบคว้าสุ่มไก่ขึ้น ใช้ขอบสุ่มไก่เขี่ยให้ลูกไก่ตัวหนึ่งให้กระเด็นออกมาจากออกแม่ของมัน เสร็จแล้วก็รีบเอาสุ่มครอบตัวแม่ไก่ไว้ กั้นไม่ให้ลูกไก่เข้าไปอยู่กับแม่ไก่ได้ ตอนแรกพยายามอยู่นานเนื่องจากกลัวว่าแม่ไก่จะจิกเอา แม่ไก่เองก็พยายามจะคุ้มครองลูกไม่ให้ถูกเขี่ย มันส่งเสียงร้องดังมาก ทั้งตกใจเหนื่อยและหอบปนกัน (ดูจากการหายใจ) ได้ผล พอลูกไก่กระเด็นออกมา แม่ไก่ก็จำต้องปล่อยลูกตัวอื่น และพยายามหาทางออกมาเพื่อจะมาหาลูกไก่ตัวที่กระเด็นออกไปอยู่ข้างนอก แต่มันออกมาไม่ได้เพราะติดสุ่ม ผมไม่สนใจแม่ไก่แล้ว คิดอยู่อย่างเดียวว่าจะต้องเอาลูกไก่ตัวที่อยู่ข้างนอกมาอุ้มเล่นให้ได้ แต่ลูกไก่ตัวน้อยวิ่งเร็วเหลือใจ แถมวิ่งไปร้องไปดังมาก วิ่งวนรอบสุ่มไก่อยู่แบบนั้นหลายรอบ ผมก็วิ่งตามไปเรื่อย ๆ ด้วยความที่ยังเด็กอยู่ก็วิ่งไม่ทันสักที ผมวิ่งไล่ไปหลายรอบจนผมเหนื่อย ในเมื่อคนยังเหนื่อยเลย แล้วลูกไก่ที่เพิ่งเกิดเพียง 2 วันจะเหลืออะไร ลูกไก่มันเหนื่อยจึงหยุดวิ่งเอาดื้อ ๆ จนผมที่กำลังวิ่งตามเบรคไม่ทัน ผมได้ยินเสียงมันดังแอ๊ก ลูกไก่ตัวน้อยส่งเสียงร้องครั้งสุดท้ายเพียงครั้งเดียว แล้วเงียบไป เสียงของแม่ไก่ที่ร้องดังกว่าตอนต้น พร้อมกับอาการกระโดด บิน เหมือนกับตอนที่ผมเห็นไก่โดนเชือดยังไงแบบนั้น ผมชะงัก กลั้นใจยกเท้าขึ้นดู แล้วผมก็ได้พบกับภาพที่ผมไม่อาจลืมมันได้ ลูกไก่น่ารักตัวนั้น นอนแบนเละติดดิน นัยน์ตายังวาววับ ขนนุ่ม ๆ เปื้อนฝุ่น ขาหลังยังกระตุกอยู่นิด ๆ แต่ไม่มีเสียงร้องแล้ว ส่วนท้องที่แตกไม่มีการขยับเขยื้อน มีเลือดกองน้อย ๆ ไหลออกมา ไส้เส้นเล็ก ๆ ของลูกไก่ออกมากองอยู่ข้างนอก ผมมองมันอยู่นาน ด้วยความที่เป็นเด็ก ผมภาวนาให้ลูกไก่ลุกขึ้นมาวิ่งต่อแบบเดียวกับจิ้งจกหางขายยังคลานต่อไปได้ แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าลูกไก่จะยืนขึ้นอีกครั้ง และมันไม่ส่งเสียงร้องอีกแล้วด้วย

