Make your own free website on Tripod.com

วิบากกรรม

ดิฉันเป็นลูกหลานของคนจีนในเมืองไทย บรรพบุรุษของดิฉันได้อพยพมาจากประเทศเวียดนาม และได้ตั้งรกรากอยู่ในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บ้างก็อยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี บ้างก็อยู่ที่จังหวัดศรีสะเกษ ส่วนตระกูลของเราก็อยู่ในจังหวัดบุรีรัมย์ สร้างเนื้อสร้างตัว อดทนทำมาหากิน จนกระทั่งเรามีชีวิตที่ดีขึ้นมาถึงทุกวันนี้ แต่กว่าที่เราจะมีวันนี้ได้ ครอบครัวใหญ่ของดิฉันก็ต้องผ่านเรื่องราวและเหตุการณ์ต่าง ๆ มาแล้วอย่างโซกโซน พบเจอทั้งสิ่งที่ดีและเลวร้ายมาโดยตลอด ตัวดิฉันเองอาจจะโชคดีหน่อย ที่เกิดมาอยู่ในรุ่นที่สี่ จึงไม่ต้องพบเจอกับเรื่องราวเหล่านั้น แต่ก็มักจะได้ยินได้ฟังจากมารดาหรือญาติผู้ใหญ่อยู่บ่อย ๆ จากที่ฟังแล้วรู้สึกเฉย ๆ จนเริ่มตั้งใจฟัง เริ่มสนใจ และในที่สุดก็คิดอย่างมีเหตุผลมากขึ้น จนทุกวันนี้มันจึงทำให้ดิฉันพยายามจะทำแต่สิ่งที่ดีงาม เพื่อที่ตัวเองจะได้มีชีวิตที่ดี ไม่ต้องมาชดใช้กรรมชั่วที่ตัวเองเป็นผู้ก่อ ดังผู้คนในเรื่องราวที่ได้รับฟังมา

แม่ของดิฉันมักจะเล่าให้ฟังอยู่เสมอว่า คุณตาทวดและคุณยายทวดของดิฉันได้ล่องเรือสำเภามาทางแม่น้ำโขงกับบรรดาญาติ พี่น้องทั้งหลาย เพื่อหนีภัยสงครามในประเทศเวียดนาม เมื่อมาถึงก็แยกย้ายกันไปอยู่ตามจังหวัดต่าง ๆ ที่คาดว่าจะมีชีวิตอยู่รอดได้ สำหรับคุณตาทวดและคุณยายทวดโชคดีมากกว่าคนอื่น ๆ เพราะว่าน้องชายร่วมสายเลือดของคุณตาทวดที่ได้อพยพมาล่วงหน้าก่อนหลายปี ได้มาแต่งงานกับสาวชาวจีนในจังหวัดบุรีรัมย์ที่พอจะมีฐานะอยู่บ้าง ประกอบกับความขยันหมั่นเพียรในการงานทำให้มีฐานะที่ดีขึ้น เป็นเจ้าของกิจการทำธุรกิจเกี่ยวกับโรงงานน้ำตาลปี๊ป ในช่วงแรกคุณตาทวดกับคุณยายทวดจึงได้มาอยู่ช่วยทำงานที่โรงงานน้ำตาลปี๊ปของน้องชาย จนกระทั่งคุณตาทวดกับคุณยายทวดมีทายาทได้ 3 คน ต่อมาโรงงานน้ำตาลปี๊ปประสบกับปัญหาการขาดทุน เพราะมีโรงงานน้ำตาลทรายเข้ามาตีตลาด ผู้บริโภคหันไปใช้น้ำตาลทรายมากขึ้น จนในที่สุดก็ต้องปิดตัวเองไป คุณตาทวดและคุณยายทวดของดิฉันจึงต้องย้ายมาเช่าบ้านอยู่ บ้านเช่าของท่านเป็นบ้านไม้ห้องแถว คุณยายทวดประกอบอาชีพทำขนมขาย ทั้งขนมไทยและขนมในแบบของคนจีน เพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัว ส่วนคุณตาทวดไปทำงานอยู่ที่โรงสีข้าว เป็นหัวหน้ากรรมกร คอยดูแลกรรมกรแบกข้าวและจ่ายเงินเดือนกรรมกร ตอนนี้เองที่ท่านมีทายาทเพิ่มขึ้นอีกรอบเป็นทั้งหมด 5 คน ท่านทั้งสองคนช่วยกันทำมาหากินจนพอมีเงินเก็บและซื้อทองคำมาสะสมบ้าง เมื่อรวมกับทองคำและเครื่องเงินที่ติดตัวมาจากประเทศเวียดนามทำให้ท่านทั้งสองมีทรัพย์สินอยู่พอควร คุณยายทวดกลัวหายจึงเก็บเอาไว้ในกล่องไม้ที่มีกุญแจปิดมิดชิด แล้วซ่อนเอาไว้ใต้เตียงนอน

