Make your own free website on Tripod.com

บ่อเซียงกัง

อาก๋งกับอาม่าเป็นคนจีนแต้จิ๋ว ทั้งคู่หนีภัยสงครามอพยพเข้ามาอยู่เมืองสยาม ในยามสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลง เมื่ออาก๋งกับอาม่าต้องพลัดพรากจากครอบครัวอันเป็นที่รัก มาอยู่ต่างถิ่นต่างสังคมร่วมชีวิตพื้นบ้านไทย ภายใต้พระบรมโพธิสมภารของพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองก็เริ่มต้นชีวิตใหม่บนที่ดินแปลงเล็ก ๆ ด้วยการปลูกผัก เลี้ยงหมู ค้าขายเลี้ยงตัวไปวัน ๆ เพียงแค่พอมีประทังชีวิต ไม่ได้หวังจะตั้งตัวให้ร่ำรวยเหมือนคนอื่น ขอให้อยู่ได้อย่างราบรื่นและมีความสุขทุกวันก็พอใจแล้ว อาม่าสอนว่าการอยู่กับคนไทย เราต้อง "ให้" มากกว่าจะรับ ผืนแผ่นดินไทยให้่ชีวิตใหม่กับอาก๋งและอาม่า เราต้องตอบแทนพระคุณแผ่นดินไทยและคนไทยที่เป็นคนของพระเจ้าอยู่หัว เช่นเดียวกับอาก๋งที่สอนว่า เมื่อใดที่เราได้รับความช่วยเหลือพอช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว เราควรจะ "ให้" ความช่วยเหลือนั้นคืนไปสู่ผู้ที่ให้เราบ้างไม่ว่าจะเป็นน้ำใจหรือทรัพย์สินเงินทองที่พอมี แบ่งให้ได้และจะทำการใด ๆ ก็ควรคิดให้รอบคอบว่าจะไม่ทำให้คนไทยเดือดร้อน ด้วยเหตุนี้ อาก๋งกับอาม่าจึงมีนิสัยเกรงใจคนไทยมาก จนกลายเป็น "คนขี้เกรงใจ" ทุกครั้งที่เราลูกหลานไปเล่นนอกบ้าน และเกิดทะเลาะวิวาทกับเด็กไทยข้างบ้าน อาม่าจะรีบออกมาดุและพากลับบ้าน "ทีหน้าทีหลัง เวลาไปเล่นกับเด็กไทย อย่าไปหาเรื่องตีเขา ทะเลาะกับเขา ด่าเขา เราเองต่างหากที่จะต้องพิจารณาตัวเอง พวกเรายังต้องพึ่่งคนไทย อาศัยแผ่นดินไทย กินของไทย ใช้ของไทย อยู่ทุกวัน คนไทยกับแผ่นดินไทยมีพระคุณกับเรามาก ถ้าเกิดเรื่องไม่เข้าใจกันก็คุยกัน ห้ามลงไม้ลงมือ ถ้ากระทบกระทั่งกันบ้างนิดหน่อยก็ไม่เป็นไร ควรให้เขาเป็นฝ่ายได้ อย่าเอาชนะจำไว้นะ อาตี๋ของอาม่า วันหน้าอย่าไปทะเลาะกับคนไทย" ทุกครั้งที่พวกเราโดนเด็กไทยรังแก เวลาอาม่ามาแยกพาเราเดินหันหลังกลับบ้านโดยไม่ตอบโต้ เด็กไทยจะตะโกนตามหลังว่า "ไอ้ขี้ขลาด ๆๆๆๆ" จนเราคับแค้นใจอยากจะเตะไอ้เด็กพวกนั้นให้ร่วงไปนอนกอง อาม่ากับอาก๋งจะพูดแต่ว่า "บ่อเซียงกังน่าอาตี๋ วันนี้เราเป็นคนจนที่เขาดูถูก เราต้องปลูกฝังความอดทนไว้ก่อน เมื่อใดที่ผลของความอดทนมันงอกงามขึ้นมาให้เราเก็บเกี่ยว...