Make your own free website on Tripod.com

กิ้งก่า

คุณคงรู้จักไม้ซางใช่ไหมครับ ใช่ครับ...ไม้ซางคือของเล่นที่เคยนิยมกันมากในสมัยก่อน วิธีใช้ก็ง่ายมากแค่ใส่ปากเล็งแล้วเป่า จะเป่านกเป่าสัตว์เล็ก หรือแม้แต่เป่าใส่เป้าเพื่อแข่งขันประลองความแม่นกันก็ยังได้ ตอนผมเป็นวัยรุ่น ผมชอบเป่าไม้ซางมาก เพราะมันท้าทายดี ลงทุนก็ไม่แพงด้วย แค่หาปล้องไม้ไผ่ขนาดยาวพอเหมาะมือ มีรูตลอดลำปล้องรูต้องไม่กว้างมากนัก เอาแค่พอใส่ไม้ที่เหลาจนแหลมแล้วพันปลายด้านที่ใกล้ปากด้วยสำสี เพื่อช่วยอัดลมให้มีแรงดันมากขึ้นในยามเป่าลูกดอกออกไป พอเริ่มมีไม้ซางเป็นของตัวเองอันแรก ผมก็ทดลองเป่าใส่ต้นไม้เป็นการใหญ่ ฝึกฝนให้ชำนาญโดยเร็ว เพราะอีกหน่อยจะต้องเป่าแข่งกับเพื่อน อย่างว่า...ของแบบนี้มันต้องมีเดิมพันติดปลายไม้ตามธรรมเนียม ดังนั้นผมจึงต้องแน่ใจว่าฝีมือในการเป่าไม้ซางต้องฉมังจริง อ้อ!...ลืมบอกไป ยุคบ้าไม้ซางของผมนับจากวันนั้นมาถึงวันนี้ก็ประมาณยี่สิบกว่าปีแล้วครับ ตอนนี้ผมสี่สิบสอง ่ตอนนั้นก็วัยรุ่นเต็มตัว "เฮ้ย!...อี๊ด...อยู่ไหมวะ" เสียงไอ้น้อยเพื่อนสนิทเรียกที่หน้าประตูบ้าน ผมวางมีดที่กำลังใช้เหลาลูกดอกเพื่อใส่ไม้ซาง แล้วลุกเดินไปที่หน้าบ้าน ไอ้น้อยยืนยิ้มแก้มปริ "อยู่บ้านเป็นด้วยเรอะ...ว่างไหมล่ะ...วันนี้เปรี้ยวปากอยากกินผัดเผ็ดนกกระจิบว่ะ" ไอ้น้อยบอกแล้วเดินเข้ามาแบบคนกันเอง สอดส่ายสายตามองไปรอบบริเวณบ้าน บ้านผมเป็นบ้านจัดสรรสองชั้น แค่เนื้อที่สนามก็เกือบร้อยตารางวา จัดได้ว่าเป็นพวกลูกคนมีกระตังค์ที่เดียว "แม่ไม่อยู่เหรอวะ" ไอ้น้อยถาม "ไม่อยู่...เลิกงานดึก วันนี้ปิดงบอะไรเนี่ยแหละ งานแบงค์ก็อย่างเงี้ย..." แม่ผมทำงานธนาคาร สมัยนั้นยังไม่มีธนาคารอะไรต่อมิอะไรโผล่ขึ้นมาเป็นดอกเห็ดเหมือนสมัยนี้ ใครได้ทำงานธนาคาจึงออกจะโก้อยู่ไม่หยอก "งั้นไปจับนกกระจิบกัน..." ไอ้น้อยชวน ผมทำหน้าสงสัย "จับยังไง...ใช้ไม้ซางเป่าเรอะ ยังเหลาลูกดอกไม่เสร็จเลย" "เฮ้ย! ไม่ต้อง...แบบนั้นไม่มันโว้ย...ต้องจับด้วยนี่...สองมือเปล่า เอาสักห้าหกตัวก็พอ ทำกับแกล้ม" "หน็อย!...ริชวนเพื่อนแดกเหล้า แม่รู้เขกกะโหลกแตกแน่มึง" "เออน่า...อย่าพิรี้พิไร...เดี๋ยวเย็นนกหายหมดอดกันพอดี ไปเร็ว..." ไอ้น้อยลากแขน ผมร้อง "เฮ้ย! จะพาไปไหนวะ...