จนอยู่มาวันหนึ่งในชุมชนที่อยู่ได้มีการจังงานงิ้วประจำปี คุณยายทวดได้นำลูก ๆ ไปเที่ยวงานงิ้ว ปล่อยให้คุณตาทวดนอนเฝ้าบ้านเพียงลำพัง โดยปกติในชุมชนแห่งนี้มักจะมีความสงบเรียบร้อย ไม่มีปัญหาเรื่องโจรขโมย หลาย ๆ ครอบครัวถึงครองครัวที่อาศัยในห้องแถวแห่งนี้จึงวางใจพากันออกไปดูงานงิ้วจนหมด ยกเว้นคุณตาทวดที่นอนเฝ้าบ้านตามลำพัง พองิ้วเลิก ประมาณสักเที่ยงคืน ทุกคนต่างพากันอุ้มลุกจูงหลานกลับบ้าน รวมถึงคุณยายทวดของดิฉันด้วย ทันทีที่เปิดประตูบ้านเข้าไป ท่านก็เห็นคุณตาทวดนอนคว่ำหน้าอยู่ที่หน้าประตูบ้าน สภาพบ้านถูกรื้อค้นสิ่งของกระจุยกระจาย เมื่อพลิกตัวคุณตาทวดดู ปรากฏว่าคุณตาทวดถูกตีที่ศีรษะและถูกแทงบริเวณท้อง เลือดไหลทั่วพื้นกระดานบ้าน คุณยายทวดกรีดร้องด้วยความตกใจ พร้อมกับเสียงกรีดร้องของลูก ๆ ทำให้ชาวบ้านละแวกนั้นต่างพากันออกมาดูและเข้ามาช่วยเหลือ ในตอนนั้นท่านยังมีลมหายใจอยู่ ๆ แต่ต่อมาท่านก็เสียชีวิตระหว่างนำส่งสถานีอนามัย จากการสำรวจข้าวของภายในบ้าน เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งว่าจากร่องรอยและรอยรองเท้า สันนิษฐานว่ามีโจรเข้ามาปล้นบ้านไม่น้อยกว่า 3 คนของที่หายไปก็มีเงินสด และกล่องไม้ที่คุณยายทวดสะสมทองคำและเครื่องเงินนำเก็บเอาไว้ในนั้น เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้คุณยายทวดต้องสูญเสียคุณตาทวดไปก่อนวัยอันควร รวมถึงสูญเสียสิ่งของมีค่างต่าง ๆ ที่สะสมมาตลอดวัยสาว คุณยายทวดจึงเท่ากับเป็นคนสิ้นเนื้อประดาตัว ท่านต้องทำงานอย่างหนักเพื่อให้ครอบครัวอยู่รอด ไม่เพียงทำขนมขาย แต่ยังต้องรับจ้างหาบน้ำ ลูก ๆ ก็ต้องช่วยกันทำงานหนักมากขึ้น เพื่อจะได้มีรายได้เลี้ยงปากเลี้ยงทองเพียงพอให้สามารถอยู่รอดต่อไป แม้ว่าเหตุการณ์ในครั้งนั้นจะผ่านไปหลายเดือน แต่คุณยายทวดก็ไม่เคยทำใจได้เลย ยังคงเสียใจและเจ็บแค้นกลุ่มโจรพวกนั้นอยู่ทุกวัน ในทุก ๆ วันพระคุณยายทวดจะจุดธูปสามดอกที่ประตูหน้าบ้าน จนในที่สุดคำสาปแช่งของคุณยายก็ได้ผล เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมตัวหนึ่งในผู้ต้องหาร่วมกันปล้นบ้านในครั้งนั้นได้ ก่อนหน้านั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ขอความร่วมมือไปยังร้านจำหน่ายทองและโรงรับจำนำต่าง ๆ ทั่วทั้งจังหวัด ว่าถ้าหากมีบุคคลใดนำทองคำหรือเครื่องเงินลักษณะที่ตรงกับคุณยายทวดแจ้งความเอาไว้มาจำหน่ายหรือจำนำ ให้ช่วยแจ้งกับเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ทราบด้วย ปรากฏว่ามีเจ้าของร้านทองร้านหนึ่งแจ้งมาว่มีผู้นำของกลางดังกล่าวมาขายที่ร้าน เจ้าหน้าที่ตำรวจมาแจ้งให้คุณยายทวดช่วยไปชี้หลักฐานยืนยันว่าใช่ของตนหรือไม่ ซึ่งคุณยายทวดก็ยืนยันว่าใช่ของท่านจริง ๆ แต่ที่สร้างความตกใจให้แก่ท่านมากที่สุดก็คือ ผู้ที่ถูกจับกุมได้เป็นกรรมกรในโรงสีข้าวที่เป็นลูกน้องของคุณตาทวดของดิฉันนั่นเอง คุณยายทวดถึงกับร้องไห้ด้วยความเสียใจ และเดินเข้าไปตบหน้าโจรคนนั้น "ลื้อทำอย่างนี้ทำไม? ไอ้ชื่น" คุณยายทวดถามอย่างเจ็บใจ แต่ก็ไม่ได้เสียงตอบใด ๆ จากชายผู้นั้นเลยแม้แต่น้อย