"ลูกไก่ตายแล้ว" เสียงหนึ่งดังขึ้นมาข้างหลังของผม เป็นเสียงของปู่ผมเอง ผมหันขวับ แล้วน้ำตาเจ้ากรรมก็ไหลทะลัก ผมร้องไห้เหมือนกับว่าผมสูญเสียของรักไป ทั้ง ๆ ลูกไก่ตัวนี้ไม่ใช่ของรักของผมสักนิด โน่นต่างหาก แม่ไก่ตัวนั้นต่างหาก มันสูญเสียลูกสุดที่รักอุตส่าห์เฝ้าถนอมฟักและเลี้ยงดูมานานรวมเดือน ผมถามปู่ว่าจะทำไงกับลูกไก่ตัวนั้นดี ปู่บอกว่า "ทิ้งมันไปเถอะมันตายไปแล้ว ยังมีตัวอื่นให้เล่นอีกตั้งหลายตัว" ผมขมวดคิ้ว ไม่มีอารมณ์อยากจะเล่นต่อไปแล้ว นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมรู้สึกผิด ผมมองแม่ไก่ในสุ่ม มันเริ่มเงียบสงบลงบ้างแล้ว แต่แววตามันไม่สงบมันจ้องมองมาทางผมเขม็ง จนผมรับรู้ถึงความรู้ของมันได้ว่าความหมายของมันเป็นยังไง ถ้ามันพูดได้ตอนนั้นและผมแปลภาษาของไก่ออก ผมคงต้องรู้สึกผิดกว่านี้อีกพันเท่า แต่มันสายไปแล้ว ผมย้อนเวลากลับไปไม่ได้แล้ว ถ้าย้อนได้ผมคงไปวิ่งเล่นกับควายเหมือยทุก ๆ วัน ถ้าผมไม่ยุ่งกับลูกไก่ ลูกไก่ตัวนั้นก็จะไม่ตายและยังมีโอกาสจะให้กำเนิดลูกตัวต่อ ๆ ไปได้ ผมเสียใจที่สุด ได้แต่นำร่างไร้ชีวิตของลูกไก่ตัวนั้นไปฝัง จากนั้นก็กลับบ้าน ไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังอีกเลย เวลาล่วงเลยมาเป็นแรมปี จนผมขึ้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 คืนหนึ่ง เวลาประมาณตีสองเศษ ผมรู้สึกปวดท้องขึ้นมาอย่างหนักปวดแบบไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้ง ๆ ที่กินข้าวแล้ว และไม่เคยเป็นโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารมาก่อน ผมถูกส่งเข้าโรงพยาบาลกลางดึก หมอเอกซเรย์ที่ท้องผมพร้อมกับทำอุลตราซาวน์ แต่ก็ไม่สามารถวินิจฉัยได้ว่าเกิดจากสาเหตุอะไร ผมปวดมากเหมือนมีอะไรมาบีบท้อง หมอบอกว่าอาการของผมไม่เหมือนการปวดท้องทั่วไป ถ้าเป็นไส้ติ่งจะปวดบริเวณท้องน้อยฝั่งเดียว แต่ผมปวดไปหมดทั้งท้อง หมอต้องให้น้ำเกลือและฉีดยาระงับการปวด และรอดูอาการผมต่อไป ผมนอนโรงพยาบาลได้ประมาณ 5 วัน แต่อาการไม่ทุเลา หมอทำอะไรไม่ได้นอกจากสังเกตอาการต่อไป ตอนนั้นท้องผมกลายเป็นสีเขียว ผิวเนื้อที่นุ่มกลับแข็งโป๊กเหมือนกำลังจะแตก ผมทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว พ่อของผมบินมาจากนราธิวาสเพื่อจัดการเซ็นอนุญาตให้ศัลยแพทย์ทำการผ่าตัดลำไส้ ผมเข้าห้องผ่าตัดเวลาประมาณ 6 โมงเย็น ดมยาสลบแล้วก็ไม่รู้สึกตัวอีกเลย มารู้สึกตัวอีกทีตอนตีสอง เมื่อบุรุษพยาบาลช่วยกันอุ้มผมขึ้นเตียง ผมโดนผ่าท้องแล้วเหรอ...!