แล้วจับนกมือเปล่ามันจะจับกันยังไง จับไม่เป็นโว้ย" "เถอะน่า เดี๋ยวกูสอนมึงก็เป็นเอง เรื่องทำบาปขอให้บอก ไอ้น้อยถนัด ฮ่า ๆๆๆ" ไอ้น้อยพาผมมาที่บ้านของมัน ซึ่งอยู่หมู่บ้านเดียวกันนั่นแหละ โดยมันให้เหตุผลว่ารั้วบ้านมันเป็นสนามจับนกที่ดีที่สุด รั้วบ้านผมใช่ไม่ได้เพราะขอบรั่วปักเศษกระจกแตกไว้เพื่อกันขโมย ขืนใช้รั้วบ้านผมมีหวังมือแหกหมดแน่มันว่างั้น ผมจึงได้รู้ว่าที่แท้ไอ้การจับนกมือเปล่าของมันนี่ ต้องอาศัยรั้วอิฐบล็อกเป็นอาวุธ! "วิธีจับนกก็มีอยู่ว่า..." ไอ้น้อยเริ่มอธิบาย "ก่อนอื่น มึงต้องซุ่มอยู่นิ่ง ๆ รอให้นกมันมาเกาะที่รั้วบ้านก่อน ไอ้นกพวกนี้มันชอบเกาะรั้วบ้านเป็นชีวิตจิตใจ พอมันบินมาเกาะ มึงจะสังเกตว่าเห็นหางนกมันโผล่พ้นอิฐรั้วออกมาเล็กน้อย มึงก็ค่อย ๆ ย่องแนบตัวไปตามรั้วที่มันเกาะ เลาะไปช้าง ๆ จนตำแหน่งยืนของมึงตรงกะเจ้านกตัวนั้น เงยหน้ามองเห็นเล็งหางมันให้ดี ทำมือให้เป็นกระพุ่มไว้ พอได้จังหวะเหมาะปุ๊บก็กระโดดตะครุบมันปั๊บ หมับ...เท่านี้ก็ได้ตัว...เห็นไหม...ง่ายบรมง่าย" "เฮ้ย!...ง่ายขนาดนั้นเลยหรือวะ" ผมร้อง ไม่เชื่อที่มันพูด แต่ให้ดิ้นตาย ไม่รู้ว่ามันโง่หรือว่าชะตามันขาดกันแน่ เผลอแผล็บเดียว ไอ้น้อยก็จับนกตามวิธีของมันได้สามตัวรวด ด้วยมือเปล่าสองมือของมัน "เชื่อยัง...เชื่อยัง...เห็นมะ ง่ายเป็นบ้า เร็วเข้าเถอะมึง มาช่วยกูจับมั่ง เอาอีกสองสามตัวก็พอ..." ผมมองสภาพนกที่มันจับได้กองอยู่ในกะละลังบนพื้น มีฝาชีอันใหญ่ปิดแต่ถึงไม่ปิดก็ไปไหนไม่ไหว เพราะบางตัวขาหัก บางตัวปีกหัก และมีอยู่ตัวหนึ่งถึงกับตายคามือ ทำไมน่ะหรือครับก็จังหวะตะครุบนั่นแหละไอ้น้อยมันใช้วิธีกระโจนเข้าไปตะครุบสองมือ ทั้งเร็วและแรงจริง ๆ ก็ขนาดตัวคนจับยังกระแทกรั้วอิฐบล็อกอย่างแรง แล้วนกตัวเล็ก ๆ ในอุ้งมือจะเหลืออะไร บางตัวกระแทกกับรั้วอิฐบล็อกจนร่วง ดูแล้วน่าสงสารชะมัด แต่ไม่เป็นไรไอ้น้อยบอก เดี๋ยวพวกมันก็ต้องตายลงกระทะทอดอยู่ดี ผมนึกถึงกลิ่นหอมรัญจวนใจของนกทอดกรอบแล้วก็ได้แต่หุบปาก น้ำลายพาลจะไหล "มา...กูลองบ้าง" ผมนึกสนุก ความสงสารสัตว์ปีกตัวเล็ก ๆ พวกนี้หายไปฉับพลัน ครั้งแรกผมพลาด...ครั้งที่สองดีขึ้น...