หลังจากการสอบสวน นายชื่ยได้ให้การชัดทอดว่า มีเพื่อนกรรมกรที่ทำงานด้วยกันเป็นผู้ร่วมลงมือปล้นในครั้งนั้นด้วย คือนายแจ่มและนายพัน โดยของที่ได้มาทั้งหมดได้นำมาแบ่งเท่า ๆ กัน และต่างตกลงกันว่าจะทำงานตามปกติต่อไป เพื่อไม่ให้คนในชุมชนเกิดความสงสัย แม้แต่ในงานศพของคุณตาทวด พวกเขาก็ยังมาร่วมงานศพด้วย ทำท่าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หลังจากนั้นประมาณ 1 เดือน ทั้งสามจึงได้ลาออกจากงานแยกย้ายกันไป นายแจ่มกับนายพันบอกว่าจะกลับไปทำนายังบ้านเดิมในชนบท ที่นายชื่นหวนกลับมานั้น เพราะมีเพื่อนที่เคยทำงานเป็นกรรมกรด้วยกันจัดงานแต่งงาน และได้บอกข่าวไปยังนายชื่น นายชื่นเห็นว่าเรื่องปล้นบ้านได้เงียบลงไปแล้ว เขาคิดว่าไม่มีอะไรแล้วจึงย้อนกลับมา ไม่สังหรณ์ใจเลยว่าผลกรรมที่เขาได้ก่อเอาไว้นั้น หาได้เงียบลงไปตามกาลเวลาไม่! นายชื่นได้กำไลข้อเท้าเด็กและสร้อยคอเงินที่ยังเหลืออยู่แค่เพียงสองชิ้นไปขายที่ร้านขายทองแห่งหนึ่งในจังหวัด ด้วยความที่เจ้าของร้านทองดังกล่าวเป็นคนดี มีความซื่อสัตย์ในการประกอบสัมมาอาชีพ ไม่เห็นแก่ได้จนเกินไป จึงรีบแจ้งตำรวจให้มาจับกุมนายชื่นทันที หลังจากข่าวการจับกุมตัวนายชื่นได้แพร่กระจายออกไป จนล่วงรู้ถึงหูนายแจ่มและนายพัน ด้วยความกลัว คนทั้งคู่จึงพากันหนีออกจากหมู่บ้านของตัวเอง ไปกบดานอยู่หลายแห่งเป็นเวลานานราว ๆ 2 ปี หลังจากนั้นคุณยายทวดก็ได้ทราบข่าวว่า นายแจ่มเสียชีวิตจากอุบัติเหตุตกรถไฟ บริเวณสะพานเข้าแม่น้ำของรถไฟแถว ๆ จังหวัดสระบุรี-แก่งคอย ในขณะที่กำลังเดินทางจากกรุงเทพมหานครไปยังจังหวัดบุรีรัมย์ คุณยายทวดมาทราบที่หลังอีกว่า หลังจากที่นายแจ่มและนายพันได้หนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พวกเยาได้หนีมาทำงานเป็นกรรมกรแบกข้าวสารลงเรือที่ท่าเรือคลองเตย โดยมีลูกพี่ลูกน้องของนายแจ่มคนหนึ่งให้ที่พักอาศัยและหางานให้ทำ ทั้งคู่ทำงานที่ท่าเรือคลองเตยอยู่นาน จนกล้าที่จะกลับไปเยี่ยมบ้านและพ่อแม่ได้เป็นครั้งคราว โดยที่ไม่ถูกจับกุมแต่อย่างใดเป็นเวลานานอยู่ราว ๆ 2 ปี แต่ในระหว่างที่ทั้งคู่ได้ทำงานอยู่ที่ท่าเรือคลองเตยอยู่นั้น มักมีปัญหาทะเลาะเบาะแว้ง หรือชกต่อยกับเพื่อนกรรมกรอยู่บ่อย ๆ ในที่สุดนายพันถูกเพื่อนกรรมกรใช้ท่อเหล็กดีทำร้ายขาทั้งสองข้าง จนกระดูกขาทั้งสองข้างแตกแหลกเหลวเกินกว่าจะรักษาได้ แพทย์จึงต้องตัดขาทิ้ง ในขณะที่เกิดเรื่องอยู่นั้นนายแจ่มได้หนีเอาตัวรอดไปได้เลยไม่ถูกทำร้ายด้วย ต่อมานายพันจึงถูกส่งตัวกลับมายังบ้านเกิด อยู่ที่บ้านได้นาน 3 เดือน ก็ทนทุกข์ทรมานกับสังขารของตัวเองไม่ไหว กินยาฆ่าหญ้าตาย แต่ก็ไม่มีใครทราบข่าวการตายของนายพันเลย เพราะพ่อแม่ของนายพัน ได้ทำบุญและเผาศพทันที ไม่มีการแจ้งข่าวให้ใครทราบ เพราะเขาคงอยากให้เรื่องราวจบลงเงียบที่สุด หลังจากที่นายพันถูกนำตัวกลับและเสียชีวิตนั้น นายแจ่มได้ออกจากงานเดิม เพราะเกรงจะถูกทำร้ายอีก จึงได้ร่อนเร่พเนจรหางานทำไปเรื่อย ๆ จนได้งานใหม่อยู่ที่โกดังสินค้าแถว ๆ อำเภอบางปะกง เป็นกรรมกรขนสินค้าให้กับโกดังแห่งนี้มาโดยตลอด ต่อมานายแจ่มได้พบรักกับแม่ค้าขายผักสดที่ตลาด และต้องการจะแต่งงานด้วย จึงได้บอกกับเพื่อน ๆ ว่าจะกลับบ้านไปแจ้งข่าวให้พ่อแม่ได้ทราบแต่ก็ไม่ถึงบ้านเลย แต่ต้องมาพบจุดจบของชีวิตเสียก่อน

