Make your own free website on Tripod.com

บวชใช้บาป

คุณเชื่อเรื่องกรรมมั้ย... แล้วเรื่องอดีตชาติและเจ้ากรรมนายเวรล่ะ คุณคิดว่ามีจริงหรือไม่ ถ้าคุณไม่เชื่อ...ลองอ่านเรื่องราวต่อไปนี้ดูสิ บางทีคุณอาจจะเปลี่ยนความคิดใหม่ก็ได้ ฉันชื่อ "บรรเจิด" เปิดร้านอาหารตามสั่งกับสามี ฉันเป็นแม่ครัว ส่วนสามีฉันเป็นคนรับคำสั่งลูกค้า ชีวิตก็มีความสุขไปตามอัตภาพ ปกติแล้วร่างกายฉันก็แข็งแรงดี แต่ในระยะสี่ห้าเดือนมานี้ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับฉัน ฉันมักจะปวดหลังอยู่บ่อย ๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ บางทีก็ปวด บางทีก็ปวดไปหมดทั้งตัวเหมือนโดนทุบกลางหลัง ปวดจนฉันขยับเขยื้อนร่างกายไม่ได้ ได้แต่นอนร้องครวญครางอย่างทรมาน ปวดจนฉันปลงตกคิดว่าคงจะตายในไม่ช้านี้ วันนี้ก็เช่นกัน "เจิด...ข้าวผัดปูสองที่" "จ๊ะ" ขณะที่ฉันกำลังหยิบจานมาใส่อาหารนั้น... "โอ๊ะ! โอ๊ย" มันเจ็บแปลบที่หลังอีกแล้ว จานกระเบื้องที่ถืออยู่ตกพื้นดังเพล้ง ฉันลงไปนอนชักดิ้นชักงออยู่บนพื้น สามีฉันวิ่งเข้ามาประคองด้วยความเป็นห่วง "เจิด เป็นอะไรน่ะ" "โอย..ย..ย ปวด ฉันปวดหลังอีกแล้ว" ฉันปวดจนน้ำตาลไหล "เอ...พักนี้ทำไมปวดบ่อย เมื่อกี้ยกของหนักหรือเปล่า" "เปล่า" "ขึ้นไปนอนพักก่อนเถอะ ทางนี้เดี๋ยวพี่จัดการเอง" สามีฉันค่อย ๆ ประคองฉันไปที่ห้องนอนอย่างทุลักทุเล "ค่อย ๆ เอนหลังนะ" หลังฉันสัมผัสที่นอนจนได้ ฉันเอียงหน้าแนบกับหมอน พยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ลูกเห็น "พ่อ... แม่เป็นอะไรเหรอ" ลูกชายวัยเจ็ดขวบของฉันถามตามประสาซื่อ "แม่แกปวดหลัง ไปตามยายมาเร็ว" สามีฉันสั่ง แล้วลูกชายฉันก็วิ่งปร๋อออกไปทันที "ปวดมากมั้ย" สามีฉันถามด้วยความเป็นห่วง "ฮือ... พี่ลงไปเถอะ แขกกำลังเข้าร้าน ไม่ต้องเป็นห่วงฉันหรอก" "งั้นไปขายของก่อนนะ เดี๋ยวลูกค้ารอนาน" สามีฉันลงไปทำกับข้าวแทนฉันข้างล่าง ปล่อยฉันนอนครวญครางอยู่ในห้องคนเดียว "แม่ครับ ยายมาแล้ว" "แม่..." ฉันครางเรียกแม่ น้ำตาคลอเบ้า "ปวดหลังอีกแล้วรึเจิด" แม่หน้าเสียด้วยความสงสาร "จ๊ะ แม่ ปวดเหมือนจะขาดใจเลย" น้ำตาฉันไหลเป็นทางยาวอาบแก้ม "โธ่เอ๊ย...