เฉียด ๆ... ไอ้น้อยหัวเราะชอบใจ สั่งให้ลองใหม่ ครั้งที่สามผมกระโจนเข้าตะครุบโดนตัวมันเต็มแรง มันดิ้นจากอุ้งมือผมจะบินหนี แต่บินได้ไม่กี่น้ำก็หล่นตุ้บเพราะปีกหัก ผมร้องด้วยความดีใจ วิ่งตามไปเก็บมันมาใส่กะละมัง แล้วรีบปิดด้วยฝาชีอันใหญ่ ในที่สุด เราสองคนก็ได้นกรวมหกตัว ไอ้น้อยทำหน้าที่พ่อครัว จัดการจับนกลวกน้ำร้อน ถอนขน ควักไส้พุง แล้วตั้งกระทะทอดกลิ่นหอมฉุย "อร่อยโว้ย...วันหลังเอาอีก" ไอ้น้อยพูดไปฉีกขานกใส่ปากเคี้ยวร้วม ๆ ผมมองมันแล้วยิ้มแห้ง ๆ "แต่กูรันทดใจยังไงชอบกลว่ะ" "ทำไม...สงสารมันเรอะ...สงสารแล้วมึงแดกทำไม" มันบุ้ยมาที่ชากกระดูกนกตรงหน้าผม ผมเสียงอ่อย "ก็มันอร่อยนี่หว่า" ไอ้น้อยหัวเราะ...ผมก็หัวเราะ โดยไม่รู้เลยว่า่...นั่นคือเสียงหัวเราะสุดท้ายของไอ้น้อยที่ผมได้ยิน...

รุ่งเช้า...ไอ้ตั๊ว...เพื่อนผมอีกคนมาที่บ้านผมด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก "เป็นอะไรวะตั๊ว...หน้าซีดเป็นไก่ต้มเชียวมึง...มะรืนนี้จะแข่งเป่่าไม้ซางกะกูไหวเรอะ" ผมถามปนเสียงหัวเราะ ไอ้ตั๊วนี่แหละ คู่แข่งขันคนสำคัญของผมในการเป่าไม้ซางเข้าเป้า ฝีมือมันฉกาจพอตัว มันเป่าสิบดอกต้องโดนซะอย่างน้อยแปดดอก เจ้านี่แหละที่ทำให้ผมต้องซ้อมอย่างเอาเป็นเอาตาย กลัวเสียเดิมพันให้มัน รองมาก็ไอ้น้อยและไอ้เปา แต่ไอ้เปาฝืมือยังไม่เจ๋งเท่าไร ถ้าสู้กันเดี่ยว ๆ ล่ะก็ ผมเอามันอยู่ เชื่อขนมกินกันก่อนได้ "มึงรู้ข่าวไอ้น้อยยัง" ตั๊วถามเสียงสั่น "ยัง...ทำไมเหรอ...ไอ้น้อยเป็นไร" "ไอ้น้อยตายแล้วเมื่อใกล้รุ่ง" ผมผงะ เข่าอ่อน "เฮ้ย! เป็นไปได้ไงวะ...ก็เมื่อวาน...มันยังอยู่กะกูทั้งวัน นี่มึงเอาอะไรมาพูด" "กูพูดจริง...มันตายแล้ว" ผมนั่งลง มือกุมหัว ไม่มีน้ำตา...ไม่ใช่ไม่เสียใจต่อข่าวการตายของเพื่อนแต่มันกะทันหันจนช็อคมากกว่า "มันตายเพราะอะไร...มันเป็นอะไรตาย" ตั๊วนั่งลงข้าง ๆ แล้วเริ่มเล่าเหตุการณ์ที่มันรู้มาให้ผมฟัง "แม่มันเล่าว่า...ตื่นเช้ามาแม่มันกำลังตั้งกระทะทำขนมฝอยทองอยู่ข้างรั้ว ไอ้น้อยมันมาถึงมันก็ปีนขึ้นไปบนกำแพงรั้ว...มันบอกแม่มันว่าจะปีนขึ้นไปเอาไข่นกบนต้นมะม่วง แม่มันหามก็ไม่ฟัง" ผมกลืนน้ำลายลงคอยากลำบาก นึกภาพที่ไอ้ตั๊วกำลังเล่า "ไอ้น้อยมันกระโดดขึ้นไปบนกำแพง แล้วรีบเดินไปที่ต้นมะม่วงเร็วมาก แม่มันร้องห้ามยังไงมันก็ไม่สน พอเดินผ่านตรงที่แม่มันตั้งกระทะอยู่ กำลังจะผ่านไปอยู่แล้ว อยู่ ๆ รั้วอิฐบล็อกตรงที่มันเหยียบก็เกิดแตกพัวะตอนนั้นพอดีไอ้น้อย ไอ้น้อยเสียหลักหล่นมาจากกำแพงมันหล่นมันหล่ลงในกระทะร้อน ๆ พอดี มันดิ้นพราด ๆ จนกระทั่ง..." "พอ...." ผมร้องลั่น "ไม่ฟังแล้ว ไม่ฟังแล้ว"