วันนั้นแหละจึงเป็นวันที่พวกลื้อจะได้เห็น ชัยชนะโดยไม่ต้องลงมือเองเกิดเป็นลูกผู้ชายเจ็บนิดเจ็บหน่อยต้องอดทน มาขยันช่วงก๋งกับอาม่าทำงานเลี้ยงปากเลี้ยงท้องกันดีกว่า" แม้แต่อาก๋งกับอาม่าเอง เวลาถูกคนไทยด่า ก็ไม่เคยต่อว่าอะไร ได้แต่ยืนเฉย ๆ ให้เขาด่าจนเหนื่อย "เราต้องยืนฟังก่อนว่าที่เขาด่า เขาต้องการอะไร เราผิดหรือไม่" อาม่าสอน "ถ้าเราไม่ผิดล่ะ" หลานสงสัย "ถ้าเราไม่ผิดเราก็กลับ ไม่ต้องไปสนใจเขา" "แล้วถ้าเราผิด" "ถ้าเราผิดก็ขอโทษเขา" อาก๋งกับอาม่าจึงมีแต่คำว่า "บ่อเซียงกัง" ซึ่งแปลเป็นไทยว่า "ไม่เป็นไร" ติดปากทุกครั้งเมื่อพูดกับคนไทย เช่นวันหนึ่งที่อาก๋งโดนหมาบ้านลุงแย้มกัดขาจนล้มลง ลุงแย้มเห็นเข้าก็วิ่งมาดูพลางเอื้อมมือโอบหลังประคองอาก๋งขึ้นมา ทั้ง ๆ ที่เจ็บแผลมากแต่อาก๋งก็ยังพึมพำว่า "บ่อเซียงกัง...บ่อเซียงกัง"

ครั้งหนึ่ง อาม่าพาเราไปเที่ยงโรงฆ่าไก่ที่เป็นของเพื่อนอาม่าอยู่ข้างตลอด เราเรียกเพื่อนอาม่าคนนี้ว่า "อาซิ้ม" โรงฆ่าไก่ของอาซิ้มมีน้ำสกปรกไหลเลอะเทอะเฉอะแฉะไปทั่วพื้น กลิ่นเหม็นของขี้ไก่และกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ไก่เป็นพันตัวส่งเสียงกะโต๊กกะต๊ากแข่งกันลั่นกรงขัง กองสูงเท่าภูเขา อาซิ้มบอกว่างานฆ่าไก่ต้องทำกันทั้งวันทั้งคืน ทำเท่าไหร่ก็ไม่พอขาย คนนิยมกินกันมาก เราซื้อไก่มาถูกเลยขายได้ถูก ยิ่งขายถูกก็ยิ่งขายดี ทั้งตลาดต้องมารับไก่ที่นี่ไปขาย คนฆ่าไก่ที่ทำหน้าที่เป็นเพชฌฆาตให้กับอาซิ้ม เป็นผู้ชายชาวอีสาน 15 คน แต่ละคนมีประวัติฆ่าหมู ฆ่าไก่ ฆ่าเป็ด กันมาอย่างโชกโชน พวกเยาไม่ใส่เสื้อ ใส่แต่กางเกงขาสั้นสีดำ หน้าตาดุดันน่ากลัว ทุกคนไว้หนวด ไม่ใส่ร้องเท้า ไม่พูดไม่จา ในมือถือมีดปังตออันใหญ่คมกริบสะท้อนความคมวาววับเหมือนเพิ่งลับมาใหม่ ๆ ไว้ตลอดเวลา เมื่อเวลาแห่งการสังหารมาถึง พวกเขาจะลากกรงไก่ที่ทำจากไม้ไผ่สานอย่างแรงจนไก่ตกใจส่งเสียงร้องกันลั่น บางตัวก็เสียการทรงตัวเซล้มในกรงนั่น คนงานจะเปิดฝาตาข่ายออกอย่งไม่ชักช้า เอื้อมมือกระชากคอไก่มาเชือดอย่างสนุกมือ จากนั้นก็ปล่อยให้เลือดไหลออกจากตัวมันจนแน่นิ่ง