Make your own free website on Tripod.com

ไฟกับฤดูฝน

"เมื่อคนเรายังมีชีวิตอยู่ให้หมั่นทำความดีไว้ ความดีจะส่งผลให้เราได้ดี ถ้าไม่ชาตินี้ก็ชาติหน้า ส่วนความชั่วน่ะอย่างไปทำเป็นอันขาด เพราะมันจะติดตามเราไปทุกชาติเหมือนกัน ทั้งหมดคือกรรม บีต้องจำไว้นะลูก" คำสอนของแม่ยังก้องอยู่ในหูผมเสมอ ผมมองไปรอบ ๆ ตัวผม บรรยากาศที่รู้สึกได้ตอนนี้คือกลิ่นของยา และผู้คนที่มีอาการเจ็บป่วย โดยรวมแล้วผมเกลียดบรรยากาศในโรงพยาบาล ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ ผมก็ไม่มาหรอกครับ ทุกคนรวมทั้งผมกำลังรอที่จะพบหมอ ด้วยอาการที่เจ็บป่วยต่างกันไป แต่ละคนทำกรรมชั่วอะไรไว้บ้างนะ ถึงได้มีอาการเจ็บป่วย ผมเชื่อเรื่องของกรรมจริง ๆ นะ ก็ไม่ใช่เพราะกรรมชั่วที่ผมทำไว้หรอกหรือทำให้ผมต้องมานั่งอยู่ตรงนี้ ตอนนี้ผมมีอายุ 22 ปี กำลังจะเรียนจบชั้นอุดมศึกษาแล้ว บาปกรรมที่ผมทำไว้ในอดีต ไม่ใช่ของชาติที่แล้วมาหรอกครับ แต่เป็นในชาตินี้นี่เอง ตอนนั้นผมยังเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาอยู่เลย ผมเป็นคนต่างจังหวัดครับ เป็นจังหวัดที่อยู่ภาคเหนือตอนล่าง เวลาหน้าหนาวอากาศก็หนาวเหมือนภาคเหนือทั่ว ๆ ไป แต่บาปกรรมของผมเริ่มในฤดูฝน รอบ ๆ บ้านผมเป็นสวนครับ พอฝนตกทีไร บรรดาสัตว์เอย แมลงเอยต่างก็พากันหนีน้ำมาขึ้นบ้านผม ห้องที่เจ้าพวกนี้ชอบมาอยู่คือห้องที่ต่ำที่สุดในบ้าน คุณคงนึกถึงบ้านไม้ตามต่างจังหวัดออกนะครับ แบบที่มีห้องน้ำห้องเดียวอยู่ชั้นล่าง และห้องนี้แหละครับที่เจ้าพวกสัตว์อพยพเหล่านี้โปรดปรานยิ่งนัก ที่จริงแล้วเจ้าสัตว์พวกนี้มันก็ไม่สร้างความเดือดร้อนอะไรให้ผมกับครอบครัวหรอกครับ เพราะเวลาที่มันมาอยู่ในห้องน้ำ มันก็จะขดอยู่ตามมุมตามซอกที่คนไม่สนใจจะทำกิจกรรมตรงนั้น อาจเป็นเพราะมันกลัวคนจะทำร้าย ทุก ๆ วันในฤดูฝน ผมจึงชินกับภาพ กบ อึ่งอ่าง ที่มาแอบทำตัวลื่น ๆ มัน ๆ อยู่ใกล้โอ่ง มดที่ไต่อยู่ตามข้างฝาเป็นแมว ถ้าผมทำใจให้ชินกับภาพทั้งหมด บาปกรรมของผมก็คงไม่เกิดครับ แต่เจ้ากรรม...อะไร ๆ ผมก็ชินได้มีแต่เจ้ากิ้งกือนี่แหละที่ผมทำใจให้ชินไม่ได้จริง ๆ พวกมันชอบอยู่หลังประตูครับ พอปิดประตูก็จะเจอมันทุกทีไป โธ่...