กฏแห่งกรรม ให้ตายเถอะ ตอนนั้นผมและเพื่อน ๆ ไม่ได้สนใจเรื่องนี้สักนิด ตอนนั้นผมไม่ได้คิดถึงนกทอดกรอบที่ไอ้น้อยและผมช่วยกันจับที่รั้วบ้านมันเมื่อวานด้วยซ้ำ ผมไม่ได้คิดว่า นี่คือเวรที่ตามไอ้น้อยมาทันชนิดน่าขนลุก ไอ้น้อยฆ่านกที่กำแพงนั้น แล้วไอ้น้อยก็ตายที่กำแพงนั้น จะเพราะแรงที่มันกระโจนเข้าตะครุบนกทำให้ผนังอิฐร้าวหรือเป็นเพราะอุบัติเหตุก็ตาม แต่ในที่สุดไอ้น้อยก็ตายในสภาพเดียวกันนกที่มันกิน แล้วผมล่ะ...ทำไมไม่โดนแบบไอ้น้อยบ้าง ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน อาจเพราะผมไม่ใช่คนต้นคิดในเรื่องนี้ ก็ได้...แต่ก็ช่างเถอะ ตอนนั้นเราไม่ได้คิดหาเหตุผลอะไรทั้งนั้น ไม่ช้าเรื่องทุกอย่างก็ถูกลืม หลังจากที่การแข่งขันเป่าไม้ซางของพวกเราต้องถูกเลื่อนออกไปเพราะงานศพไอ้น้อยแล้ว ทุกอย่างก็กลับสู่สภาวะปกติ ไอ้น้อยเป็นอดีตไปแล้ว "ไง...ซ้อมไปถึงไหนแล้ววะไอ้ตั๊ว...ไอ้เปา" ผมถามถึงเรื่องการซ้อมเป่าไม้ซาง ไอ้เปาหัวเราะร่วน "ไว้วันแข่งก็รู้โว้ย...ตอนนี้ไม่มีไอ้น้อย...สงสัยกูคงเป็นที่หนึ่งในศึกนี้แน่นอน" "ไอ้ขี้โม้" ผมว่า แต่เพื่อความไม่ประมาท ยังไงก่อนวันแข่งผมต้องซุ่มซ้อมให้เต็มที่ ป้องกันการเสียชื่อ ดังนั้นเช้้าวันนี้ ทันทีที่ล้างหน้าล้างตาเรียบร้อย ผมก็หยิบไม้ซางคู่ใจออกมาที่หลังบ้าน ตั้งใจจะซ้อมเป่าสักพักก่อนแข่งจริงตอนบ่าย งานนี้มีเงินเดิมพันและมีคนในหมู่บ้านมาดูด้วย ดังนั้นจะยอมแพ้ง่าย ๆ ไม่ได้ ผมสอดส่ายสายตามองหาเป้าซ้อม ในขณะนั้นเอง สายตาของผมก็เหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างบนกำแพงรั้ว กิ้งก่าตัวเขื่องสีทอง มันเกาะนิ่ง ชูคอ ยั่วยวน และท้าทาย นี่แหละที่เค้าเรียกว่า "เจ้ากรรม นายเวร" พอสายตาผมสะดุดกับลำตัวของมันเข้า ผมก็รีบหยิบลูกดอกยัดลงไปในไม้ซางอย่างรวดเร็ว ไม่ได้คิดจะสังหาร ตั้งใจแค่จะเป่าใส่มันแบบเฉียด ๆ เพื่อวัดความแม่นยำของตัวเองเท่านั้น ให้มันตกใจเผ่นอ้าวแล้วจะได้หัวเราะไล่หลังอย่างมีความสุข