เวรกรรมอะไรนะ มา ๆ เดี๋ยวแม่นวดให้" แม่เป็นห่วงฉันมาก มาคอยบีบนวดให้ทุกครั้งยามที่มีอาการ ซึ่งก็แปลก...อาการปวดของฉันนี้ ยามจะปวดขึ้นมาก็ปวดขึ้นมาทันทีเลยโดยไม่มีสาเหตุ แต่ยามจะหายก็หายไปเฉย ๆ เหมือนไม่เคยปวดมาก่อนเลยเช่นกันแม้แต่สามีฉันยังงง

คืนหนึ่ง อาการปวดหลังของฉันกำเริบขึ้นมาอีก คราวนี้ทำให้สามีแันเกิดความคิดยางอย่าง "น่าจะลองบนบานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดูนะเจิด" "โอย..ย..ย..บนยังไงล่" "เดี๋ยวทำให้ดู" สามีฉันนำธูปสิบหาดอกออกไปกลางแจ้ง แล้วจุดธูปกล่าวคำบนบาน "ข้าแต่เทวดาฟ้าดินและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก โปรดมารับรู้คำบนบานของผมด้วย เนื่องจากภรรยาของผมได้เจ็บหลังมาเป็นเวลานานแล้วขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวง จงช่วย ดลบันดาลให้เธอหายด้วยเถิด เมื่อเธอหายดีแล้ว ผมจะให้เธอบวชชีแก้บน" พออธิฐานจบแล้วเขาก็ปักธูปลงกลางดิน "บวชชี!" คำบนบานของสามีฉันทำให้ฉันเกิดตะขิดตะขวงใจอย่างบอกไม่ถูก "พี่ไปบนอย่างนั้น ถ้าเผื่อฉันหายจริง ๆ ฉันก็ต้องไปบวชชีแก้บนนะสิ" "บวชก็บวชชี จะเป็นไรไปล่ะ ขอให้หายเถอะน่า ระหว่างบวชชีแค่ไม่กี่วันกับนอนเจ็บต่อไปน่ะจะเลือกอะไร" คำของสามีฉันทำให้ฉันถึงกับพูดไม่ออก ปรากฏว่าคืนนั้นฉันนอนหลับสบายทั้งคืน ไม่รู้สึกเจ็บปวดใดใด แม้แต่อาการที่เริ่มมีในตอนแรกก็พลอยหายไป ผิดจากทุกครั้งที่ถ้าลองได้มีอาการขึ้นมาแล้วนี่ กว่าจะหายทำเอาฉันปางตาย และหลังจากวันนั้นเป็นต้นมา อาการปวดหลังของฉันที่หายไปอย่างเหลือเชื่อจริง ๆ ราวกับว่าคำบนบานของสามีสัมฤทธิ์ผล นี่สิ่งศักดิ์สิทธิ์บันดาลให้ฉันหายหรือไร ทุกคนในครอบครัว ต่างก็ดีใจกับฉันโดยเฉพาะแม่ "ดีแล้วลูกเอ๊ย...หมดเคราะห์หมดโศกเสียที" หลายเดือนต่อมา สามีฉันจึงพูดถึงเรื่องที่จะให้ฉันไปบวชแก้บน "นานแล้วนะ น่าจะบวชเสียที" "อย่างเพิ่งเลย บวชเมื่อไหร่ก็ได้มั้ง" ฉันผลัด แล้วฉันก็ทำเป็นเป็นลืมเรื่องนี้ไปเป็นเวลานานพอสมควร จนสามีเตือนอีก ฉันก็ผลัดไปอีกเรื่อย ๆ เป็นอย่างนี้เรื่อยมา จนกระทั่ง...