ผู้ชายอย่างผมก็ตกใจเป็นนะครับ วันหนึ่ง หลังจากที่ผมเข้าห้องน้ำและตกใจกับกิ้งกือจนนึกโมโหทั้งตัวเองและกิ้งกือ ผมเดินมาที่ห้องครัว เห็นแม่กำลังต้มข้าวให้หมาอยู่พอดี พอเห็นเตาถ่านที่ต้มข้าวเท่านั้น อุบาทว์ไอเดียก็บังเกิด ผมคว้าคีมคีบถ่านของแม่วิ่งตรงไปห้องน้ำทันที ผมจัดการเอาคีมไปเขี่ยกิ้งกือทั้งหมดที่อยู่ข้างหลังประตูให้ลงมารวมกันเจ้าร้อยขาพวกนี้พอโดน อะไรแตะเข้านิด มันก็ม้วนกลมน่าเอ็นดู นั่นยิ่งทำให้การเคลื่อนย้ายก้อนกิ้งกือของผมง่ายขึ้น ผมลำเลียงเอาก้อนร้อยขาทั้งหมดมาไว้หน้าเตาไฟ ตอนนั้นแม่ไม่อยู่ในครัวแล้ว ผมเริ่มก่อบาปกรรมทันที วิธีของผมคือ การใช้คีมคีบถ่านค่อย ๆ คีบกิ้งกือที่กำลังอยู่ในความหวาดกลัว เข้าไปในกองไฟทีละตัวทีละตัว จนหมด หลังจากนั้นผมก็ทำอย่างนั้นทุกครั้งที่เห็นกิ้งกือในห้องน้ำ โดยที่ครอบครัวของผมไม่เคยเห็นการกระทำนี้หรอกครับ เพราะผมแอบทำตอนไม่มีคนอยู่ จริง ๆ ผมก็รู้ในใจนะครับว่ามันผิด แต่ที่ทำเพราะความคะนองแท้ ๆ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่ชั่งได้ในใจตอนนั้น ดันเอนเอียงไปทางผิดชั่วมากกว่าชอบดี วิถีกรรมชั่วของผมจึงดำเนินอยู่ทุกฤดูฝน ตราบจนกระทั่งผมเรียนจบชั้นประถมศึกษา และต้องไปต่อชั้นมัธรมที่โรงเรียนประจำไกลบ้าน รวมแล้วผมประหารชีวิตกิ้งกือผู้บริสุทธิ์ไปกี่ตัว และเป็นเวลานานเท่าใด ผมจำไม่ได้ครับ รู้แต่ว่าหลายปีเอาการอยู่ เมื่อผมย้ายมาอยู่โรงเรียนประจำ ชีวิตของผมก็ราบรื่นตามประสานักเรียนประจำทั่วไป จนปฏิบัติการทวงหนี้กรรมของกิ้งกือมาเริ่มขึ้นเมื่อตอนผมอยู่ ม.3 ผมจำเหตุการณ์นั้นได้ดี (แต่ตอนนั้นผมไม่รู้หรอกครับว่ามันเป็นผลมาจากกรรมชั่วของผมในอดีต) เรื่องก็คือไก่เพื่อนสนิทของผมรีบร้อนจะไปเข้าห้องน้ำ จนวิ่งไปเตะขวดแอลกอฮอล์เช็ดแผลแตกละเอียด เขากะไว้ว่าเข้าห้องน้ำเสร็จแล้วจะกลับมาเก็บกวาดเศษแก้วพวกนั้น ก็เลยตะโกนบอกเพื่อน ๆ ว่าอย่าเข้ามาบริเวณนี้ก่อนที่เขาจะเก็บกวาดเสร็จ บังเอิญผมไม่ได้อยู่ตรงนั้นก็เลยไม่ได้ยินคำเตือน ระหว่างที่ไก่กำลังหาไม้กวาดอยู่ ผมก็ "โอ๊ย!! อะไรวะ" ใช่แล้วครับ ผมเหยียบเศษแก้วเข้าเต็ม ๆ เพื่อน ๆ เข้ามาดูแลและช่วยกันทำแผลให้ผม งงใช่มั้ยครับ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับกิ้งกือ... ยังครับเรื่องยังไม่จบ แผลที่เท้าของผมหายครับ แต่ไม่สนิท มันกลายเป็นแผลเป็นที่มีลักษณะเป็นรูเล็ก ๆ ครับ เป็นรูแห้ง ๆ เวลาที่เดินจะรู้สึกเจ็บแปล๊บ ๆ ผมอดทนอยู่อย่างนั้นราวปีกว่า ๆ เคยพยายามใช้กรรไกรตัดเล็บตัดเนื้อบริเวณที่เป็นรูทิ้ง เพราะคิดว่าเป็นเนื้อที่ตาย พอตัดทิ้งเนื้อที่ขึ้นมาใหม่ก็จะสมบูรณ์ ไม่มีรูปเล็ก ๆ นั้นอีกต่อไป แต่ผลก็คือไม่ว่าจะตัดกี่ครั้งรูเล็ก