แต่ก็ดี ผมคิดในใจ ดีกว่าปวดทรมานอยู่แบบนั้น หมอบอกว่าแผลคงจะหายภายใน 10 วันก็กลับบ้านได้ ตัดไหมเสร็จก็เรียบรอย แต่ต้องขยันเดินหน่อยแผลผ่าตัดจะได้ติดกันเร็ว ผมใช้ชีวิตอยู่ที่โรงพยาบาล 7 วัน แต่ละวันเหมือนยาวนานมาก ยิ่งเร่งวันเร่งคืนเท่าไรก็ยิ่งจะดูเหมือนช้าลงเท่านั้น ตั้งแต่ผมอยู่ที่โรงพยาบาล ผมไม่เคยที่จะนอนหลับสนิทเลยสักคืนหนึ่ง มักจะมาผล็อยหลับในตอนเช้าเพราะหมดแรง สามวันแรกผมแพ้ยาสลบ อาการของคนแพ้ยาสลบคือ ไออย่างรุนแรง ไอไม่หยุด ทั้งเสมหะ และน้ำลายไหลอยู่ตลอดเวลา ผมไอจนแผลที่ผ่าปริแยกตะเข็บแผลที่ตอนเย็บใหม่ ๆ ยังสวยดีอยู่ แต่ตอนนี้กลายเป็นสีแดงเลือน ๆ เหมือนจะอักเสบ มีเลือดซิบ ๆ ซึมออกมา ผมไอจนไม่มีเรี่ยวแรง จึงไม่ค่อยได้ลุกเดินตามที่หมอสั่ง คิดเอาแล้วกันคนปกติเวลาไอแต่ละครั้งยังปวดท้องเลย ยิ่งไอมากก็ยิ่งปวดท้องมาก แล้วคนที่มีแผลผ่าตัด จะทรมานขนาดไหน วันที่ 7 ได้เวลาตัดไหมแล้ว ผมดีใจมากที่จะได้กลับบ้าน แต่รู้ไหมเกิดอะไรขึ้น แผลผ่าตัดของผมไม่ยอมติดกัน หมอก็เลยปิดแผลไว้ก่อน หลังจากที่หมอไปแล้ว ผมลองยืนขึ้น สิ่งที่ไม่คิดว่าจะเกิดก็เกิด ผมเห็นน้ำหนองไหลออกจากปากแผลบริเวณที่ไม่ติดกัน มันไหลทะลักออกมามากมากเสียจนผมตกใจและร้องไห้เรียกแม่ น้ำหนองส่งกลิ่นเหม็นเต็มพื้นไปหมด แม่ผมวิ่งไปตามหมอและพยาบาลมาดู หมอบอกว่าแผลภายในช่องท้องอักเสบมาก เมื่อลำไส้ไม่ติดกัน สิ่งโสโครกมันก็ไหลอยู่ภายในช่องท้องทำให้ติดเชื้อ และอักเสบลามไปทั่งท้องกลายเป็นหนอง ผมกังวลใจคิดมาก ร้องไห้ไม่หยุดกลัวว่าผมจะต้องตาย แม่ต้องคอยปลอบผมอยู่ตลอดเวลา หมอเรียกแม่ไปคุยด้วยหน้าห้อง ผมแอบได้ยินหมอพูดว่าโอกาสรอดของผม 50-50 ให้ทำใจและรอดูอาการต่อไป ผมแทบช็อด สักครู่แม่กลับมาหาผม ผมบอกว่าได้ยินแล้ว ผมคงต้องตายในไม่ช้านี้ใช่ไหม แม่ปลอบผมว่าไม่ต้องกลัว แม่จะวิ่งเต้นรักษาให้ลูกหายให้ได้ ถ้าโรงพยาบาลนี้รักษาไม่หาย แม่ก็จะย้ายโรงพยาบาล ตอนแรกทางโรงพยาบาลไม่ยอม บอกว่าไม่มีโรงพยาบาลอื่นที่ไหนที่จะยอมรับคนไข้เข้ากลางคันหรอก เพราะมันเสี่ยงต่อความรับผิดชอบชีวิตคนไข้ แต่ด้วยความเมตตาของแพทย์คนหนึ่งซึ่งไม่ใช่เจ้าของไข้ ถ่ายสำเนาเอกสารประวัติการรักษาทั้งหมดของผมให้ เพราะเห็นว่าถ้าลองเสี่ยงไปรักษาในโรงพยาบาลที่มีเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมกว่านี้อาจจะมีโอกาสรอดมากกว่า แม่ผมจึงพาผมย้ายโรงพยาบาลได้สำเร็จ