สิ่งเลวร้ายต่าง ๆ เริ่มคืบคลานเข้ามาในชีวิตฉัน เริ่มจากสามีที่เ่ปลี่ยนไป เขาเริ่มเย็นชากับฉันขึ้นทุกวัน จนถึงขั้นหมางเมินแรก ๆ ฉันก็ไม่ทราบสาเหตุว่าเพราะอะไร ได้แต่เก็บความน้อยใจไว้คนเดียว เขามักหาทางออกจากบ้านเสมอ กว่าจะกลับก็ดึกดื่น ถ้าเช้าเลยก็มี ซึ่งเขาไม่เคยเป็นอย่างนี้มาก่อน ในที่สุดฉันก็รู้ความจริงว่าเขาไปมีผู้หญิงคนอื่น ฉันร้องไห้ฟูมฟายด้วยความเสียใจ ก็มีแต่แม่ฉันนี่แหละที่คอยปลอบประโลมไม่เคยห่าง "ใจเย็น ๆ ก่อนลูก เขาอาจจะหลงผิดเพียงชั่วครู่ชั่วยาม พอสำนึกได้ก็กลับมาเองแหละ ยังไงก็คงห่วงครอบครัวบ้างล่ะ ลูกก็มีด้วยกันตั้งสองคน" ตอนแรกฉันก็คิดอย่างนั้นจึงกล้ำกลืนฝืนทนไปก่อน ยามนอนมองเห็นหมอนแต่ไม่เห็นคนเคยหนุน ก็รู้สึกเจ็บแปลบที่ใจ ได้แต่รอคอยด้วยความหวังว่าสักวันเขาคงสำนึกได้ แต่ฉันคาดการณ์ผิด เมื่อวันหนึ่งเขามาขอหย่ากับฉัน "หย่า!" "ใช่" เขายื่นคำขาด ฉันพูดอะไรไม่ออก มันจุกแน่นในอก คิดไม่ถึงเลยว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นกับฉัน เมื่อเขาหมดรักเราแล้วก็คงไม่มีประโยชน์ที่จะเหนี่ยวรั้งเขาไว้ ฉันกับสามีตกลงแยกทางกัน โดยเขาทิ้งลูกชายทั้งสองคนให้ฉันดูต่างหน้า ฉันเสียใจยิ่งนักที่ชีวิตคู่ต้องมาล้มเหลว นับเป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต เมื่อสามีไม่อยู่ งานที่ร้านก็ทำไม่ไหว ต้องไหว้วานน้องสาวมาช่วยไปพลาง ๆ ก่อน เคราะห์กรรมของฉันยังคงไม่หมด เสียใจเรื่องหย่ากับสามีไม่ทันจางหาย ก็มีเรื่องใหม่มาให้วิตกอีกแล้ว ฉันมีเรื่องกับญาติพี่น้องเกี่ยวกับมรดกทรัพย์สิน ถึงขั้นเป็นคดีความขึ้นโรงขึ้นศาลกัน เมื่อมามีเรื่องมีราวซ้ำซ้อนกันอย่างนี้ ยิ่งทำให้ฉันทุกข์ใจมากขึ้น แทบไม่เป็นอันทำงานทำการเลย ทำไมมีแต่เรื่องไม่ดีเข้ามารุมเร้าฉันไม่รู้จักหมดสิ้นเสียที หรือว่าฉันดวงตก "แม่ว่าวันเสาร์นี้เราสองคนไปทำบุญ แล้วให้หลวงตาที่วัดซอยหลังบ้านเรานี่พรมน้ำมนต์ให้ดีมั้ย" "รดน้ำมนต์หรือแม่" "ใช่...