ผมจ่อไม้ซางที่ปาก ตาเล็งไปที่กำแพงให้ใกล้ตัวมันที่สุด เจ้ากิ้งก่าตัวนั้นยังคงชูคอสงบนิ่ง เอาแค่พอให้สะดุ้ง ผมคิด แล้วออกแรงเป่าลมพราด ลูกดอกพุ่งออกไปอย่างเร็วและแรง ให้ตายเถอะ! ลูกดอกไม่ได้เฉียดตัวกิ้งก่า แต่มันพุ่งเข้าเสียบอย่างจังที่ตัวมัน! จนหล่นตุ้บไปอีกด้านของกำแพง "เฮ้ย!...ฉิบ...แล้ว" ผมร้องสุดเสียงด้วยความตกใจ เพราะไม่ได้มีเจตนาทำร้ายมัน ผมปีนกำแพงกระโดดข้ามไปฝั่งตรงข้ามทันที บ้านผมเป็นบ้านหลังอยู่ริมสุดติดทุ่งนา เพราะเมื่อก่อนแถบที่ผมอยู่ยังไม่เจริญและจอแจเหมือนปัจจุบัน ผมมองหากิ้งก่าตัวนั้นบนพื้นทุ่ง แล้วก็เห็นภาพที่ผมลืมไม่ลง เจ้ากิ้งก่าเคราะห์ร้ายนอนดิ้นพราดอยู่ข้างกำแพงตรงที่มันตกลงมานั่นเองมันยังไม่ตาย ตามันมองผม ผมตาฝาดหรือเปล่าที่เห็นมันร้องไห้ ผมนึกสงสารมันจับใจ สาบานได้ว่าผมไม่มีเจตนาจะให้ลูกดอกโดนมันแต่เพราะผมเป่าพลาด ลูกดอกจึงเสียบทะลุตรงคอหอยมันพอดิบพอดี เห็นปลายแหลมของลูกดอกโผล่ออกมาอีกข้างของลำคอมัน มันไม่ตาย...มันไม่ตาย...และมันกำลังทรมานอย่างแสนสาหัส ผมจะทำไงดี...ทำไงดี "ขอโทษนะ ขอโทษ ฉันไม่ได้เจตนาทำร้ายแก...ฉันไม่ตั้งใจ" กิ้งก่าตัวนั้นยิ่งดิ้นทุรนทุราย ผมรีบยัดลูกดอกอีกลูกใส่ไม้ซาง "ฉันจะทำให้แกตายเดี๋ยวนี้ แกจะได้ไม่ทรมาน..." สิ้นคำ ผมเป่าลูกดอกใส่ร่างมันอีก ต้องให้มันตายให้เร็วที่สุด แต่ไอ้บ้าเอ๊ย!...ผมพลาด...เป่าไม่ถูก ลูกดอกปักลงดิน ไม่สัมผัสผิวมันเลยสักนิด "โธ่โว้ย!...เอ็งอย่าดิ้นซิวะ...ให้มันจบ ๆ ไปซะที..." ผมร้องลั่น เร่งเป่าลูกดอกใส่กิ้งก่าตัวนั้นแบบถี่ยิบ นึกในใจขนาดเป้าใกล้ ๆ แค่นี้ยังพลาด แล้วจะมีหน้าไปแข่งขันได้ยังไงวะ คงเป็นเพราะตกใจ ใช่! ผมตกใจจนมือสั่น สิบดอก...หมดแล้ว ถูกมันสี่ดอก กิ้งก่าตัวนั้นแน่นิ่งไปแล้ว ผมเริ่มสำรวจร่างมัน หนึ่งดอกที่คอ(ดอกแรก) อีกดอกที่ท้องด้านขวา อีกดอกที่หน้าอก อีกดอกเข้าที่ท้อง ตรงกลางพอดี ส่วนที่เหลืออีกหกดอก...ปักอยู่ที่ดิน ผมนั่งลงมองมัน สิบดอกโดนแค่สี่ แถมยังเป็นการโดนโดยบังเอิญเสียหนึ่งด้วยซ้ำ เฮ้อ! ผมถอนใจเฮือกแล้วชะงักตัวแข็ง...