Make your own free website on Tripod.com

เหตุบวกผล เท่ากับ "กรรม"

เรื่องราวที่ท่านผู้อ่านจะได้รับทราบต่อไปนี้ ฉันขอยืนยันและสาบานด้วยเกียรติของความเป็นมนุษย์ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงจากประสบการณ์ของฉันโดยตรง เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่ง ไม่ได้แต่งเติมหรือกล่าวอ้างเกินจริงแม้เพียงแต่น้อย เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อ 10 กว่าปีก่อน ที่อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งเป็นที่ตั้งของครอบครัวฐานะปานกลางครอบครัวหนึ่ง อาศัยอยู่ด้วยกัน 4 คนพ่อแม่ลูก ลูกสาวคนโตซึ่งคือฉันเอง ส่วนน้องสาวนั้นมีอายุห่างกันเพียง 3 ปี พ่อมีอาชีพรับราชการ เป็นภารโรงอยู่โรงเรียนประถมศึกษาแห่งหนึ่งส่วนแม่มีอาชีพค้าขาย ฐานะทางบ้านมีความเป็นอยู่ที่ดีพอสมควร พ่อกับแม่พยายามให้ลูก ๆ ได้เรียนหนังสือให้สูงที่สุดเท่าที่ความสามารถของพวกท่านจะทำได้ เมื่อครั้งฉันเป็นเด็ก มักจะวิ่งเล่นอยู่ในส่วนผลไม้ที่บ้านของฉันตั้งอยู่อาชีพเสริมของที่บ้านฉันคือทำสวนผลไม้ ฉันต้องเข้าไปช่วยพ่อแม่อยู่เป็นประจำจึงรู้จักลู่ทางในสวนเป็นอย่างดี ด้วยความที่ยังเป็นเด็กไร้เดียงสาและด้วยตัวอย่างที่ไม่ดีจากเด็กผู้ชายรอบข้าง คำว่า "เวรกรรม" อันเป็นคำที่ผู้ใหญ่หลายคนชอบพูดกรอกหูแต่อธิบายให้ฉันเข้าใจไม่ได้ จึงยังเป็นเพียงคำ ๆ หนึ่งที่ปราศจากความหมายสำหรับฉันในเวลานั้นโดยสิ้นเชิง บ้านสวนของฉันแวดล้อมไปด้วยต้นไม้และผลไม้มากมาย สถานที่เล่นของฉันก็อยู่ภายในสวนบ้านตัวเอง ความสนุกสนานในแต่ละวันของฉันคือการจับพวกสัตว์เล็กสัตว์น้อยมาขังไว้ดูเล่น พวกลูกนกเล็ก ๆ ที่ยังไม่ลืมตาฉันจะรู้สึกเอ็นดูเป็นพิเศษ พอพ่อแม่มันบินออกไปหากิน ฉันมักจะแอบปีนขึ้นไปเก็บมันมาจากรังมาเลี้ยงเอง แต่พยายามเลี้ยงอยู่หลายครั้งแต่มันก็ตายทุกที แม้แต่พวกสัตว์น้ำ ปู ปลา ฉันก็ใช้เบ็ดตกขึ้นมาเป็นประจำ หลายครั้งที่ตกปูมาได้ ก็จะจับใส่กระป๋องไว้ บ้างขาหัก ก้ามหัก เดินขาพิการก่ายเกยกันไปมาดูตลกสนุกสนานดี ผีเสื้อกับแมลงปอ เป็นแมลงที่ฉันชื่อชอบมากเป็นพิเศษ เพราะมีปีกที่สวยงาม