น้ำมนต์ท่านศักดิ์สิทธิ์นะ ขจัดทุกข์โศกโรคภัยได้" หลวงตาที่แม่พูดถึงนี้ เป็นภิกษุชราวัยเจ็ดสิบกว่าปีแล้ว ท่านรอบรู้เรื่องการทำพิธีกรรมต่าง ๆ ทางด้านศาสนาเป็นอย่างดี รวมทั้งการสะเดาะเคราะห์ผูกดวง ดูดวงด้วย ท่านเป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ คอยให้คำปรึกษาและช่วยเหลื่อชาวบ้านที่มีเรื่องทุกข์ใจ โดยเฉพาะเรื่องดูดวง ท่านจะขอค่าครูแค่ สี่บาทเท่านั้น ชาวบ้านจึงเสื่อมใสท่านมาก

เมื่อเช้าวันเสาร์มาถึง ฉันและแม่ต่างเตรียมสัมภาระข้าวของที่จะไปตักบาตรและทำบุญที่วัด กว่าหลวงตาจะฉันข้าวและทำวัตรเข้าเสร็จก็เกือบ 9 โมงเช้า แต่ฉันและแม่ก็มิได้ปริปากบ่น กลับรู้สึกเบิกบานไปกับบรรยากาศรอบข้าง อากาศภายในบริเวณวัดเย็นสบาย บริสุทธิ์ รื่นรมย์ยิ่งนัก ได้ยินเสียงนกที่เกาะตามต้นไม้ใหญ่สีเขียวร้องจิ๊บ ๆ คละกับเสียงกรุ๊งกริ๊งของระฆังใบเล็ก ๆ ที่แขวนอยู่ตามริมชายคาโบสถ์ ฉันรู้สึกเพลิดเพลินรวมกับฟังเสียงดนตรีอันน่าอภิรมย์ "โยมพ่อเสียไปหลายปีแล้วสินะ" หลวงตากล่าวทักทายแม่กับฉัน "เสียได้ครบ 5 ปีแล้วเจ้าค่ะ" "อ้อ...แล้วที่นั่งข้าง ๆ นั่นโยมลูกน่ะสิ ออกเรือหรือยังล่ะ" "ลูกสาวชื่อเจิด ออกเรือนแล้วเจ้าค่ะ คือว่าวันนี้อิฉันพาลูกสาวมาเพราะจะรบกวนหลวงตาช่วยพรมน้ำมนต์ให้ลูกอิฉันหน่อยเจ้าค่ะ ตอนนี้มีแต่เรื่องร้ายซ้ำ ๆ ซาก ๆ สามสี่ครั้งติด ๆ กัน" หลวงตาจุดเทียนเกลียวสีขาวขึ้นสามเล่มปักขอบอ่างน้ำมนต์ แล้วหลับตานิ่ง วางมือหงายซ้อนกันบนตัก สันหลังตรงแน่ว ท่าทางท่านน่าเสื่อมใสยิ่งนัก ครู่ใหญ่ท่านก็ค่อย ๆ ลืมตา แล้วก็เอ่ยถึงปัญหาต่าง ๆ ที่ฉันประสบได้อย่างถูกต้องแม่นยำ รวมถึงเรื่องที่อดีตสามีเคยไปบนบานไว้เมื่อคราวนั้นด้วย "บาปกรรมมีจริงนะโยม ที่โยนลำลากอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะโยมเคยได้ทำบาปทำกรรมไว้มาก ทำให้มีเจ้ากรรมนายเวรคอยรังควานชีวิต...ในอดีตชาติโยมเคยเป็นแม่ค้าขายปลามาก่อน สังหารปลาโดยการใช้ท่อนไม้ทุบปลามากมายนับไม่ถ้วน..."