เมื่อเห็นว่า... ถึงเจ้ากิ้งก่าจะนอนนิ่ง ่แต่มันยังหายใจรวยริน มันยังไม่สิ้นลม บ้าเอ๊ย! ทำไมไม่ยอมตายซะทีวะ ผมไม่รู้จะทำยังไงอีกแล้ว เกือบสิบนาทีที่ผมนั่งมองมันตรงนั้น ผมมองตาที่เศร้าของมัน คงทรมานมากนะเจ้ากิ้งก่า แต่ผมก็ไม่กล้าพอที่จะหยิบหินมาทุบหัวให้มันตาย ๆ ไปซะ ผมร้องไห้ในใจต่อการกระทำที่ผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่าในครั้งนี้ จนกระทั่งมันหยุดหายใจ จบชีวิตตัวเองลงอย่างช้า ๆ แต่เจ็บปวดแสนสาหัส ผมวางไม้ซางในมือลงอย่างอ่อนแรง และตั้งใจไว้ว่าจะไม่จับมันอีกเลยตลอดชีวิต ผมขอตัวจากการแข่งขันครั้งนั้น ไม่มีใครรู้ว่าเพราะอะไร ผมเพียงแต่บอกไอ้ตั๊วกับไอ้เปาว่า...ผมสัญญากับตัวเองแล้วว่าจะไม่ขอจับไม้ซางอีกชั่วชีวิต

ปัจจุบัน ตอนนี้ผมอายุ 42 ปีแล้ว เป็นเจ้าของธุรกิจขนาดย่อม ฐานะการเงินจัดอยู่ในเกรณฑ์ดีพอสมควร แต่งงานมีครอบครัว มีลูกชายที่น่ารักสองคนและมีภรรยาที่แสนดี ผมประสบความสำเร็จในชีวิตคู่และการงาน ดูเผิน ๆ ชีวิตน่าจะสงบสุขอยู่หรอก ถ้าผมจะไม่ต้องพบกันความทรมานทางการแสนสาหัส เป็นความทรมานที่ทำให้ผมต้องยอมรับในที่สุดว่า นี่คือกรรม...กรรมที่ผมเคยก่อทั้งสิ้น ตอนนี้เอง...ที่ทำให้ผมคิดไปถึงไอ้น้อยเพื่อนผม ผมเพิ่งเข้าใจว่าทำไมไอ้น้อยมันถึงได้จบชีวิตแบบทุเรศแบบนั้น ทั้งหมดเพราะกรรมที่ไอ้น้อยจงใจสร้างกับนก และกรรมก็ทำให้มันต้องตายตกตามกาันแบบเดียวกับนก นกที่มันทอดกินเพราะความอยาก ไม่ใช่เพื่อประทังชีวิต ผมเชื่อว่าไอ้น้อยน่าจะรู้เหตุผลที่มันร่วงตกลงไปในกระทะ ในวินาทีที่มันกำลังจะจบชีวิตลง เหมือนกันผมตอนนี้ ที่นึกถึงกิ้งก่าตัวนั้นขึ้นมาจับใจ เพราะลูกดอกสี่ลูกที่ผมเป่าใส่มัน บัดนี้ได้สะท้อนกลับมาเล่นงานผมจังเบ้อเริ่ม เช่นเดียวกับการตายอย่างทรมานของมัน ก็ไดส่งผลสะท้อนให้ผมต้องตายทั้งเป็นเฉกเช่นเดียวกัน

ดอกที่ 1 ปักที่คอหอย...ผมมีก้อนเนื้อขึ้นที่คอตำแหน่งเดียวกับที่คอของกิ้งก่าที่โดนลูกดอก มันโตขึ้นทุกวันจนกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค ทำให้สุขภาพผมอ่อนแอ หมอไม่แนะนำให้ผ่าตัดออก เพราะมันอันตราย ทุกวันนี้ผมกลายเป็นคนป่วยง่ายหายช้าไปเสียแล้ว

ดอกที่ 2 ปักที่ท้องด้านขวา...ตอนนี้ท้องด้านขวาผมโตกว่าปกติ หมอบอกว่าผมกำลังเป็นโรคตับโต คนเราขอให้ตับเราขอให้ตังยังสามารถทำงานได้สักยี่สิบเปอร์เซ็นต์ก็พออยู่ไปได้ แล้วของผมล่ะ...มันเหลืออยู่กี่เปอร์เซ็นต์ตอนนี้...ผมจะตายเมื่อไหร่ล่ะนี่

