Make your own free website on Tripod.com

สนามประลอง

"ไอ้แดง ดูอะไรนี่สิ ตัวเบ้อเร่อเลย" แก้ว เด็กหญิงวัยแปดขวบ ชูแมลงปอตัวโตอวดเพื่อนรักรุ่นราวคราวเดียวกัน "โอ้โห! แกจับได้ยังไงวะนี่" "ไม่เห็นจะยากเลย แล้วของแกล่ะ ได้สักตัวรึยัง" แก้วพูดพลางมือก็สาละวนเสียบก้านดอกหญ้าเข้าไปในบั้นท้ายของเจ้าแมลงปอโชคร้าย ตัวนั้น "ตัวนิดเดียวเอง" แดงจับปีกบางของแมลงปอตัวน้อยอย่างระมัดระวังแล้วจัดแจงเสียบดอกหญ้าขนาดกำลังดี เข้าไปในบั้นท้ายของเจ้าแมลงปอเคราะห์ร้ายอีกตัวหนึ่ง เด็กทั้งสองพากันวิ่งออกจากท้องทุ่งนาที่ชื้นแฉะ ท่ามกลางฝูงแมลงปอฝูงใหญ่ที่ยังคงบินอยู่สูงขึ้นไป เด็กทั้งสองมุ่งตรงไปยังพื้นที่โล่งกว้างภายใต้ท้องฟ้าสีครามยามบ่ายคล้อย ต้นตาลสูงบ้างเตี้ยบ้างตามแต่ขนาดของอายุขัยเรียงเป็นทิวแถวยาวคั่นกลางระหว่างที่ทั้งสองแห่ง แก้วและแดงเรียกที่นี่ว่า "สนามประลอง" เด็กทั้งสองยืนหอบนิ่งอยู่ใต้ต้นมะขามต้นใหญ่ที่สูงตระหง่าอยู่ ณ ใจกลางที่โล่งกว้างแห่งนี้ มันทอดเงายาวพอเป็นร่มเงาให้ได้พักผ่อน ในตอนที่แสงแดดเริ่มจัดจ้าขึ้นไปทุกที และ ณ จุดนี้เอง เด็กทั้งสองได้กำหนดให้เป็น "จุดปล่อยตัว" ของเจ้าแมลงปอที่น่าสงสารตัวนั้น มือน้อย ๆ ของเด็กชายและเด็กหญิงปลดปล่อยเหยื่อทั้งคู่ให้หลุดพ้นไปพร้อมกัน มันทั้งคู่พยายามบินด้วยความยากลำบาก แมลงปอตัวเล็กบินหมดแรงก่อน มันเลื่อนลอยคล้อยต่ำลงจนดำดิ่งสู่ผืนดินเบื้องล่าง ตามด้วยแมลงปอตัวใหญ่ที่ทนความหนักของดอกหญ้าและความเจ็บปวดไม่ไหว "เย้! แกแพ้ฉันอีกแล้วไอ้แดง" แก้วกระโดดตัวลอยด้วยความดีใจ แต่หัวเราะร่ากับชัยชนะที่ได้มาไม่นานนัก เด็กหญิงก็หันรีหันขวางเดินไปเดินมาอย่างใช้ความคิดในการที่จะหาของเล่นชิ้นใหม่ต่อไป "ไปหาอย่างอื่นสนุก ๆ เล่นต่อดีกว่า เผื่อว่าแกจะได้ชนะกับเค้าบ้าง" "เล่นอะไรกันดีล่ะ ตกปลาดีมั้ย หรือว่ายิงนกดี" "ไม่เอาหรอก เบ็ดก็ไม่มี หนังกระติ๊กก็ไม่ได้เอามา จะเอาอะไรมายิงนก ตกปลาวะไอ้แดง แกนี่คิดอะไรไม่ค่อยจะออกอยู่เรื่อยเลยนะ ฉันว่ากลับไปที่ท้องนาหาเหยื่อรายใหม่อีกดีกว่า" เด็กทั้งสองจึงพากันวิ่งจาก "สนามประสอง" ไป ทิ้งแมลงปอเคราะห์ร้ายทั้งสองไว้ในทุ่ง มันยังคงพยายามบิน ๆ หยุด ๆ อย่างยากลำบาก ไม่นานนักทั้งคุ่ก็กลับมาพร้อมกับเหยื่อตัวใหม่ ตั๊กแตนตำข้าว แก้วและแดงจัดการหักขาทั้งสองข้างของตั๊กแตนลำตัวยาวราว 5 นิ้ว ก่อนนำ "ของเล่นชิ้นใหม่" มาปล่อยยัง "จุดปล่อยตัว" เพื่อที่จะได้ให้ตั๊กแตนของฝ่ายตนกระโดดแข่งกัน หากตั๊กแตนของใครไปถึงเส้นชัยก่อน คนนั้นก็จะเป็นผู้ชนะ "คราวนี้ตัวเท่า ๆ กันแล้วนะ แกคงมีโอกาสชนะบ้างล่ะ ถ้าตั๊กแตนของแกไม่หมดแรงเสียก่อน" แก้วยิ้มเยาะ พลางส่งสายตายียวนท้าทายไอ้แดงที่กำลังขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความโกรธ "เออ!... อย่าเผลอก็แล้วกัน" แดงบอกอย่างเอาจริงเอาจัง และคาดหวังว่าตนจะชนะให้ได้ ทว่ายังไม่ทันที่จะได้สนุกสนานกับการแข่งทุลักทุเลของตั๊กแตนขาหัก เสียงแหวก็ดังขึ้นมาเสียก่อน "ไอ้แก้วทำอะไรอยู่ กลับบ้านกลับช่องได้แล้ว นี่ใจคอเอ็งจะเล่นถึงพรุ่งนี้เลยหรือไง บ้านช่องไม่รู้จักกลับ ข้าวปลาไม่ยอมมากิน ต้องให้แม่มาตามอยู่เรื่อย" นางมานั่นเอง แม่ของแก้วมองลูกสาวแล้วส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ นางเป็นชาวนาที่มีรายได้ไม่สู้จะดีนัก ทั้งตาช่วงสามียังเป็นคนขี้เหล้าเมายาอีก จึงไม่อาจส่งเสียให้แก้ว ลูกสาวคนเดียวของตนได้ร่ำเรียนเฉกเช่นเด็กในวัยเดียวกันทั่วไป ที่สำคัญตัวแก้วเองก็ชอบจะเล่นซนมากกว่าท่องตำราเรียนเสียด้วย ส่วนไอ้แดงเพื่อนรักของแก้วนั้น ฐานะทางครอบครัวก็ไม่ได้แตกต่างจากแก้วเลยแม้แต่น้อย แม่ของแดงปลูกพืชผักเพื่อนำไปขายในตลาด มีรายได้พอเลี้ยงปากเลี้ยงท้องไปวัน ๆ บวกกับความขี้เกียจและความไม่เอาไหนของแดง ทำให้แดงไม่ได้เรียนหนังสือเช่นเดียวกับแก้ว เด็กทั้งสองจึงมีเวลาที่จะออกมาจับสัตว์ต่าง ๆ ในทุ่งมาทรมานเล่นเพื่อความสนุกสนานอย่างเหลือเฟือ "ไอ้แดงก็เหมือนกัน กลับบ้านเอ็งได้แล้ว ป่านนี้พ่อกับแม่ของเอ็งตามหากันให้วุ่นแล้ว" แล้วมืออันหยาบกร้านจากการตรากตรำทำนาของนางมา ก็เอื้อมมาฉุดท่อนแขนเรียวยาวของแก้วลากตัวจากไป ทิ้งให้ไอ้แดงยืนมองตามด้วยความเสียดาย "ไว้พรุ่งนี้ค่อยมาเล่นกันใหม่แล้วกัน" แก้วส่งเสียงบอกเพื่อนก่อนลับตัวไป

สุดปลายท้องนาไม่ไกลจาก "สนามประลอง" เท่าไรนัก แก้วถูกแม่ลากข้อมือกลับมาถึงบ้าน บ้านหลังเล็กที่ทำจากไม้ราคาถูก ปลูกสร้างบนพื้นที่ที่เป็นมรดกตกทอดเพียงอย่างเดียวที่แม่ได้มาจากยาย "ไปเล่นซนอะไรมาทั้งวัน งานการไม่รู้จักช่วยกันทำบ้าง" นางมาจ้องเด็กหญิงตาเขียว เช่นเดียวกับทุกครั้งที่ลูกสาวตัวดีแอบหนีไปเล่นซน ละเลยงานบ้านที่นางมอบหมาย "แกล้งสัตว์ ทรมานสัตว์น่ะมันดีนักหรือไง ทำไมไม่ช่วยแม่ทำงานบ้าง พ่อแกก็อีกคน ป่านนี้ยังไม่กลับอีก