ช่วงก่อนที่มันจะขาดใจรู้สึกว่ามันจะทรามานทีุ่สุด พยายามดิ้นรนขัดขืนทั้งปีกทั้งขาสะบัดไปสะบัดมาอย่างสุดเหวี่ยงเท่าที่จะมีแรงต้านอยู่ พวกมันชักกระตุกตาเหลือกก่อนที่จะถูกโยนไปกองรวมกันรอลวกน้ำร้อนแล้วถอนขน จากนั้นไก่ที่ไร้ลมหายใจก็จะเข้าสู่กระบวนการลวกน้ำร้อน ถอนขน แล้วผ่าท้องควักเครื่องในออกแยกขาย ส่วนตัวไก่แยกลำเลียงลงเข่งส่งตลาดตอนเที่ยงคืน วิบากกรรมของไก่ยังไม่หมดลง หลังจากถูกซื้อไปจากแผงก็ต้องถูกสับเป็นชิ้น ๆ ต้มเปื่อย ย่าง ทอด อบ ตามแต่กรรมวิธีการปรุงแต่งอาหารของนักบริโภค ตามด้วยกระวบนการเอาซากศพเหล่านั้นเข้าปากเคี้ยวย่อยจนแหลกเหลวเป็นก้อนขี้คน กรรมของไก่แท้ๆ! ไม่รู้ว่าโชคดีหรือร้ายที่ต้องมาเห็นความตายอย่างทรมานของสัตว์ที่ยังไม่ถึงคราวตาย คิดไปคิดมาเพลิน ๆ ไม่รู้อาม่าเดินมาจากไหน มาสะกิดให้ไปกินข้าว มื้อนั้นแทบไม่หิวเอาเสียเลย เพราะบรรยากาศในห้องเชือดไก่เหม็นจนแทบทนไม่ไหว อดที่จะถามอาซิ้มไม่ได้ว่า "ทำแบบนี้กับไก่เป็นพันเป็นหมื่นตัว อาซิ้มไม่กลัวบาปเหรอ ? " "บ่อเซียงกังน่าอาตี๋...ไม่ทำอย่างนี้แล้วจะไปทำอะไรกินล่ะ บาปอยู่ที่คนทำ กรรมอยู่ที่คนกิน แบ่งกันคนละครึ่งอยู่แล้ว เราจ้างเขาทำ คนทำก็รับกันไปเอง ไม่เห็นว่าเราจะต้องกลัวอะไรเลย มามะ...มากินข้าวกันดีกว่า ดูแล้วคิดมาก ลื้อนี่" อาม่าพูดสมทบขึ้น "ขนาดมาโรงฆ่า่ไก่ยังคิดได้ขนาดนี้ อาม่ายังมีเพื่อนทำโรงฆ่าเป็ดฆ่าหมูอีกนา วันหลังจะพาลื้อไปดู" แค่ได้ยินก็สะดุ้งโหยงแล้ว ยังจะมาอวดอีกอาม่านี่ก็ แล้วทั้งอาม่าและอาซิ้มก็พุ้ยข้าวในถ้วยใส่ปากอย่างเอร็ดอร่อย ท่าทางเหมือนไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไรกับพวกชีวิตเหล่านั้นเลย อาซิ้มยังพูดต่ออีกว่า "งานอย่างนี้นะ ถ้าเราไม่ทำ คนอื่นเขาก็ทำจริงรึเปล่า เรื่องบาปกรรมน่ะบ่อเซียงกัง ได้ตังค์มาก็ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้พวกมัน ทดแทนกันไปก็ได้ นี่ปีหนึ่งอั๊วก็จัดทำบุญล้างซวยให้โรงงานทีหนึ่ง เชิญเซียงซือมาทำพิธีปัดรังความวิญญาณด้วย" อาซิ้มพูดง่าย ๆ ราวกับอะไร ๆ ที่หักล้างกันได้ตามใจชอบ ทางบัญชีนรกและผู้กำหนดบาปบุญ จะคิดง่าย ๆ เหมือนอาซิ้มหรือเปล่า ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม มื้อนั้นทั้งอาม่าและอาซิ้มกินข้าวกันอิ่มแปล้ แล้วก็ไปนั่งดูวิดีโองิ้วกันอย่างสบายใจเฉิบ ปล่อยให้คนรับใช้เก็บชามข้าว จนได้เวลาอาม่าก็ขอลาอาซิ้มกลับบ้าน เพราะเป็นห่วงก๋ง ปล่อยให้อยู่บ้านคนเดียว หลังจากนั้นเพียง 2 เดือน เราก็ได้ข่าว บักแก้ว เพชฌฆาตอีสานของอาซิ้มล้มป่วยลงด้วยโรคติดเชื้อจากไก่ หมอบอกว่ารักษาไม่หาย ได้แต่ให้กินยาแก้อักเสบประทังให้อยู่รอดร่างกายบักแก้วเริ่มลดภูมิต้านทานลงเรื่อย ๆ จนอิดโรย และมีเหงื่อออกมากจนเพลีย แขนเปลี้ยลีบ นานวันเข้าก็ไม่มีแรงจะทำงาน จึงขอลากลับบ้าน เพียงอาทิตย์เดียวเท่านั้น เมียยักแก้วก็โทรศัพท์มาบอกอาซิ้มว่าบักแก้วตายแล้ว ที่สำคัญคือ ก่อนตายบักแก้วมีอาการกระสับกระส่ายทุรนทุรายเหมือนโดนน้ำร้อนลวก วิ่งไปรอบบ้านเหมือนไก่ถูกเชือดแต่ยังไม่ตาย ทำท่าเหมือนคนตกใจกลัวมาก ๆ ปากก็พูดว่า กลัวแล้ว ไม่เอาแล้ว ไม่ทำแล้ว กลัวแล้ว กลัวแล้ว และร้องไห้ฮือฮือตลอดเวลา ไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้ จนล้มลงหมดสติแน่นิ่งไปเอง ไม่นานนัก บักสี ที่มาจากบ้านเดียวกันกับบักแก้วก็ล้มป่วยลงอีกคน เริ่มจากมีอาการไอหอบ เวียนหัวตลอดเวลา จนวันหนึ่งเกิดลื่นล้มตรงบริเวณที่ตัวเองเชือดคอไก่ หัวฟาดพื้นต้องหามส่ง่โรงพยาบาล หมอบอกว่า เลือดคั่งในสมองเพราะถูกกระแทกรุนแรงมาก ในที่สุดบักสีก็เสียชีวิตคาเตียงหมอไปอีกคน จู่ ๆ อาซิ้มก็ต้องมาเสียลูกน้องไป 2 คนพร้อม ๆ กัน แต่แกก็ไม่คิดอะไรมากพูดแต่ว่า "บ่อเซียงกัง" แล้วรับลูกน้องใหม่เข้ามาแทน ลูกน้องใหม่ยังวัยรุ่นอายุน้อยอยู่ ทำงานยังไม่คล่องเหมือนคนงานระดับมืออาชีพอย่างบักแก้วและบักสี ทำไปก็คุยไปตามประสาเด็กบ้านนอก พูดไม่ถูกหูก็ทะเลาะกันบ้างเถียงกันบ้าง จนกระทั่งปาไก่ใส่กัน อาซิ้มมาเห็นเข้าก็โมโหด่าพวกมัน สักพักพวกมันก็เลิกทะเลาะกันเอง หันมาซุบซิบกัน ยิ้มบ้าง หัวเราะบ้าง แล้วก็ทำงานต่อเหมือนปกติ คืนนั้น พอพวกคนงานต่างนอนหลับกันหมดแล้ว เด็กใหม่ทั้งสองก็แอบปีนจากห้องพักคนงานไปยังห้องพักของอาซิ้มที่อยู่บนชั้น 2 ของตึกสูง งัดประตูเข้าห้องนอนของหลานสาวอาซิ้ม เพราะคิดผิดนึกว่าเป็นห้องของอาซิ้มตั้งใจว่าจะขโมยเงินทองแล้วหนีกลับบ้านแล้ว