และต้องใช้ความสามารถในการจับเป็นพิเศษซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายฉันมาก ฉันมักจะจับมันมาเพื่อเด็ดปีกเอาไว้สะสม ส่วนตัวมันก็ปล่อยไปตามบุญตามกรรม บางตวก่อนจะปล่อยไปต้องทดสอบการบินเสียก่อน โดยการฉีกปีกมันเป็นริ้ว ๆ ขาดบ้างแหว่งบ้าง พอปล่อยให้บิน มันจะบินเอียงไปเีอียงมา จนในที่สุดมันก็หมดแรงตกลงมากับพื้น บางตัวดิ้นทุรนทุรายอยู่หลายวันกว่าจะตาย แม่เตือนฉันบ่อย ๆ บางครั้งก็ดุแกมสั่งสอน "มันบาปกรรมนะลูก สัตว์มันก็มีชีวิต มันก็รักชีวิตของมัน มันมีความกลัว ความเจ็บ เหมือนกับลูก ถ้าเกิดมีใครมาหักแขนหักขาลูกบ้าง ลูกจะรู้สึกยังไง ทำอย่างนี้ระวังเุถอะกรรมจะตามทัน" ตอนนั้นฉันได้แต่ฟังหูซ้ายทะลุหูขวา ก็ฉันไม่รู้จักนี่นาว่าไอ้ "เวรกรรม" น่ะหน้าตาเป็นยังไง ทำไมผู้ใหญ่ถึงชอบพูดถึงกันนักก็ไม่รู้ แล้วมันเรื่องอะไรกันที่ฉันจะต้องทำตามที่เขาบอกล่ะ เอาไว้ให้ไอ้ตัว "เวรกรรม" มันมาให้ฉันเห็นเป็นตัวเป็นตนก่อนสิ ฉันถึงจะเชื่อและเลิกทำ ฉันจึงยังคงสนุกสนานอย่างนั้นไปเรื่อย ๆ โดยไม่สนใจเสียงห้ามเสียงเตือนของใคร จนผู้ใหญ่เอือมระอาในความดื้อด้านและเลิกเตือนไปในที่สุด เข้าทางของฉันพอดี ต่อไปนี้ไม่ต้องทนเสียงหนวกหูที่กรอกอยู่ทุกวี่วันอีกแล้ว แล้วเหตุการณ์ก็เกิดขึ้นในวันหนึ่ง วันนั้นฉันเล่นซ่อนหากับพวกพี่ ๆ น้อง ๆ ที่เป็นเด็กละแวกบ้าน ในขณะที่แม่นั่งคุยอยู่กับเพื่อนบ้านไม่ไกลจากตรงนั้นนัก เด็ก ๆ ทุกคนต่างวิ่งหาที่ซ่อนกันอย่างตั้งอกตั้งใจ ตัวฉันเองก็วิ่งหากับเขาด้วย ฉันวิ่งมาจนเห็นโอ่งใหญ่ใบหนึ่งตั้งอยู่ที่ลับตา น่าจะเป็นที่ซ่อนให้อย่างดี คิดได้ดังนั้นฉันก็ตัดสินใจเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในโอ่งอย่างฉับไว ปรากฏว่าที่ซ่อนของฉันดีเกินคาด ไม่มีใครมาตามหาฉันเลยสักคน ฉันรออยู่นานจนเริ่มเบื่อ ไม่เห็นมีใครมาตามหาสักที จนเริ่มสงสัยว่าทุกคนคงจะลืมฉันไปแล้ว จึงตัดสินใจจะโผล่ออกไปแสดงตัว แต่ปรากฏว่าโอ่งที่ปีนลงไปซ่อนอย่างง่ายดายตอนแรก กลับสูงจนฉันไม่สามารถปีนออกมาได้ ฉันพยายามปีนออกจากโอ่งครั้งแล้วครั้งเล่า แต่กลับปีนไม่ขึ้น ฉันติดอยู่ในโอ๋งเสียแล้ว!

