Make your own free website on Tripod.com

เจ้ากรรม นายเวร

เมื่อปี 2526 ดิฉันได้เดินทางไปอำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อจัดงานศพมารดาของสามี โดยที่บ้านของมารดาสามีฉันอยู่ชนบท การจัดงานจึงนิยมจัดงานแบบชนบท ไม่มีการจ้างเหมาทำอาหารหรืออะไรทั้งนั้น พึ่งพาอาศัยบ้านใกล้เรือนเคียง บรรดาเพื่อนบ้านจะมาช่วยพวกลูกหลานหุงหาอาหาร ซึ่งที่ขาดไม่ได้แน่นอน คือการนึ่งข้าวเหนียว ดิฉันเองก็ทำหน้าที่ของลูกสะใภ้ที่ดี ตื่นตั้งแต่ตีสี่ลงไปช่วยกลุ่มแม่บ้านเขาทำกับข้าวและนึ่งข้าวเหนียวโดยใช้ลานหลังบ้านเป็นสถานที่ประกอบอาหาร ช่วยกันตั้้งโต๊ะตั้งเตาขึ้นมา เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อนึ่งข้าวเหนียวมาจนถึงหวดสุดท้าย (คนอีสานเขาเรียกที่นึ่งข้าวเหนียวว่าหวด) ดิฉันก็ถามเพื่อนบ้านที่มาช่วยงานว่าพอหรือยัง จะนึ่งต่ออีกหรือไม่ เขาบอกว่าพอแล้ว แล้วเขาก็ยกเอาหวดที่ใส่ข้าวออก เหลือแต่หม้อนึ่งด้านล่างที่มีน้ำเต็มเดือดพล่าน ด้วยความปรารถนาดีของดิฉัน เกรงว่าหากหม้่อนึ่งคว่ำ แม่ครัวทั้งหลายจะถูกน้ำร้อนในหม้อนึ่งลวกเอา ดิฉันจึงยกหม้อน้ำขึ้น เหลียวซ้ายแลขวาหาที่เทน้ำร้อนทิ้ง พลันดิฉันก็มองไปเห็นหลุม ๆ หนึ่งขนาดกว้างพอประมาณ อยู่ตรงกอต้นกล้วยข้างลานที่พวกเราทำอาหารกันนั่นเอง น่าจะเป็นหลุมที่เขาขุดเอาไว้สำหรับเทน้ำทิ้งจากการล้างถ้วยล้างจานหรือจากการทำอาหาร เพื่อที่่จะได้ไหลลงไปรวมกันก้นหลุมไม่เลอะเทอะพื้นดินเป็นแน่ คิดได้ดังนั้น ดิฉันก็ยกหม้อนึ่งที่มีน้ำร้อนกำลังเดือดจัด เทลงไปในหลุมนั้นทันที ทันทีที่น้ำกระทบพื้น คุณพระคุณเจ้าช่วย! เสียงลูกหมาเล็ก ๆ ส่งเสียงร้องระงม ดิฉันตกใจ ทุกคนในที่นั้นต่างก็ตะลึง และยิ่งตะลึงเมื่อเห็นแม่สุนัขร้องพร้อมกับกระโจนออกจากหลุมอย่างตกใจเพื่อหนีความร้อน ที่จริงหลุมนั้นเป็นหลุมที่สุนัขแม่ลูกอ่อนมาขุดไว้สำหรับคลอดลูก! ดิฉันคาดไม่ถึงจริง ๆ เพราะไม่เคยเห็นสุนัขคลอดลูกในหลุมมาก่อน ดิฉันอยู่ในเมือง ถ้าใครเลี้ยงสุนัขและสุนัขจะคลอดลูก ก็มักจะหากล่องกระดาษใหญ่ให้อยู่ ดิฉันตกใจอยู่ไม่กี่วินาทีก็ตั้งสติได้ รีบตักน้ำเย็นในโอ่งเทใส่ลงไปในหลุมทันที สัญชาตญาณของความเป็นแม่ ไม่ว่าคนหรือสัตว์ ไม่แตกต่างกันแม้แต่น้อย แม่สุนัขที่กระโจนออกจากหลุมด้วยความตกใจก็ตั้งสติได้เช่นกันมันหยุดชะงัก แล้วหันกลับวิ่งกระโจนกลับมายังหลุม แล้วลงไปคาบลูกของมันขึ้นมาทีละตัว ทีละตัว บางตัวก็ขาดใจตายทันที แต่บางตัวก็ยังมีชีีวิต ส่งเสียงครางด้วยความเจ็บปวดน่าสงสาร ดิฉันมองภาพนั้นแล้ว ไม่อาจกลั้นน้ำตาอยู่ได้ ต้องร้องไห้เพราะสะเทือนใจที่สัตว์มันรักลูกของมัน และเสียใจเหลือเกินที่ดิฉันได้ทำร้ายลูกสุนัขที่ไร้เตดียงสาเหล่านั้น ดิฉันได้แต่ร้องไห้ ไปจุดธูปกราบหน้าศพแม่สามีของดิฉัน และพร่ำบอกท่านว่าดิฉันขอโทษ ดิฉันไม่ได้มีเจตนา ไม่ได้ตั้งใจทำ ดิฉันไม่รู้จริง ๆ จนหลวงน้าซึ่งเป็นน้องของแม่สามีดิฉัน ผู้ซึ่งได้บวชเรียนตั้งอายุ 12 ปี ได้เข้ามาบอกดิฉันให้ขออโหสิต่อลูกสุนัขที่ตายและบาดเจ็บเสีย ดิฉันจึงจุดธูปบอกสุนัขเหล่านั้น ว่าดิฉันไม่ได้มีเจตนา อย่าถือโทษดิฉันเลยอโหสิให้ดิฉันด้วยเถิด ขออย่าได้มีเวรกรรมต่อกันเลย หลังจากเหตุการณ์วันนั้นผ่านไป ปรากฏว่าลูกสุนัขทนไม่ไหว ตายหมดทั้ง 7 ตัว ดิฉันไม่ทราบจะทำอย่างไร ได้แต่ร้องไห้ด้วยความสงสารและสำนึกผิดเป็นที่สุด