ไม่อยู่ให้ด่าแล้ว แต่โชคร้าย เสียงกุกกักทำให้หลานสาวอาซิ้มตื่นขึ้นมาประสบเหตุพอดีจึงร้องโวยวายเอะอะให้คนช่วย คนหนึ่งรีบเข้ามาล็อคคอปิดปากไม่ให้ร้อง อีกคนไม่ชักช้ารีบหอบถุงทรัพย์สินที่โกนได้แล้วก็คว้ามีดที่เตรียมมา จ้วงแทงท้องของหลานสาวอาซิ้มจนแน่นิ่งไป ทั้งสองทิ้งศพไว้แล้วหลบหนีกลับบ้านไปในคืนนั้นทันที 2 วันต่อมา ตำรวจก็ตามจับคนร้ายได้พร้อมทรัพย์สินที่ขโมยเอาไป แต่ชีวิตหลานสาวที่สูยเสียไปไม่มีทางได้คืน อาซิ้มเสียใจมากเหมือนโดนกระชากหัวใจไปทั้งดวง ไม่นึกไม่ฝันว่าคนงานจะทำกันได้ถึงขนาดนี้ "รับโจรเข้ามาทำงานแท้ ๆ" อาซิ้มคร่ำครวญ "เป็นความผิดของอั๊วเองทีหน้าทีหลังจะรับคนงานต้องระวังให้ดีกว่านี้" แต่ก็ไม่มีใครช่วยแกได้มากไปกว่ามาร่วมแสดงความเสียใจในงานศพอาหมวย และช่วยกันทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ พอจบงานศพทุกอย่างก็ดำเนินไปตามปกติ

บัดนี้ คนงานของอาซิ้มเหลือเพียง 13 คน แกไม่กล้ารับลูกน้องใหม่แล้วจึงใช้วิธีเพิ่มค่าแรงให้คนเก่า จะได้มีกำลังใจทำงานให้มากขึ้น เพื่อที่จำนวนไก่จะได้มีพอส่งลูกค้าได้เหมือนเดิมไม่ติดขัด แต่อีกเพียง 2 เดือนต่อมา คนงานของอาซิ้มก็สร้างเรื่องอีก คนงาน 2 คนออกไปเที่ยวงานสงกรานต์ กินเหล้าเมาแล้วทะเลาะกับวัยรุ่นข้างวัด โดนยิงตายทั้งคู่ เมื่อคนงานลดลงอีก 2 คน งานก็เริ่มมีปัญหา อาซิ้มคิดจะรับคนใหม่อีกแต่ใจก็ยังปอด ๆ ช่างเถอะ คนงาน 11 คน ทำ ๆ กันไปก่อนละกัน แต่ปรากฏว่าไก่ที่เคยทำกันในระดับหลักพัน ลดจำนวนลงมาเหลือระดับหลักร้อย ทำส่งลูกค้าไม่ทัน ยอดขายก็ลดลงฮวบฮาบ แก่เริ่มกินไม่ได้นอนไม่หลับ เพราะอยากได้คนเพิ่ม แต่จะหาลูกน้องดี ๆ ที่รักงานแบบนี้สักคนก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อคนน้อยงานหนัก ลูกน้องก็เครียดจนเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เมื่อคนงานคนหนึ่งแสดงอาการตึงเครียด ปีนขึ้นไปบนเสาไฟฟ้าแล้วกระโดดลงมาโดยไม่พูดอะไรเลย ผลก็คือตายคาที่่ ตำรวจที่พิสูจน์ศพลงความเห็นว่าคนงานของอาซิ้มเมายาบ้า แต่เพื่อนที่ทำงานอยู่ด้วยกันยืนยันว่า คนงานคนนี้ไม่เสพยาบ้า ดื่มแต่เครื่องชูกำลังหลายขวดทุกวัน อาจเป็นผลให้เกิดภาวะจิตใจคลุ้มคลั่งก็ได้ ในเวลาไล่เลี่ยงกันนั้นเอง คนงานอีก 2 คนก็เกิดล้มป่วยด้วยโรคไข้เลือดออกที่กำลังระบาด บวกกับโรคภูมิต้านทานถดถอย โรคปอด ระบบทางเดินหายใจอักเสบ จู่ ๆ ก็ปวดหัวตัวร้อน ไอกระโชกทั้งวัน จนกระทั่งไอเป็นเลือดไปหาหมอที่โรงพยาบาลเอายามากินอยู่ได้ 2 เดือนกว่า ก็หลับตายในที่พักคนงาน จากคนงาน 15 คน เหลืออยู่ 8 คนในเวลาไม่กี่เดือน หากปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไป โรงงานคงต้องปิดกิจการแน่ ๆ ถึงเวลาแล้วที่จะต้องรับคนงานเพิ่ม เป็นยังไงก็เป็นกัน อาซิ้มตัดสินใจให้คนงาน 2 คนกลับไปหาคนงานที่บ้านมาเพิ่ม โดยให้เวลา 5 วัน เจ้าลูกน้องสองคนนี้ดีใจจนตัวสั่นที่ได้กลับไปเที่ยวบ้านแต่จะเป็นเวรกรรมของเจ้าสองคนหรือของอาซิ้มไม่มีใครบอกได้ วันนั้นมีการก่อการร้ายวางระเบิดรางรถไฟสายนี้พอดี เมื่อขบวนรถไฟแล่นมาถึงจุดเกิดเหตุก็เหยียบกับระเบิดเข้าเต็มที่ทำให้โบกี้รถไฟกระเด็นตกราง ผู้โดนสารเคราะห์ร้ายลอยละลิ่วกระเจิดกระเจิงไปคนละทิศคนละทาง หลายสิบศพสภาพแหลกเหลวแขนขาขาดกระจัดกระจายเกลื่อนกลาดไปทั่่วบริเวณป่าช้างรางรถไฟ คนงานของอาซิ้มไม่พกบัตรประชาชน กว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะตรวจสอบศพออกมาว่าใครเป็นใครจึงใช้เวลาแรมเดือน เมื่ออาซิ้มรู้ข่าวว่าลูกน้องตายอีกสองคน แกถึงกับเป็นลม พอฟื้นคืนสติขึ้นมา อาซิ้มตัดสินใจใช้แผนเดิม คือเร่งให้คนงานที่เหลืออยู่ 6 คนทำงานหนักเป็นสองเท่า ทำชนิดหามรุ่งหามค่ำ ไม่ต้องหลับต้องนอนโดยแกจะยอมจ่ายค่าแรงให้ไม่อั้น คนงานจึงเร่งมือกันฆ่าไก่เสียจนไม่มีเวลาแม้แต่จะหยุดมองหน้ากัน แต่กรรมของอาซิ้มก็ยังไม่สิ้นสุด จนกระทั่งถึงวันหนึ่ง... วันนั้นอาซิ้มเดินมาตรวจงานที่โรงงานฆ่าไก่ แกยืนมองดูลูกน้องทำงานอย่างขมีขมัน แล้วยิ้มอย่างสบายใจ "ถ้าทำกันแข็งขันขนาดนี้คงทันส่งตามออเดอร์แน่" แกพึมพำอย่างโล่งใจแล้วหมุนตัวกลับโดยไม่ทันระวังตัว ขณะนั้นลูกน้องคนหนึ่งถือมีดปลายแหลมอยู่ในมือเตรียมเดินมาเชือดไก่ ด้วยความง่วงงุนอันเนื่องมาจากการอดนอนติดต่อกันหลายคืน บวกกับพื้นที่เลอะเทอะไปด้วยน้ำล้างไก่ ทำให้คนงานคนนั้นก้าวพลาดลื่นไถลพุ่งถลาเข้ามาหาอาซิ้ม อาซิ้มเบิกตากว้าง เมื่อหันมาเห็นมีดปลายแหลมในมือคนงาน