หลวงตาแตะที่อ่างน้ำมนต์ ฉันก้มลงมองน้ำในอ่างโดยไม่ตั้งใจ แล้วก็ต้องสะดุ้งสุดตัว ตาฉันไม่ได้ฝาด! ฉันเห็นภาพในอ่างน้ำมนต์ใบนั้น เป็นภาพฉันในอดีตชาติ ฉันเป็นแม่ค้าปลาในตลาดสด กะละมังใส่ปลาต่าง ๆ ทั้งปลาดุก ปลาช่อน ปลาไหล ตั้งเรียงรายไปหมด ลูกค้าผู้หญิงวัยกลางคนกำลังชี้ปลาช่อนในกะละมัง ฉันจับปลาช่อนตัวนั้นขึ้นมา ท้องมันใหญ่กว่าปกติ ไข่คงจะเต็มท้องทีเดียว! ฉันใช้มือซ้ายกดลำตัวมันไว้แน่นราวคีมเหล็ก ก่อนหยิบไม้กระหน่ำทุบลงกลางหัวปลาอย่างไม่ยังมือ มันดิ้นกระแด่ว ๆ สักพักก่อนแน่นิ่งไป เลือดสีแดงเข้มซึมออกมาตามรอยแผล สายตาเจ้าปลาช่อนตัวนั้นยังจ้องเขม็งมายังฉันอย่างจองเวร แม้ว่ามันจะตายไปแล้วก็ตาม ฉันกะพริบตา พลันมโนภาพทั้งหลายหายวับไป ฉันตกใจแทบสิ้นสติ หันมามองดูรอบตัว แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครเห็นภาพอัศจรรย์ในอ่างน้ำมนต์เมื่อครู่นี้เลยยกเว้นฉัน โอ...นี่เป็นเพราะบารมีของหลวงตาหรืออำนาจเวรกรรมของฉันกันแน่ "เมื่อโยนฆ่าเขาตาย เขาก็ย่อมโกรธแค้นโยมเป็นธรรมดา พวกที่โยมฆ่าเขาตายหรือเคยเบียดเบียนเขาไว้นี่แหละ คือส่วนหนึ่งของเจ้ากรรมนายเวรบางทีโยมลืมไปแล้วหรือไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าได้ฆ่าเขา แต่เขารู้และไม่ลืมจึงอาฆาตโยน เขาจะคอยซ็ำเติมให้โยมมีอันเป็นไปมากขึ้น" หลวงตาพูดต่อไปในขณะที่ฉันยังคงสับสน "ที่อดีตสามีของโยมได้บนบาปไว้นั้น เทวดาฟ้าดินเจ้ากรรมนายเวรเขารับรู้ เขาต้องการให้โ่ยมบวช เมื่อโยมไม่บวชเขาจึงไม่พอใจทางที่ดีควรจะหาโอกาสไปบวชเสีย อุิทิศส่วนกุศลให้เขา อาตมาเชื่อว่าบุญกุศลที่ทั้งโยมแม่และโยมลูกได้ทำไว้ในชาตินี้ จะส่งผลบุญชะล้างแรงกรรมในอดีตชาติทั้งปวง เผื่อว่าโยมจะได้พบกับสิ่งที่ดีงามเสียที เอาล่ะ! เดี๋ยวหลวงตาจะพรมน้ำมนต์ให้นะ"

กลับบ้านแล้วฉันมานอนคิดถึงเรื่องที่หลวงตาพูดอยู่อีกนาน แล้วรู้สึกหวั่นวิตกไปต่าง ๆ นาน หรือจะจริง... นับตั้งแต่อดีตสามีไปบนไว้คราวนั้น แล้วฉันก็ไม่ได้บวชแก้บนเสียที ดูเหมือนจะมีแต่เรื่องไม่ดีเกิดขึ้นกับฉันเรื่อยมา เจ้ากรรมนายเวรมาคอยสาปแช่งฉันหรือไร ตายล่ะ...