ฉันเริ่มกลัวและเริ่มร้องไห้ อากาศก็เหมือนจะน้อยลงทุกที ฉันรู้สึกเหมือนจะหายใจไม่ออก ถึงที่สุดแล้วฉันทั้งร้องไห้ทั้งตะโกนเรียกแม่เสียงดังลั่น ดังที่สุดเท่าที่ฉันจะตะโกนได้ แต่เสียงผู้ใหญ่ที่พูดคุยหัวเราะสนุกสนานดังกลบเสียงของฉันหมด ฉันร้องจนเสียงแหบแต่ก็ไม่มีใครได้ยิน กว่าที่ทุกคนจะฉุกใจคิดว่าฉันหายไปไหนและออกมาตามหาก็เป็นเวลาค่ำมากแล้ว ตอนที่แม่อุ้มฉันขึ้นมาจากโอ่งนั้น ฉันหมดแรง เสียงแหบแห้งได้แต่ร้องไห้สะอึกสะอื้นเป็นพัก ๆ คุณคงคิดว่าฉันจะนึกถึงสิ่งที่ฉันทำไว้กับปูก้ามหักใช่ไหม แต่เสียใจฉันไม่ได้คิดถึงมันสักนิด เหตุการณ์ครั้งนั้นผ่านไปราว ๆ 1 เดือน จู่ ๆ ฉันนึกซุกซนอยากปีนต้นไม้ขึ้นมา ความจริงฉันก็ปีนต้นไม้เป็นประจำอยู่แล้ว จะคุยว่าปีนมาทุกต้นจนแทบจะหมดสวนแล้วก็ว่าได้ จึงค่อยข้างเชื่อมั่นในความชำนาญของตัวเองมากพอสมควร ไม่น่าเชื่อว่าวันนั้นฉันกลับพลาด! ต้นไม้ต้นนั้นทั้งใหญ่และแข็งแรง ฉันปีนขึ้นไปจนถึงยอดบนสุด เหยียบกิ่งแล้วกิ่งเล่าอย่างคล่องแคล่ว แต่แล้วต้นไม้ที่คิดว่าแข็งแรงกลับไม่แข็งแรงอย่างที่คิด จู่ ๆ กิ่้งที่ฉันเหยียบอยู่ก็หักโครมร่วงลงมา ฉันพยายามคว้ากิ่งไม้ไว้ให้ได้ แต่ราวกับว่ากิ่งทุกกิ่งที่เคยอยู่กันอย่างหนาแน่น เคลื่อนห่างจากมือฉันไกลออกไป ฉันคว้ากิ่งใด ๆ ไม่ได้เลย ตัวฉันจึงกระแทกกับกิ่งเล็กบ้างใหญ่บ้างไปตลอดทางจนลงมากระแทกพื้นดินในที่สุด ฉันรู้สึกจุกจนขยับตัวไม่ได้ บาดแผลเคล็ดขัดยอกมีไปทั่วทั้งตัว ที่อาการหนักที่สุดเห็นจะเป็นแขนข้างขวาที่หัก ฉันได้แต่นอนร้องครวญครางรอให้คนมาช่วยเพราะลุกไม่ขึ้น ฉันต้องใส่เฝือกนานเป็นเดือน และต้องเดินกระแผลกอีกเกือบ 2 อาทิตย์ ยังไม่นับกับที่ฉันไข้ขึ้นอีก 3 วันเพราะอาการบวมที่แขน ฉันต้องทำอะไรหลาย ๆ อย่างด้วยมือข้างซ้ายข้างเดียว ผู้ใหญ่หลายคนบอกว่านี่แหละเป็น "เวรกรรม" ที่ฉันเคยก่อเอาไว้กับผีเสื้อกับแมลงปอ แต่ฉันไม่เชื่อหรอก ฉันยังเชื่อว่ามันเป็นอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้เสมอไม่เกี่ยวกับบุญกรรมเสียหน่อย จนเมื่อฉันเรียนชั้นประถม วันไหนที่ฉันไม่อยากไปโรงเรียนทำการบ้านที่ครูให้ไม่เสร็จ ฉันจะโกหกพ่อแม่ว่าป่วย แต่ละครั้งก็จะแสดงท่าทางสมจริงดิ้นทุรนทุรายจนพ่อกับแม่สงสารและด้วยความเป็นห่วงลูก นึกว่าฉันป่วยจริง ๆ วันนั้นทั้งวันฉันก็จะดีใจ สบายใจเป็นที่สุดและคิดว่าตัวเองเก่งที่สามารถหลอกพ่อแม่ได้อย่างแนบเนียน และทุกคนยังต้องมารุมเอาใจฉันอีกด้วย ฉันทำอย่างนี้อยู่จนกลายเป็นนิสัย โดยไม่มีความรู้สึกผิดที่เห็นแม่เป็นกังวลเลยแม้แต่น้อย