มันพุ่งขึ้นมาจนเสียบคอแกมิดด้ามทะลุออกหลังคอ อาซิ้มยืนตาค้าง เลือดทะลักออกมาจนแดงฉานเต็มตัวและเต็มพื้น แล้วแกก็ล้มลงบนกองศพไก่ ในสภาพตัวซีดไม่ต่างจากไก่ที่ถูกเชือดคอจนสิ้นลม ในที่สุดอาซิ้มก็หนีวงเวียนกรรมไปไม่พ้น กรรมของอาซิ้มที่ทำมาสนองแกเข้าให้อย่างจัง คำว่า "บ่อเซียงกัง" ดูเหมือนจะช่วยอะไรอาซิ้มไม่ได้อีกแล้ว ตรงกันข้ามนี่ถ้าอาซิ้มเฉลียวใจแก้ไขความผิดโดยการหยุดเบียดเบียนชีวิตอื่นลงบ้าง บั้นปลายชีวิตแถอาจจะไม่จบลงเช่นนี้ สำหรับตัวอาม่าเอง แม้ไม่ได้ทำกรรมกับใครไว้ แต่ก็ได้รับผมเสียจากนิสัยที่ชอบ "บ่อเซียงกัง" เช่นกัน เมื่ออาม่าอายุได้ 80 กว่าปี อาม้าก็ป่วยด้วยโรคเบาหวาน วันหนึ่งอาม้าเดินไปเยี่ยมเพื่อนที่ฟาร์มหมูอีกฟากฝั่งของท้องนา บังเอิญเดินไปเตะก้อนหินจนเล็บฉีก เลือดไหล มีแผลถลอกกลับมาบ้าน ลูกหลานจะพาอาม่าไปหาหมอที่โรงพยาบาล อาม่าก็ไม่ยอมไปเพราะกลัวเสียเงิน พูดกับลูกหลานแต่ว่า "บ่อเซียงกัง" แล้วก็หายาแดงชนิดทาแผลธรรมดามาทาแผลเอง อาม่าทายาทุกวันไม่ล้างแผลเลย แผลก็ไม่ยอมตกสะเก็ดเสียที จึงเอาทิงเจอร์มาทาซ้ำจนไหม้ ทำให้แผลเริ่มเน่าและขยายวงกว้างขึ้นเรื่อย ๆ จนยากแก่การรักษา อีกทั้งอาม่ายังเป็นแผลในขณะมีโรคเบาหวานด้วยจึงทำให้ติดเชื้อง่ายขึ้น จนกระทั่งแผลลุกลามมากเกินเยียวยาแล้วนั่นแหละ อาม่าจึงยอมไปโรงพยาบาล หลังจากหมอตรวจแล้ว หมอบอกว่ามีทางเดียวที่จะรักษาีชีวิตรอดได้คือต้องตัดขาทิ้ง อาม่าตกใจและเสียใจมาก หลังผ่าตัดอาม้าเอาแต่ร้องไห้และคร่ำครวญอยู่ตลอดเวลา ว่าต่อไปนี้ต้องเป็นคนไร้ขา จะไปไหนก็ลำบาก จะมีความสุขได้อย่างไร แล้วยังเป็นภาระของคนอื่นด้วย อาม้าบ่นน้อยใจตัวเองแล้วร้องไห้สุดชีวิตจนกลายเป็นคนไม่มีความสุข หลง ๆ ลืม ๆ และดรอมใจตายไปในที่สุด

สรุปว่าชีวิตไม่ใช่เรื่องที่จะ "บ่อเซียงกัง" ได้ทุกเรื่อง เมื่อเกิดเหตุการณ์ร้าย ๆ แทนที่จะปล่อยปละ ถ้ารีบจัดการแก้ไขให้เรียบร้อยเสียก่อน เรื่องเล็กอาจจะไม่ลามเป็นเรื่องใหม่ ดังเช่นอาซิ้มกันอาม่า ที่ต้องมาเสียชีวิตก่อนเวลาอันควรทั้งคู่ ทั้งหมดนี้เป็นเพราะคำว่า "บ่อเซียงกัง" คำเดียวแท้ ๆ!

iFandKo

วันอาทิตย์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547