ไป ไปกินข้าวได้แล้ว" นางมาได้แต่ดุแค่นั้น ไม่มีเวลาอบรมแก้วสักเท่าไร แค่ทำมาหากินเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องของคนในครอบครัวก็แทบจะมีเวลาไม่พออยู่แล้ว ปัญญาจะหาของเล่นอย่างเด็ก ๆ ทั่วไปให้ลูกสาวก็ไม่มี แก้วจึงต้องชักชวนไอ้แดงไป "หาของเล่น" ในท้องทุ่งนาตามประสาเด็ก และของเล่นในทุ่งนาที่สนุกที่สุดคือ "ของเล่นมีชีวิต" ไม่ว่าจะเป็นปลา นก กบ แมลงปอ ตั๊กแตน ล้วนกลายเป็นเหยื่อเล่นสนุกของเด็กไร้เดียงสาทั้งคู่ โดยเฉพาะแก้ว ผู้มักเป็นหัวโจกหาวิธี "แข่งขัน" สัตว์พิการด้วยวิธีการอันพิสดารต่าง ๆ โดยไม่มีใครคอยเตือนสติให้คิดถึงความเจ็บปวดของสัตว์ที่ไร้ทางสู้ และถึงแม้จะมีเรื่องแปลก ๆ เกิดขึ้นกับแก้วและแดงเหมือน ๆ กันคือ เด็กทั้งสองมักจะเจ็บปากและเกิดตุ่มเล็ก ๆ ตามเนื้อตามตัวคล้ายหูด แต่ทั้งคู่ก็ไม่เคยเฉลียวใจแต่อย่างใด ต่างยังคงเริงร่าอยู่ในทุ่งกว้างอย่างแสนสุข จนเมื่อเวลาล่วงผ่านไป จากเด็กหญิงและเด็กชายตัวจ้อย ทั้งคู่เริ่มเติบใหญ่เข้าสู่วัยรุ่น แดงจำต้องจากเพื่อนรักเพื่อไปหางานทำในกรุงเทพฯ นับตั้งแต่แดงก้าวเท้าออกจากบ้านมา แก้วก็ไม่ได้ข่าวคราวของแดงอีกเลย ส่วนแก้วเอง ก็มีภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้น นอกเหนือจากการช่วยแม่ทำนาแล้ว แก้วยังต้องช่วยเหลือจุนเจือครอบครัวด้วยการจับปลาไปขายที่ตลาด พอมีเงินเป็นค่าข้าวสารและค่าใช้จ่ายในบ้านบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ และที่ตลาดสดนี่เอง แก้วได้พบรักกับชายหนุ่มเจ้าของกิจการเลี้ยงหมูขนาดย่อมชื่อ แทน เมื่อเห็นว่าแทนมีความรักให้กับแก้วอย่างจริงใจ พ่อแม่จึงตกลงอนุญาตให้แก้วใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันชายคนรักได้ แทนนั้นเป็นหนุ่มโสดที่อยู่เพียงลำพังอย่างไร้ญาติขาดมิตรมาเป็นเวลานานแล้ว นิสัยส่วนตัวเป็นคนใจบุญ มักจะใส่บาตรและเข้าวัดอยู่เสมอ ยิ่งเมื่อมาประกอบอาชีพเลี้ยงหมูซึ่งในที่สุดก็ต้องถูกส่งไปสังหารที่โรงฆ่าสัตว์ แทนก็ยิ่งสำนึกในบาปบุญคุณโทษ จึงตั้งใจที่จะทำบุญอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้กับเจ้ากรรมนายเวรเหล่านี้มากเป็นพิเศษ หลังจากแก้วย้ายเข้ามาอยู่กับแทนในฐานะภรรยาที่ถูกต้องตามกฏหมายเธอก็ต้องเข้ามาช่วยดูแลกิจการ ของสามีด้วย ซึ่งในเรื่องการงานนั้น แก้วสามารถทำได้ดีอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง แต่นิสัยใจคอที่ใฝ่ในเรื่องบุญกุศลของแทนนั้น ไม่อาจซึมซับเข้าไปในตัวแก้วได้เลยแม้แต่น้อย "แก้วไม่ไปวัดด้วยกันหน่อยหรือ เรายังไม่เคยไปทำบุญด้วยกันเลยนะ" "พี่แทนไปเถอะ ฉันไม่ค่อยได้เข้าวัดตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ฉันทำอะไรไม่ค่อยถูกหรอก ให้ฉันอยู่บ้านดีกว่า พี่ไปแล้วก็เอาบุญมาฝากฉันด้วยแล้วกัน" "งั้นพี่ไปล่ะ แน่ใจนะว่าไม่เปลี่ยนใจ" แทนพูดย้ำอีกครั้ง ด้วยหวังว่าแก้วจะเปลี่ยนใจ "ไม่ล่ะ พี่ไปเถอะ เดี๋ยวฉันจะออกไปดูที่โรงเลี้ยงหมูหน่อย วันนี้เห็นว่าตาผันแกจะมารับหมูไปที่โรงฆ่าสัตว์แล้วล่ะ" เพราะชินชากับการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตมาตั้งแต่ครั้งเยาว์วัย อีกทั้งบุญทานก็ไม่เคยสร้างกับใครเขา แก้วจึงไม่เคยรู้สึกรู้สาอะไรกับชีวิตที่กำลังจะถูกปลิดชีพไม่ว่าจะเป็นชีวิตเล็กหรือชีวิตใหญ่ก็ตาม

ต่อมาไม่นาน แก้วได้ให้กำเนิดเด็กน้อยเพศหญิง หน้าตาน่ารักน่าขังเธอตั้งชื่อลูกว่า น้องพิม แก้วและแทนรักน้องพิมอย่างยิ่ง เฝ้าทะนุถนอมเลี้ยงดูด้วยความห่วงใยจนน้องพิมโตขึ้นเป็นเด็กที่ฉลาด น่ารัก เป็นที่รักใคร่เอ็นดูของคนที่ได้พบเห็นทำให้ทั้งคู่ภูมิใจในลูกของตนยิ่งนัก แต่ทว่าเมื่อน้องพิมอายุได้แปดขวบ เธอก็เริ่มมีอาการผิดปกติ ขาทั้งคู่ที่เคยวิ่งเล่นได้เหมือนเด็กคนอื่น ๆ ทั่วไปกลับอ่อนแรงขึ้นมาเฉย ๆ แม้ว่าแก้วและแทนจะพยายามวิ่งเต้นรักษาเพียงใด อาการอ่อนเปลี้ยของน้องพิมก็ไม่ดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย "หมอคะ ลูกของดิฉันเป็นอะไรไปกันแน่ เมื่อก่อนร่างกายของแกก็สมบูรณ์แข็งแรงดี ไม่เห็นมีทีท่าว่าจะเป็นอะไรเลย แต่ทำไม...ทำไมจู่ ๆ แกถึงเป็นแบบนี้ ทำไมแกถึงเดินไม่ได้อย่างเด็กคนอื่น ๆ ทั้ง ๆ ที่ดิฉันก็เลี้ยงดูแกเป็นอย่างดี ทำไมคะหมอ" แก้วน้ำตาไหลรินเป็นทางด้วยความสงสารลูกสุดหัวใจ "แกเป็นโปลิโอน่ะครับ หมอจะลองช่วยดูให้ถึงที่สุด แต่ก็อย่าหวังอะไรไว้มากนะครับ ทางที่ดีคุณควรทำใจให้ดี ๆ และก็คอยปลอบใจแกจะดีกว่า" แก้วพูดอะไรไม่ออกเมื่อได้ยินคำว่าโปลิโอ ได้แต่ซบหน้าลงบนไหล่ของแทนที่นั่งนิ่ง น้ำตาทะลักอย่างเจ็บปวดใจ หากเป็นโรคร้ายนี้แทนลูกได้ เธอจะไม่ลังเลเลย ทั้งสองเดินออกมาหาน้องพิมที่หน้าห้อง เด็กน้อยที่เคยดูสดใสกลับหม่นหมอง นัยน์ตาเศร้าสร้อยเลื่อนลอยไม่เหมือนน้องพิมคนเดิม "แม่คะ น้องพิมจะหายมั้ยคะ น้องพิมอยากไปโรงเรียน อยากวิ่งในสนามเด็กเล่น อยากไปเล่นกับเพื่อน ๆ แล้วเพื่อน ๆ จะล้อน้องพิมมั้ยคะ" ทั้งสามได้แต่กอดกันแน่น แก้วร้องไห้น้ำตาไหลพรู ถามตัวเองว่าทำไม...