โรงพยาบาลใหม่ที่ผมเข้ารับการรักษา สะอาดและบรรยากาศดีกว่าที่เดิมมาก แต่ผมต้องอยู่รวมกับคนไข้หนัก เรียกแบบชาวบ้านก็คือ "เดี้ยง" แล้วเตียงข้าง ๆ มีอาการป่วยแบบเดียวกับผม ส่วนฝั่งตรงกันข้ามเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายไม่รู้เรื่องอะไรแล้ว คนถัดไปเป็นมะเร็งบวกกับโรคประสาทด้วยนอนดิ้นอยู่ตลอดเวลา เริ่งสงสัยแล้วสิว่าทำไมผมถึงต้องเล่าถึงคนป่วยที่อยู่ร่วมห้อง มาครับผมจะเล่าเรื่องของพวกเขาให้ฟัง คนที่ผมเล่าว่าอาการเดียวกับผมนั้น เขาผ่าไส้ติ่งแล้วติดเชื้อเลยต้องผ่าซ้ำ ตอนนี้อาการเริ่มดีขึ้นมากแล้ว จะได้กลับบ้านอีกสองสามวันนี้ สองสามวันต่อมาคนไข้คนนี้ได้กลับบ้านสมใจ แต่อีกเพียงหนึ่งสัปดาห์ต่อมา คนไข้คนนี้ก็กลับมาโรงพยาบาลอีกครั้ง ห้องเดิมเตียงเดิม อาการที่ว่าดีขึ้นกลับแย่ลงมาก ท้องมีกลิ่นเหม็นตลบอบอวล เหม็นกว่าน้ำหนองของผมเสียอีก ได้กลิ่นแล้วอยากอาเจียนมากแต่ก็ต้องทน ในคืนนั้นเองที่ผมต้องตกใจขึ้นกลางดึก เนื่องจากคนไข้คนนั้นตกเตียงแกร้องดังลั่นห้องให้คนช่วย บอกว่ามีคนจะมาอุ้มแกไปไหนก็ไม่รู้ คนตัวใหญ่ ๆ ไม่พูดไม่จามาถึงก็มาฉุดกระชาก แกดิ้นจนตกเตียงหัวแตกเย็บไปตั้งหลายเข็ม ผมฟังแล้วยิ่งนอนไม่หลับ ขนงี้ลุกทั่วตัวเลย พอทำแผลที่หัวเรียบร้อยแล้วแกก็กลับมานอนที่เดิม บรรยากาศก็เข้าสู่ปกติอีกครั้ง พอผมเคลิ้มกำลังใกล้หลับก็ต้องตกใจอีกครั้ง เพราะได้ยินเสียง ตุ๊บ!! เสียงเดิม คนไข้คนเดิมตกเตียงอีกแล้ว แต่คราวนี้ไม่มีเสียงร้อง นางพยาบาลกรูกันเข้ามาอีกครั้ง แต่ไม่ทัน คนไข้รายนั้นตายเสียแล้ว คืนนั้นผมนอนไม่หลับทั้งคืน ไม่คล้งไม่เคลิ้มอีกต่อไปแล้ว นอนมองซ้ายมองขวาอยู่ตลอดเวลา กว่าจะหลับก็เกือบเช้า คือต่อมา คนไข้ที่เป็นมะเร็งบวกด้วยโรคประสาทเกิดดิ้นพราด ๆ จนเชือกที่มัดแขนติดกับเตียงหลุด ปากก็ร้องโวยวายว่า ไม่ไป ไม่ไป ออกไป ออกไป... ไล่ใครก็ไม่รู้แต่คงไม่ใช่ผมแน่นอน แกดิ้นรนจนตกเตียงแล้วก็เงียบไป ตายชัวร์ผมคิดในใจ แล้วก็เป็นดังใจคิด ตายจริง ๆ คราวนี้ผมสวดมนต์กำพระที่แม่ให้ไว้จนเช้าเลย คืนต่อมาจึงเป็นอันว่า เหลือผมกับคนไข้อีกรายเดียวเท่านั้น ห้องมันวังเวงน่ากลัวเหลือเกิน คนไข่ที่อยู่ด้วยก็อาการหนักไม่รับรู้อะไรแล้ว ผมจะชวนใครคุยด้วยก็ไม่ได้ เลยต้องข่มตานอนลูกเดียว ถึงไม่หลับก็ไม่กล้าลืมตา และแล้วสิ่งที่ผมกลัวก็มาถึงอีกครั้ง แต่คราวนี้มาเร็วและเงียบเชียบกว่าที่คิดไว้ คนไข้ที่อยู่ห้องเดียวกับผมสิ้นใจไวกว่าที่คิด เพียงหัวค่ำก็ไปเสียแล้วและไปแบบปกติไม่ตกเตียงเหมือนสองรายที่ผ่านมา คืนต่อมา ห้องทั้งห้องจึงเหลือผมเพียงคนเดียว ผมต้องขอให้คุณพยาบาลอนุญาตให้แม่ของผมมานอนเฝ้า คืนนี้ผมเพลียมากเลยหลับไป แม่ผมก็หลับเหมือนกัน หลับแบบสนิทกว่าจะตื่นก็ตอนเช้า