เหตุการณ์เหล่านั้นหายไปกับกาลเวลา พร้อม ๆ กับที่ฉันเติบโตขึ้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้ทำในวัยเด็กเป็นเรื่องที่ผ่านเลยไป และฉันก็ไม่คิดจะนำมาจดจำแต่สิ่งเหล่านั้นกลับต้องการให้ฉันนึกถึงความผิดที่ฉันได้ทำไป มันจึงได้หวนกลับมาสะท้อนให้ฉันเห็นในรูปของการเจ็บป่วย เหมือนลูกโยโย่ที่เมื่อเหวี่ยงไป มันจะย้อนกลับมากระแทกมือเราด้วยความแรงกว่าตอนที่เราส่งออกไปหลายเท่า ฉันเรียนรู้เรื่องนี้ได้อย่างรวดเร็ว ตอนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น วันหนึ่งฉันมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง มันทรมานมากเหมือนมีคนจับท้องฉันให้บิดไปบิดมา ฉันนั่งกุมท้องจนเหงื่อเริ่มซึม อาการมันจะรุนแรงเป็นระยะ ๆ และถี่ขึ้นเรื่อย ๆ ถึงที่สุดแล้วด้วยความปวด ฉันก็ได้แต่ร้องไห้อย่างไม่รู้สึกตัว น้ำตาไหลไม่หยุดจนเพื่อน ๆ และอาจารย์ตกใจ รีบพาฉันไปหาหมอในทันที ฉันเม้มปากแน่นเมื่ออาจารย์และเพื่อน ๆ ช่วยประคองฉันไปขึ้นรถเพื่อนำไปส่งที่โรงพยาบาล ตอนนั้นฉันปวดจนแทบจะลงไปนอนกองบนพื้นแล้วตายเสียตรงนั้นให้รู้แล้วรู้รอด เมื่อไปถึงโรงพยาบาล ปรากฏว่าฉันเป็นไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน ต้องเข้าห้องผ่าตัดโดยด่วน ฉันเข้าห้องผ่าตัดเป็นเวลาหลายชั่วโมง ท่ามกลางความกังวลใจของพ่อแม่และความเป็นห่วงของอาจารย์ เพื่อน ๆ ทุกคนต่างก็สงสัยว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมจู่ ๆ ฉันก็เป็นไส้ติ่งอักเสบขึ้นมาได้ เพราะก่อนหน้านี้ฉันไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ เลย เมื่อฉันพ้นขีัดอันตรายแล้ว คุณหมอเจ้าของไข้ออกมาบอกพ่อแม่ว่ายังโชคดีที่ส่งฉันมาโรงพยาบาลทันก่อนที่ไส้ติ่งจะแตก เพราะถ้าปล่อยถึงขั้นนั้น เชื้อโรคจะแพร่ไปเต็มช่องท้องและจะเป็นอันตรายมาก คำพูดของหมอทำให้ฉันรู้สึกกลับอย่างบอกไม่ถูก ฉันเฉียดใกล้ความตายไปเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น ใบหน้าซีดเซียวของพ่อแับแม่ทำให้ฉันหวนคิดถึงเหตุการณ์ที่ฉันเคยโกหกพ่อกับแม่เอาไว้จับใจ "พ้นเคราะห์พ้นโศก หมดเวรหมดกรรมกับเสียทีนะลูก" แม่พูดอย่างโล่งอกแล้วก็ลูบหัวฉันเบา ๆ