ๆ นั้นก็ยังคงอยู่ ในที่สุดพอช่วงปิดเทอมหน้าร้อน ผมก็ตัดสินใจกลับบ้านและขอให้แม่พาไปหาหมอ เพราะผมมีปัญหาในการเดินมากขึ้น ผมเดินกะเผลกครับ มันเจ็บทุกครั้งที่ก้าวเท้ายซ้าย เวลาเดินผมก็เลยต้องเขย่งนิด ๆ หมอสรุปว่าในเท้าของผมยังคงมีเศษแก้วฝังอยู่ เวลาที่ผ่านไปนานเป็นปี ทำให้ร่างการสร้างเนื้อมาห่อหุ้มเศษแก้วชิ้นนี้ไว้ เหมือนเป็นตาปลาชนิดหนึ่ง หมอบอกผมว่ามีวิธีรักษาอยู่ 2 แบบให้ผมเลือก แบบที่หนึ่งก็คือ ฉีดยาเข้าไปในแผล ยานี้มีฤทธิ์เป็นกรด มันจะค่อย ๆ เข้าไปสลายก้อนเนื้อนั้น การฉีดยานี้ต้องทำสองถึงสามครั้ง ส่วนวิธีที่สองคือ การเลเซอร์ตัดคว้านเอาเนื้อบริเวณนั้นออก แล้วให้ร่างกายสร้างเนื้อขึ้นใหม่ ผมเลือกวิธีที่สอง เพราะเจ็บตัวแค่ครั้งเดียว

ผมไปโรงพยาบาลตามที่หมอนัด แต่หมอที่ตรวจผมเกิดติดธุระสำคัญก็เลยฝากเรื่องไว้ที่หมออีกคน หมอคนที่สองเกิดลงความเห็นว่าผมควรใช้วิธีที่หนึ่งคือ ฉีดยามากกว่า ตอนนั้นผมกำลังงงครับ หมอให้ทำอะไรก็ทำ มารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่มันเจ็บสุด ๆ ที่เท้านั่นแหละ แล้วหมอคนนี้ก็นัดผมมาฉีดยาเข็มที่สองอีกในเดือนต่อไป นอกจากจะเจ็บแผลแล้วผมยังหงุดหงิดกลับบ้าน เพราะรู้ว่าจะต้องเป็นแบบนี้อีกสามครั้งซึ่งถึงตอนนั้นผมก็ต้องกลับไปเรียนแล้วด้วย วันรุ่งขึ้นผมตัดสินใจกลับไปที่โรงพยาบาลอีกครั้ง คราวนี้โชคดีที่พบหมอคนแรก ผมตัดสินใจขอผ่าตัดด้วยเลเซอร์ในวันนั้นเลย ซึ่งหมอก็ตกลงผมลืมบอกไปว่าผมกลัวเข็มฉีดยา ดังนั้นผมก็เลยเลี่ยงที่จะเจอเข็มให้น้อยที่สุด แต่ในที่สุดผมก็ไม่พ้นเข็มฉีดยาจนได้ เพราะก่อนผ่าตัด(เล็ก) ผมต้องฉีดยาชาก่อนอยู่ดี เอาล่ะครับอย่าเพิ่งเบื่อซะก่อน ในที่สุดผมก็ได้มานอนอยู่บนเตียงผ่าตัดขาผมชาไปแล้วครับ มันรู้สึกอุ่น ๆ ที่เท้า ถึงผมจะไม่เจ็บเพราะฤทธิ์ของยาชาแต่เวลาที่เลือดไหลผมรู้สึกนะครับ คุณคงงงว่าตกลงมันเกี่ยวกับกิ้งกือยังไงใช่ไหมครับ กลิ่นครับกลิ่นเลเซอร์ที่ใช่ผ่าตัดมีความร้อนครับ ตลอดเวลาที่นอนบนเตียง ผมได้กลิ่นเนื้อตัวเองไหม้ มันทำให้ผมนึกถึงกิ้งกือครับ ภาพตอนที่ผมใช้คีมคีบค่อย ๆ คีบกิ้งกือเข้าเตาไฟผุดขึ้นมาเป็นฉาก ๆ หลังจากผ่าตัด ยาชาค่อย ๆ หมดฤทธิ์ ผมเริ่มปวดแผล และแน่นอนที่สุด ผมยังคงเฝ้านึกถึงภาพกิ้งกืออยู่ แผลนี้หายไปในเวลาไม่ถึงเดือน แต่คุณทราบไหม มันไม่ยอมหายสนิทอย่างที่ผมคิด ถึงแม้จะไม่มีเศษแก้วที่ทำให้ผมรู้สึกแปล๊บ ๆ อยู่ในเท้าผมแล้ว