แล้วนี่ชาติที่แล้วฉันฆ่าปลาไปกี่หมื่นกี่แสนตัวก็ไม่รู้ คืนนั้นฉันนอนไม่หลับเลย มันร้อนรุ่นเหมือนมีใครมาจุดไฟเผา ฉันทุรนทุรายด้วยความทรมาน ร้อนราวถูกแผดเผาด้วยไฟประลัยกัลป์จากนรก และยังเป็นอย่างนั้นอยู่อีกหลายคืน คืนแล้วคืนเล่า นานนับเดือนจนฉันทนไม่ไหว จึงบอกแม่และน้องสาวว่าฉันจะไปบวชชีแล้ว ฉันจะไม่ผลัดอีกแล้ว แต่ก็เป็นห่วงทางร้านมาก "หาลูกจ้างมาช่วยไปก่อนนะจุ๋ม" ฉั้นสั่งเสียน้องสาว "พี่ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ทางไหนที่จะทำให้พี่สบายใจก็ไปเถอะ" ฉันกับลแม่เดินทางไปหาน้าสาวที่สัตหีบเพื่อหาวัดที่จะบวช ด้วยการช่วยเหลือของน้าสาว ไม่ช้าฉันก็ตกลงบวชที่วัดแถวบางเสร่ "บวชที่วัดนี่แหละ สงบดี กฏระเบียบก็เคร่งครัด ที่นี่พระกับชีอยู่กันคนละฟาก กุฏิแม่ชีอยู่ทางด้านโน้น" น้าสาวฉันแนะนำ ถึงวันบวช ฉันกราบเท้าแม่ ขอขมาลาโทษที่อาจเคยล่วงเกินด้วยกาย วาจา ใจ แม่เอ่ย ปากอโหสิกรรม ต่อมาก็ถึงเวลาปลงผม น้าสาวเป็นคนโกนให้ ฉันถึงกับร้องไห้ด้วยความตื้นตัน เมื่อได้ฤกษ์บวช หลวงพ่อท่านได้ให้ข้อคิดก่อนทำพิธี "ให้หักห้ามจิตใจ ไม่ต้องเป็นห่วงใดใดทั้งสิ้น ตอนนี้เราอยู่อย่างสงบแล้ว หมั่นสั่งสมาธิ แผ่ส่วนบุญส่วนกุศลให้บิดามารดา ครูอาจารย์ และเจ้ากรรม นายเวรทั้งหลาย กรรมใดที่เคยก่อไว้ขอให้อโหสิกรรมให้แก่กันเสียในชาตินี้" ในที่สุดพิธีบวชของฉันก็เสร็จสิ้น บัดนี้ฉันเป็นแม่ชีโดยสมบูรณ์แล้ว แม่ชีที่บวชอยู่ก่อน จึงนำฉันมายังกุฏิที่ฉันต้องพักอยู่ ระหว่างทางเดินไปกุฏินั้น แม่ชีก็อธิบายให้ฟังว่า "ที่นี่มีแม่ชีหน้ารูปนะ แต่ละรูปก็พักอยู่กันคนละกุฏิ แม่ชีใหญ่มีอายุถึง 86 ปีแล้ว เราเรียกท่านว่าแม่ใหญ่...เอาล่ะ ถึงแล้ว เธอจงพักอยู่กุฏินี้" กุฏิแม่ชีจะอยู่ห่าง ๆ กัน โดยเฉพาะหลังที่ฉันจะต้องพักนี้ ห่างจากหลังอื่นมาก แถมยังอยู่ติดเขาอีกด้วย เรียกว่าโดดเดี่ยวเลยที่เดียว จนฉันชักหนาวเพราะเป็นคนกลัวผี แล้วฉันก็ต้องสะดุ้ง เมื่อแม่ชีบอกว่า "กุฏิหลังที่เธอจะอยู่นี้ เคยเป็นเมรุเผาผีมาก่อนนะ" "อะไรนะคะ แล้วจะไม่มีผีสิงเหรอคะ" "ไม่มีมั้ง หึ หึ" แม่ชีหัวเราะในลำคอ ฉันไม่ค่อยจะเชื่อแม่ชีสักเท่าไร เพราะเพียงแค่ก้าวแรกที่ฉันเข้ามาในกุฏิหลังนี้ ฉันก็รู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว ทั้งที่เหนื่อยล้ามาทั้งวัน แต่คืนนั้นฉันกลับนอนไม่หลับ เสียงลมพัดใบไม้บนเขาดังหวีดหวิวก้องไปมาอยู่ตลอด บนหลังคาก็มีฝูงนกหากินกลางคืนบินมาเกาะเดินย่ำไปมา กระพือปีกเสียงดังพรึบพรับไม่หยุด แม้แต่ในกุฏิ ตุ๊กแกก็มาจากไหนไม่รู้เยอะแยะไปหมด มันส่งเสียร้องตั๊บแก...ตั๊บแก...