กรรมหรือ...คำพูดของแม่ทำให้ฉันคิดย้อนกลับเป็นครั้งแรก สิ่งที่ฉันเป็นอยู่ตอนนี้เกิดจากผลกรรมงั้นหรือ? มันอาจเป็นแค่เหตุการณ์บังเอิญ เพราะใคร ๆ ก็เจ็บป่วยกันได้ไม่ใช่หรือ? ฉันเป็นเด็กสมัยใหม่ที่ไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ โดยเฉพาะเรื่องที่เป็นนามธรรมอย่าง "เวรกรรม" แต่ทุกอย่างดูเหมือนจะโหมเข้ามาทลายความเชื่อมั่นของฉันให้คลอนแคลน และแล้ววันที่ฉันเสียใจที่สุดในชีวิตก็เกิดขึ้น เพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตฉันไปตลอดกาล มันเป็นคืนที่ฉันจำได้อย่างไม่วันลืมเลือน วันนั้นเป็นวันเกิดของพ่อฉันซึ่งไม่ได้จัดงานมาเป็นเวลา 4 ปีแล้ว ปีนี้แม่ออกความคิดว่าพวกเราน่าจะจัดวันเกิดให้พ่อกัน โดยทุกคนต้องปิดเป็นความลับไม่ให้พ่อรู้ พวกเราแอบทำของขวัญให้กับพ่ออย่างเงียบ ๆ พวกเราต่างตื่นเต้นอยากเห็นใบหน้าของพ่อที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความปลาบปลื้มดีใจ วันนั้นทั้งวันพวกเรามีความสุขมาก พ่อเองก็ปลื้มใจอย่างเห็นได้ชัด แต่งานวันเกิดเล็ก ๆ ในครอบครัวที่นานทีปีหนจะจัดเสยทีนั้น กลับไม่ได้อยู่กับเรานานอย่างที่เราหวังไว้ ไม่ถึงชั่วข้ามคืนเรื่องราวก็กลับตาลปัตรเป็นเรื่องเศร้ายิ่งกว่านิยายน้ำเน่าในทีวี จากความสุขเปลี่ยนเป็นเศร้าสลดใจ ร่ำไห้อาลัยที่สุดในชีวิต เพราะในเวลาตี 5 ของวันนั้น แม่ก็เสียชีวิตอย่างไม่ทราบสาเหตุ! ด้วยวัยเพียง 42 ปี ซึ่งน้อยมากในความคิดของฉัน แม่จากไปทั้ง ๆ ยังไม่เห็นความสำเร็จของลูก ๆ ที่แม่เฝ้าทะนุทะถนอมฟูมฟัก แม่จากไปด้วยอาการสงบทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ร่ำลาหรือบอกอะไรฉันเลย และสิ่งที่ฉันเจ็บใจมากที่สุดคือทั้ง ๆ ที่ฉันเป็นลูกที่สนิทกับแม่มากที่สุด แต่กลับไม่สามารถทำอะไรเพื่อช่วยเม่ได้ ทั้ง ๆ ที่คืนนั้นแม่นอนอยู่ข้าง ๆ ฉันแท้ ๆ แต่ฉันกลับหลับสบายอย่างเป็นสุข ฉันเกลียดตัวเองที่ไม่ได้ดูแลแม่ หลายครั้งที่ดื้อรั้นไม่ฟังคำสั่งสอนของแม่ ฉันคอยแต่เฝ้าโทษตัวเองจนถึงทุกวันนี้ วันนั้นฉันน่าจะนอนไม่หลับ จะได้คุยกับแม่ บางทีแม่อาจจะไม่ตาย เป็นความผิดของฉันคนเดียวที่อยู่ใกล้แม่มากที่สุด แต่ฉันกลับเป็นลูกอกตัญญูที่ไม่สามารถช่วยชีวิตแม่ได้ ตอนแรกฉันไม่เชื่อว่าแม่ตาย คิดว่าแม่เพียงนอนหลับไปเฉย ๆ ฉันบอกให้พ่อพาแม่ไปหาหมอ คิดว่าแม่คงต้องการความช่วยเหลือจากหมอ จะได้หายดีลุกขึ้นได้เหมือนเดิม แต่พอไปถึงโรงพยาบาล คุณหมอก็ยืนยันว่าคนไข้เสียชีวิตแล้ว ฉันยังไม่ยอมแพ้ขอร้องหมอให้ช่วยปั๊มหัวใจให้แม่ เผื่อแม่อาจจะตื่นขึ้นมาก็ได้ เพราะตอนนั้นแม่เหมือนคนที่นอนหลับไปเฉย ๆ ไม่เหมือนคนตายสักนิด ในที่สุดฉันก็ต้องยอมรับความจริงว่าแม่ได้จากพวกเราไปแล้วตลอดกาล ความจริงช่างโหดร้ายเหลือเกิน แม่เป็นคนชอบทำบุญและช่วยเหลือคนอื่นอยู่เสมอ แต่กลับต้องมาจากไปก่อนเวลาอันควร พ่อพยายามพูดให้ฉันยอมรับความจริงอย่างปวดร้าวไม่ต่างกัน