แต่เนื่องจากเนื้อเท้าที่ตายถูกตัดออกไปไม่หมดดี ร่างกายก็เลยสร้างเนื้อใหม่ขึ้นมาหุ้มเนื้อที่ตายอีก รูเล็ก ๆ นั้นก็เลยมีโอกาสทักทายผมอีกรอบ แหม! มันอึดจริง ๆ ครับ เรียกว่าการผ่าตัดของผมแทบจะสูญเปล่าเลยที่เดียว โชคดีที่เวลานั้นเกิดมียารักษาตาปลาชนิดน้ำที่รักษาได้เองขึ้นมา ผมก็เลยซื้อมาลองดู เพราะไม่อยากผ่าตัดหรือฉีดยาอีกแล้ว วิธีสุดท้ายนี้เองที่ได้ผลแต่ต้องใช้ความอดทนสูงครับ

ทุก ๆ วัน ผมต้องป้ายยาที่มีฤทธิ์เป็นกรดบนแผล ทิ้งไว้ราวสิบนาทีรอจนยาแห้ง จากนั้นก็ต้องใช้กรรไกรตัดเล็บตัดเนื้อบริเวณนั้นออก แรก ๆ ก็เฉย ๆ ครับ แต่พอสักระยะเนื้อเริ่มบาง คราวนี้ล่ะครับทรมานมาก เวลาป้ายยาทั้งปวดทั้งแสบ ยิ่งเวลาใกล้จะหาย ผมตัดเนื้อที่ทาทิ้งทีไรมักได้เลือดทุกทีแน่นอนว่าทุกครั้งผมนึกถึงกิ้งกือสุด ๆ รวมเวลาทั้งหมดที่ผมทรมานเกือบสามปีครับ ตอนนี้แผลที่เท้าผมหายเป็นปกติแล้ว แต่บาปกรรมที่ก่อไว้กับกิ้งกือครั้งนั้นยังไม่หมด เพราะผมมักมีอุบัติเหตุเกี่ยวกับความร้อนอยู่เสมอ เป็นต้นว่า โดยเตารีดร้อน ๆ นาบ ถูกไฟลวกมือ หรือถูกน้ำมันร้อน ๆ กระเด็นใส่ ถึงไม่มีครั้งไหนที่จะรุนแรงเท่ากับแผลที่เท้า แต่อุบัติเหตุเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ ก็เป็นสิ่งที่ช่วยย้ำเตือนว่าบาปกรรมมีจริง และตามมาสนองเร็วทันใจไม่ต้องรอถึงชาติหน้า หลังจากนั้นเวลาผมทำบุญหรือสวดมนต์ ผมจะแผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร (โดยเฉพาะกิ้งกือ) เป็นประจำ คุณคงอยากรู้เหมือนผมละสิครับ ว่าแล้วเมื่อไรผมจะใช้บาปกรรมของหมดสักที อันนี้ผมก็ตอบไม่ได้ คงต้องไปถามกิ้งกือเองเอง ก็เขาเป็นเจ้านาย เอ๊ย! เจ้ากรรมนายเวรของผมนี่ครับ ผมว่าที่ผมเกิดอุบัติเหตุเกี่ยวกับความร้อนชนิดไม่เลิกรานี่ คงเพราะเจ้ากรรมนายเวรของผมรอเข้าแถวรอคิวเล่นงานผมกันยาวเฟื้อย อย่าถามว่ากี่ตัวนะ...โธ่! ก็บอกแล้วว่าหลายฤดูฝน นับตัวไม่ถ้วน นับจำนวนไม่ได้ "คุณบริบูรณ์ เชิญที่ห้องทำแผลเลยค่ะ" อ้าว! กำลังคุยกับคุณเพลิน ๆ ผมคงตต้องไปแล้วครับ คุณพยาบาลเรียกแล้ว อะไรนะครับ? อ๋อ!...แผลที่หน้า ...ก็เหมือนเดิมครับ ตอนนี้เปิดหม้อน้ำรถยนต์ดู ลืมระวังตัวเลยโดนไอน้ำร้อน ๆ พุ่งใส่...โธ่!...แค่ซีกหน้าขวาทั้งหน้าแค่นี้ไม่ถือว่าเรื่องใหญ่หรอกครับ...อุ๊ย! คุณพยาบาลเรียกอีกแล้ว...ผมต้องไปแล้วนะครับ ไว้มีโอกาสคงได้คุยกันอีก สวัสดีครับ...

iFandKo

วันจันทร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547