ทำไมเรื่องแบบนี้จึงต้องมาเกิดกับเธอ แต่แก้วก็หาเหตุผลไม่ได้ เธอไม่รู้จริง ๆ ว่าทำไม... ในคืนที่เงียบงัน ท้องฟ้าพร่างพราวด้วยดวงดาวประปราย แก้วปวดหัวมาตั้งแต่เช้า จึงเข้านอนแต่หัวค่ำ ทันทีที่หลับตาลง เธอฝัน... เธอกำลังยืนอยู่ ณ ท้องทุ่งนาอันกว้างใหญ่ "สนามประลอง" ของแก้วและแดงในวัยเด็ก ต้นมะขามใหญ่ที่ให้ร่มเงากลายเป็นเงาทะมึนน่ากลัว เงาอะไรบางอย่างรุมเข้ามา ทั้งกระโดดเข้ามาทั้งบินว่อนอยู่รอบตัว แก้วผงะอย่างตกใจ เสียงกบ แมลงปอ ปลาน้อยใหญ่ นกที่บินเวียนวนอยู่สูงขึ้นไป ตั๊กแตนที่ไร้ขาหลัง สัตว์เหล่านั้น รุมกันประสานเสียงกึกก้องร้องขอชีวิตคืน เสียงร้องโหยหวนหวีดหวิวอยู่ทั่วทุกสารทิศ "เอาชีวิตฉันคืนมา ฉันเจ็บ ฉันปวด ฉันทรมานเพราะแก แกต้องชดใช้ ครอบครัวแกต้องชดใช้ ฉันจะตามแกไปทุกที่ ฉันจะเอาชีวิตของฉันคืน แกจะต้องเจ็บปวดเหมือนฉัน แกจะต้องรู้ว่าความทรมานเป็นอย่างไร" แล้วเงาทะมึนนับพันนับหมื่นชีวิตเหล่านั้นก็ฮือกันเข้ามาหาแก้ว แก้วหวีดร้องด้วยความกลัว ผวาลุกจากเตียง เหงื่อไหลพรั่งพรูไปทั่วร่าง "แก้ว เป็นอะไรไป" แทนตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจ "ฉันฝันร้าย ฉันกลัว พี่แทน ฉันกลัว มันกำลังมา ฉันกลัว" แก้วพร่ำเหมือนเสียสติ เธอรู้แล้วว่า...ทำไม...ทำไมน้องพิมจึงเดินไม่ได้! แต่กว่าจะรู้ก็สายไปแล้วเพราะนับจากนั้นเป็นต้นมา แก้วก็ฝันร้ายเช่นนี้ทุกคืนไม่มีเว้น แก้วทรมานทั้งยามหลับและตื่น ยามกลางวันแก้วต้องทรมานเมื่อเห็นอาการที่ทรุดลงของน้องพิม ยามกลางคืน เสียงหวีดร้องอันน่าสะพรึงกลัวของสัตว์เหล่านั้นก็กึกก้องในสองหูทุกครั้งที่แกล้วหลับตาลง มันดังขึ้น ๆ ทุกคืน ดังเหมือนแก้วหูจะแตก แก้วกินไม่ได้น้อยไม่หลับ ล้มป่วยด้วยความเครียดและความกลัว ไม่นานนักเธอก็เริ่มมีอาการทางประสาทคุกคาม และรุนแรงจนกลายเป็นคนคุ้มดีคุ้มร้ายไปในที่สุด

แล้วคุณล่ะ...บาปกรรมที่คุณทำไว้ ยิ่งหย่อนหรือโหดร้ายกว่าที่แก้วเคยกระทำ? ช่างเถอะ...ไม่ว่าคุณจะทำอะไรไว้ ไม่ต้องตกใจ ไม่ต้องวิ่งหนี เพราะ "เวรกรรม" จะตามคุณมาจนเจอ เช่นเดียวกับที่มันตามหาแก้วจนเจอนั่นเอง

iFandKo

วันอาทิตย์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547