ว่าแม่ได้จากเราไปแล้ว แต่ฉันไม่ฟังเอาแต่กอดศพแม่ไว้ ร้องไห้อย่างไม่อายผู้คนรอบข้าง พ่อต้องคอยดึงฉันให้ออกห่างจากร่างที่ไร้วิญญาณของแม่ แม้แต่พยาบาลที่เข้ามาฉีดฟอร์มาลีนที่ศพแม่ ฉันก็ผลักไส และแผดเสียงโวยวายสุดเสียงไม่ให้เข้าใกล้แม่จนทุกคนพากันอ่อนใจไปตาม ๆ กัน ฉันเฝ้ามองศพแม่ที่พ่อจัดเตียมเพื่อจะไปทำพิธี ด้วยอาการเหมือนคนขาดสติ ทำอะไรไม่ถูก รู้สึกเคว้างคว้าง เงียบงันไปหมด โลกทั้งโลกดูราวจะพังทลายลงตรงหน้าในพริบตา น้ำตาที่ไหลรินทะลักจากหัวใจ ทำให้ฉันมองโลกไม่ขัดเจนนัก ความรู้สึกหนาวเหน็บกัดกร่อนเริ่มโจมตีกระทบใจฉันอย่างรุนแรง ภาพที่ฉันเคยทำไว้ในอดีตยามเมื่อฉันยังไร้เดียงสา ภาพที่ฉันไม่ได้ใส่ใจและลืมเลือนไปนานเหมือนผุดมาจากห้วงเหวลึก มโนภาพนั้นชัดเจนเด่นชัดจนฉันสั่นด้วยความรู้สึกผิด ลูกนกที่ฉันพรากมาจากแม่ของมัน คงรู้สึกเหมือนกับฉันต้องพลัดพรากจากแม่ที่รักไปในวันนี้ ฉันเพิ่งเข้าใจอย่างลึกซึ้งในตอนนี้เองว่าความเจ็บปวดจากการสูญเสียนั้นรุนแรงแค่ไหน ฉันโชคร้ายกว่าลูกนกที่ฉันยังไม่ตายจึงต้องอยู่รับกรรมกับความรู้สึกไปอีกนาน และอยู่อย่างไม่สามารถหวนกลับไปแก้ไขอดีตที่เลวร้ายได้ด้วย ฉันได้แต่ขอโทษทุกชีวิตที่ฉันทำกรรมไว้ แต่แค่คำขอโทษจะเพียงพอแก่กราชดใช้หรือ? เมื่อตอนที่ต้องนำศพแม่ไปที่วัดนั้น พวกเราต้องนำศพแม่ลงเรือและพายเรือไปตามร่องน้ำในสวน ทุกคนต่างนิ่งเงียบด้วยความเศร้า ขณะที่เรือเคลื่อนไปอย่างข้าง ๆ ท่ามกลางหมู่ต้นไม้ที่ขึ้นกันหนาทึบ ฝูงแมลงที่พากันบินกรูกันเข้ามาเหมือนจะมาชุมนุมกันเพื่อส่งศพแม่ฉัน ส่งเสียงประสานกันดังระงมจนฉันขนลุก ฉันแหงนมองขึ้นไปตามแนวต้นไม้ ไม่รู้ว่าอุปทานไปเองหรือเปล่า แต่ฉันเห็นนกหลายตัวโผบินมาจับบนกิ่งไม้ แล้วมองลงมายังเรือที่พวกเรานั่งอยู่ตลอดทาง แต่เหตุการณ์นี้ก็ยังไม่สร้างความประหลาดใจกับฉันมากเท่าเหตุการณ์ตอนที่เรือผ่านสวนมาถึงท่าน้ำหน้าวัด ตอนนั้นพวกผู้ชายก็ช่วยกันอุ้มศพแม่ขึ้นจากเรื่อเพื่อนำไปไว้บนศาลาบำเพ็ญกุศล แต่พวกเขาออกแรงอย่างไรก็อุ้มแม่ไม่ขึ้น ศพแม่ที่ควรจะอยู่เฉย ๆ กลับจึดกราบเรือแน่นเหมือนไม่อยากจะไปจากเรือ ถึงตอนนี้ฉันร้องไห้โฮขึ้นอึก ตะโกนเรียกแม่สุดเสียงเพราะหวังว่าแม่อาจจะตื่น แต่ก็ไม่ได้ผล แม่ยังคงนอนเงียบ หลังจากช่วยกันงัดมือแม่ออกจากกราบเรือแล้ว พวกเขาก็ออกแรงอุ้มศพแม่ขึ้นมาสำเร็จ ฉันหมดสิ้นซึ่งความหวัง ได้แต่เดินร้องไห้ตามศพไปอย่างเศร้าใจ ในวันเผาศพของแม่ ร่างกายของแม่ที่เคยมีเลือดเนื้อห่อหุ้มร่างกาย แม่ที่สวยงามประทับอยู่ในใจตั้งแต่ฉันลืมตาขึ้นมาดูโลกจนเติบใหญ่ ค่อย ๆ ถูกพระเพลิงแผดเผาเหลือเพียงกองเถ้าถ่านให้ลูกหลานเก็บไว้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลบางส่วนปลิวกระจัดกระจาย ไปในอากาศจนฟ้าขุ่นมัวด้วยควัน เหมือนโลกของฉันที่มืดมนขุ่นมัวหมดหนทาง ทำให้ฉันเริ่มคิดได้และเข้าใจความจริงของโลกมากขึ้น