ประสานกันดังวังเวง ฉันต้องลุกขึ้นนั่งสมาธิ พยายามทำจิตใจให้สงบ สวดมนต์ และแผ่เมตตาเสียงต่าง ๆ จึงค่อยทุเลาเบาบางลง ในที่สุดฉันก็เคลิ้มหลับไป คืนนั้นค่อนรุ่ง ดวงจิตฉันดิ่งต่ำไปสู่ห้วงนิมิตประหลาด ฉันฝันเห็นตัวเองกำลังทนทุกข์ทรมานอยู่ในขุมนรก รวมกับเหล่าสักภเวสีนับพันที่ส่งเสียงกรีดร้องเซ็งแซ่ ฉันรับกรรมที่เคยก่อไว้เหมือนดังที่พระญาลิไทยทรงนิพนธ์ไว้ในไตรภูมิพระร่วงว่า... "นรกบ่าวอันดับเป็น 9 นั้นชื่อสีลกัดตนรก คนฝูงใดฆ่าปลาแลหาบมาขายในกลางตระหลาดไส้ ตายได้ไปเกิดในนรกนั้น ฝูงยมบาลเอาเชือกเหล็กแดงคล้องคอ แล้วลากเอาไปทอดลงเหนือแผ่นเหล็กแดง แล้วจึงแทงด้วยหอกชนัก แล้วจึงฟันด้วยพร้า แล่เอาเนื้อเอาออกเรียงขาย ดังท่านเรียงชิ้นเนื้อชิ้นปลาขายกลางตระหลาดนั่นแล แล้วก็คืนเข้าเป็นตัวดังเก่าเล่าแลฯ..." ทันใดนั้นเอง ยมบาลหน้าตาเหี้ยมเกรียมตนหนึ่ง ก็เงื้อดาบขึ้นสุดวงแขนแล้วจ้วงฟันมายังร่างฉันอย่างไม่ปรานี "กรี๊ด!" ฉันสะดุ้งตื่น ลืมตาลุกโพลง ตกใจยิ่งนัก เหงื่อเม็ดโป้ง ๆ ผุดขึ้นตามหน้าผาก มือไม้เย็นเฉียบราวน้ำแข็ง ฉันปาดเหงื่อออกจากหน้าผาก แม้อากาศภายในกุฏิจะเย็นยะเยือกก็ตาม พลางสูดหายใจลึก ๆ ใจของฉันหวิว ๆ ชอบกล หวาดกลัวโดยไม่รู้สาเหตุ ฉันเหลียวมองนาฬิกา ตีห้าแล้ว ฉันจึงลุกไปหุงหาข้าวปลาเตรียมใส่บาตรเพื่ออุทิศผลบุญไปให้บรรดาปลาที่ฉันเคยฆ่าไว้ในอดีตชาติ โปรดจงอโหสิกรรมแก่ฉันด้วยเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

กว่าจะปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้ ฉันต้องใช้เวลาถึงครึ่งเดือน แต่หลังจากปรับตัวได้แล้ว จิตใจฉันกลับสงบเป็นสุขอย่างบอกไม่ถูก จนแทบไม่อยากสึกออกไปอีกหากไม่มีภาระรออยู่ ฉันบวชอยู่ได้ 3 เดือนกับ 20 วัน ก็ได้ฤกษ์สึก ซึ่งก่อนสึกฉันก็ได้จุดธูปบอกกล่าวสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไว้ว่า "...ที่บนบานไว้วันนั้น ก็ขอให้ขาดกันในวันนี้ และฉันก็ไม่ลืมที่จะกรวดน้ำทำบุญอุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรฉันเมื่อชาติภพที่แล้วด้วย" ตั้งแต่นั้นมา ฉันก็เชื่อเรื่องบาปบุญมากขึ้น ไม่พยาบามโกรธแค้นใครรู้จักที่จะให้อภัย จิตใจฉันสงบลงมาก มีสิตสัมปชัญญะ หิริ โอตตัปปะมากขึ้น นิสัยกลัวผีหายไป รวมทั้งอาการปวดหลังก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง และที่ทำให้ฉันเชื่อว่าเจ้ากรรมนายเวรคงอโหสิกรรมให้ฉันจริง ๆ ก็คือ ตอนนี้สามีเขากลับมาอยู่กับฉันเหมือนเดิมแล้วค่ะ

iFandKo

วันเสาร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547