ระยะเวลาเพียงแค่ 2 ปีเศษ เกิดเรื่องต่าง ๆ ขึ้นมากมาย ทุกเหตุการณ์ล้วนเป็นผลพวงของการทำความชั่วของพวกเขาทั้งสามคนทั้งสิ้น การปล้นของพวกเขาในครั้งนั้นไม่ได้ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของเขาดีขึ้นมาได้ ตรงกันข้ามกลับนำชีวิตของพวกเขาไปสู่เรื่องเลวร้าย สำหรับนายแจ่มและนายพันจุดจบก็คือความตาย ส่วนนายชื่นซึ่งถูกพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต แม้จะได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวออกมาในภายหลัง แต่ก็อยู่ในวัยชราแล้วอายุเกิน 60 ปี มิหนำซ้ำก็อยู่ในสังคมภายนอกอย่างไร้ความสุข เป็นบุคคลที่สังคมไม่ยอมรับ ไร้ญาติขาดมิตร ต้องช่วยงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ในวัดเพื่อที่จะได้มีที่อยู่และอาหารประทังชีวิตไปวัน ๆ ดิฉันดั้งข้อสงสัยว่า ทำไมนายชื่นถึงไม่ได้เสียชีวิตเหมือนกับคนอื่น ๆ แม่ได้บอกดิฉันว่า ที่เขาได้รับผลกรรมไม่เท่ากับเพื่อนคนอื่น ก็เพราะเขาเป็นเพียงแค่คนดูต้นทางให้เท่านั้น ไม่ได้เป็นผู้ลงมือทำร้ายคุณตาทวดของดิฉันเขาจึงได้รับผลกรรมเพียงเท่านี้ แต่สำหรับดิฉันแล้ว ดิฉันคิดว่าเพีียงแค่นี้ก็มากเกินพอแล้ว เป็นแค่คนดูต้นทางให้เท่านั้นยังต้องรับกรรมชั่วชีวิต ถึงไม่ตายก็เหมือนตายทั้งเป็น

ส่วนคุณยายทวดของดิฉันนั้นกลับมีความสุขในบั้นปลายชีวิต ลูก ๆ ของคุณยายทวดเติบโตขึ้นมาเป็นคนดี มีหน้าทีการงานที่ดีทำกันทุกคน สามารถเลี้ยงดูคุณยายทวดให้ท่านมีความสุขได้จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต และคุณยายทวดยังได้นำเหตุการณ์ในครั้งนั้น มาถ่ายทอดให้ลูกหลานทุกคนได้จดจำเอาไว้ เป็นเรื่องราวที่คอยเตือนสติและเป็นอุทารณ์สอนใจพวกเรา ให้ประพฤติปฏิบัติตนเป็นคนดีของสังคมเรื่อยมา...

iFandKo

วันเสาร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547