หลังจากสูญเสียแม่ที่รักยิ่ง ฉันเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ฉันเริ่มเชื่อมั่นในหลักคำสอนอันประเสริฐของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เข้าใจหลักไตรลักษณ์ที่ว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ความจริงของโลกที่มนุษย์ปุถุึชนหลีกหนีหาพ้นไม่นั่นคือการเกิดแก่เจ็บตาย ฉันได้อุทิศร่างกายและอวัยวะทุกส่วนที่เป็นประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์บริจาคให้แก่สภากาชาดโดยไม่คิดเสียดาย เพราะเมื่อเราตายไปก็เอาไปไม่ได้ สู้นำมาทำประโยชน์ต่อชีวิตคนอื่นจะดีกว่า เมื่อได้แสดงเจตจำนงบริจาคแล้ว ฉันรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจอย่างบอกไม่ถูก ในความรู้สึกของฉันนั้น ขอให้อวัยวะที่ฉันบริจาคได้ช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ให้ไม่ต้องพลัดพรากจากคนที่รักก็พอแล้ว ฉันหวังว่าท่านที่ประสบเหตุการณ์ หรือแม้่ไม่ประสบเหตุการณ์พลัดพรากอย่างฉัน คงได้เข้าใจโลก เข้าใจสัจธรรมของชีวิตและอยู่อย่างปกติสุขมากขึ้น เวรกรรมที่ฉันพลัดพรากลูกนกจากอกแม่ ส่งผลสะท้อนถึงฉันในชาตินี้อย่างรวมเร็วโดยไม่ต้องรอถึงชาติหน้า ครอบครัวของฉันสูญเสียศูนย์รวมจิตใจของครอบครัวไปตลอดกาล ฉันได้แต่หวังว่าเจ้ากรรมนายเวรคงทวงสิทธิ์ของเขาคืนเพียงเท่านั้น คงไม่ส่งผลให้ฉันต้องพลัดพรากจากลูในอนาคตข้างหน้า ฉันกลัวเหลือเกินหากต้องมีวันนั้น สิ่งที่ฉันทำได้ตอนนี้คือไม่ก่อเวรสร้างกรรมเพิ่มขึ้น และพยายามช่วยเหลือผู้อื่นให้ได้มากที่สุด ตราบเท่าที่ฉันยังมีลมหายใจอยู่ ถึงแม้ฉันจะรู้ว่าสิ่งที่ทำตอนนี้ไม่สามารถลบล้างกรรมเก่าได้ แต่หวังว่ามันคงจะช่วยผ่อนวิบากกรรมให้เบาบางลงได้บ้าง

เรื่องทั้งหมดที่ผู้อ่านได้รับทราบนี้ คงเป็นอุทาหรณ์เตือนสติเตือนใจท่าน ขอท่านผู้อ่านอย่าได้รอให้ผลกรรมเวียนมาถึง อย่าชะล่าใจที่จะประกอบกรรมดีละเว้นความชั่ว ทำใจให้บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว และถ้าจะทำดี โปรดลงมือทำตั้งแต่วินาทีนี้ จะได้ไม่ต้องเสียใจและทนทุกข์ทรมานอย่างฉันทุกวันนี้!

iFandKo

วันอังคารที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547