โล่งไป ไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น แต่ที่ไหนได้ พอตอนเช้าแม่เล่าว่า เมื่อคืนแม่ตื่นขึ้นมากลางดึก เห็นญาติคนไข้รายไหนก็ไม่รู้มาเยี่ยมตอนดึกกันหลายคนเลย เดินผ่านหน้าห้องเราเป็นขบวน แต่แม่ไม่ได้ลุกออกมาดู ผมขนลุกชู่ ตึกนี้มีระเบีียบห้ามเยี่ยมเกิน 2 ทุ่มนี่ แล้วทำไมมีคนมาเยี่ยมตอนกลางคืนได้ ทันทีที่คุณพยาบาลมา ผมรีบถามว่าเมื่อคืนมีใครป่วยมาหรือเปล่า พยาบาลบอกว่าไม่มีเลย และไม่มีญาติใครมาเยี่ยมด้วย ผมบอกแม่ว่า เมื่อคืนแม่คงจะฝันไปแล้วล่ะ แม่ยืนยันว่าแม่ไม่ได้ฝัน แม่เห็นจริง ๆ ถ้าจะฝันก็ฝันหลังจากล้มตัวลงนอนหลับอีกรอบนั่นแหละ ผมถามแม่อย่างไม่ตั้งใจ แล้วที่แม่ฝันน่ะฝันว่าอะไร แม่ตอบว่า ฝันเห็นผมวิ่งไล่เหยี่ยบลูกไก่อยู่ เท่านั้นเองผมสะดุ้งสุดตัว เรื่องที่ผมเหยียบลูกไก่ตาย แม่ผมไม่เคยรู้เลยแต่แม่เล่าเหตุการณ์ได้ถูกต้องเหมือนได้เห็นมากับตา ภาพลูกไก่นอนไส้ทะลักผุดขึ้นมาในความทรงจำของผม ผมรีบตั้งจิตบอกกับตัวเองว่าจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ลูกไก่ และจะไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตอีกต่อไปแล้ว ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ปรากฏว่าหลังจากวันนั้น ร่างกายผมแข็งแรงมากขึ้น หมอนัดผมเข้ารับการผ่าตัดอีกครั้ง การผ่าตัดครั้งนี้หมอคงทราบจากประวัติผมแล้วว่าแพ้ยาสลบอย่างรุนแรงจึงใช้วิธีฉีดยาชาแทน หมอปิดหน้าผมเช่นเคยแต่คราวนี้ปิดไม่มิดเหมือนคราวก่อน มีช่องว่าง ๆ เหลือไว้ให้ผมเหลือบมองเห็นการผ่าตัดได้อย่างชัดแจ๋ว ผมจ้องตาไม่กระพริบ มองแบบไม่คลาดสายตา พอหมอปิดหน้าท้องเท่านั้นแหละครับ หัวใจผมแทบหยุดเต้น ภาพที่ผมเห็นคือหน้าท้องเปิดอยู่มองเห็นลำไส้ ลำไส้เราเอง เหมือนกับไส้ของลูกไก่ในวันนั้นเลย หมอทำความสะอาดและเย็บหน้าท้องใหม่ให้อย่างเรียบร้อย ผมพักพื้นต่ออีกประมาณ 1 สัปดาห์ คราวนี้แผลผมหายเป็นปกติทั้งแผลภายในภายนอก ผมรีบไปทำบุญใหญ่ อุทิศส่วนกุศลให้กับลูกไก่ตัวนั้นทันที เป็นอันว่าเจ็บป่วยครั้งนั้น ผมต้องนอนโรงพยาบาลทั้งสองแห่งรวมเป็นเวลากว่าเดือน ถ้าแม่ผมไม่ฝัน ผมคงไม่คิดถึงลูกไก่ และถ้าผมไม่อธิฐานจิตขออโหสิกรรมจากลูกไก่ ป่านนี้ผมอาจต้องนอนอยู่โรงพยาบาลนานกว่านี้ จนกระทั่งมี "ใครคนนั้น" มากระชากผมตกเตียงก็ได้ หลังเหตุการณ์น่าขนลุกขนพองทั้งหมดนี้แล้ว ผมจึงเชื่อสนิทว่า "กรรมมีจริง" และไม่เคยคิดจะฆ่าสัตว์ตัดชีวิตอีกเลยจนทุกวันนี้ (อ่านแล้ว ผมก็ขนลุกเช่นกันครับ)

iFandKo

วันพฤหัสบดีที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547