ดอกที่ 3 ปักที่ตรงกลางท้อง...อนิจจา! ตอนนี้ผมเป็นโรคเครียดลงกระเพาะ คุยเอ๋ย...เวลามันปวด ผมสั่นไปทั้งตัว จะขาดใจให้ได้ บางครั้งปวดจนนึกว่าตัวเองต้องตายแน่คราวนี้ แต่จตแล้วจนรอดผมก็ยังไม่ตาย ยังอยู่เพื่อรับความทรมารกับกรรมที่ตนเองก่อไว้ เหมือนกิ้งก่าที่ไม่ย่อมตายง่าย ๆ

ดอกที่ 4 ปักที่หน้าอก...ผมเป็นโรคปอดอักเสบเรื้อรัง ทุกคืนผมจะหายใจขัด หายใจลำบากจนนอนราบไม่ได้ บางครั้งต้องนั่งหลับเพราะเพลียจนทนไม่ไหว เหมือนกิ้งก่าตัวนั้นที่นอนรวยรินก่อนขาดใจ

ผมอยากมีชีวิตกับครอบครัวอย่างมีความสุข อยากพาลูกเมียไปเที่ยว แต่ผมทำไม่ได้ นั่งรถไม่ได้ หายใจไม่ออก ยังดีที่งานของบริษัทได้เมียเป็นผู้ดูแล ผมหวนคิดย้อนไปในอดีต กลับไปอยู่ตรงหน้าเจ้ากิ้งก่าสีทองตัวนั้น ถ้าตอนนั้นผมมือไม่สั่น ถ้าบังเอิญผมสามารถเป่าลูกดอกทั้งสิบดอกปักลำตัวเจ้ากิ้งถ่าโดนทุกดอก ผมไม่กล้านึกถึงชะตาชีวิตผมในปัจจุบันจริง ๆ นี่ขนาดโดนแค่สี่ดอกผมยังเหมือนคนตายทั้งเป็น ถ้าโดนหมดทั้งสิบดอก ผมจะเป็นอย่างไรนะ "พ่อครับ...ทานข้าว" เสียงลูกชายเรียก ผมตื่นจากภวังค์ ลุกเดินช้า ๆ อย่างอ่อนแรงไปที่โต๊ะอาหาร มองดูกับข้าวบนโต๊ะ "เรากินเจกันมากี่ปีแล้วนะ" ผมถามภรรยา "สิบปีแล้วค่ะ" "ฮื่อ..." ผมพนักหน้า นึกในใจ นี่แสดงว่าผมทรมานเพราะโรครุมมาสิบปีแล้วซินะ มันสาสมกับผลกรรมที่ก่อหรือยัง ผมหัวเราะให้กับชีวิต กิ้งก่าตัวเดียวแค่ตัวเดียวจริง ๆ ยังสามารถทำให้ผมรับกรรมได้แสนสาหัสขนาดนี้ แล้วพวกที่ฆ่าคน ทารุณสัตว์ ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเป็นกิจวัตรล่ะ สุดท้ายผลลงเอยจะเป็นยังไง เหมือนไอ้น้อยไหม ที่ต้องรับกรรมตายอย่างสยดสยองเพราะฆ่านกหกตัว เชื่อเถอะ...เชื่อให้เหมือนที่ผมเชื่อ ดูผมเอาไว้เป็นตัวอย่างว่าท้ายที่สุดแล้ว "เวรกรรม" จะตามมาจนทันจริง ๆ ไม่ต้องชาติหน้า ชาตินี้เลยแหละ "ทานข้าวเถอะค่ะ" ภรรยาผมเรียกเบา ๆ อีกครั้ง ผมพนักหน้า ตักข้าวใส่ปากด้วยอาการไม่รู้รสชาติใด ๆ ทั้งสิ้น สายตาผมมองไปเห็นตัวเองในกระจกเงาโดยบังเอิญ ให้ตายเถอะ แววตาผมเหมือนแววตาก่อนตายของกิ้งก่าตัวนั้นจริง ๆ...

iFandKo

วันอาทิตย์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547