จนกระทั่งปี 2528 วันนั้นเป็นวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นวันที่จัดให้มีตลาดนัด ดิฉันก็ไปเดินเล่นตามปกติ ด้วยนิสัยแม่บ้าน ดิฉันก็เดินดูสินค้าไปเรื่อย ๆ จนไปเจอลูกสุนัขสีขาว 2 ตัวอยู่ในกล่องกระดาษ วางอยู่ข้าง ๆ ยายที่กำลังนั่งขายของอยู่ โดยปกติดิฉันไม่เคยชอบเลี้ยงสัตว์ เพราะเราไม่มีเวลาเอาใจใส่ดูแล ต้องไปทำงาน ไปราชการติดต่อกันหลาย ๆ วัน ดิฉันคิดว่าถ้าเราเอาเขามาเลี้ยงแล้วดูแลไม่ดีก็อย่าเลี้ยงดีกว่า ลูกสุนัข 2 ตัวนี้ก็เช่นกัน ตอนแรกดิฉันมองดูมันแล้วก็เดินผ่านไป แต่แปลกทั้ง ๆ ที่ดิฉันเดินผ่านมันไปแล้ว กลับมีความรู้สึกเหมือนกับว่าถูกมองตาม และภายใต้จิตลึก ๆ เหมือนกับมีเสียงเรียก ทำให้ดิฉันต้องเหลียวกลับไปมอง จนสบตาเข้ากับลูกสุนัข 2 ตัวนั้นเข้าอย่างจัง มันกำลังเขย่งเกาะกล่องกระดาษ มองตาแป๋วมาที่ดิฉัน แววตานั้นทำให้ดิฉันต้องเดินเข้าไปหามันและนั่งยอง ๆ ถามคนขาย

"ยายคะ ลูกสุนัข 2 ตัวนี้ ยายเอามาเลี้ยงหรือว่าเอามาขายคะ"

"เอามาขายจ๊ะ" ยายตอบ

"ตัวละเท่าไหร่คะยาย"

"ตัวละ 250 บาทจ๊ะ"

ดิฉันมองหน้าลูกสุนัข เกิดความรักชนิดที่ไม่เคยนึกรักลูกสุนัขที่ไหนแบบนี้มาก่อน สุนัขสองตัวหน้าตาน่าเอ็นดูทั้งคู่ ตัวใหญ่เป็นตัวผู้ ยายบอกว่าเป็นพันธุ์สปิทช์ผสม ส่วนตัวเล็กที่เป็นตัวเมียนั้น เป็นพันธุ์ปักกิ่งผสม อายุ 5 เดือน ดิฉันลองล้วงกระเป๋าสตางค์ดู วันนั้นดิฉันมีเงินติดตัวไปแค่ 200 บาท

"ยาย ตัวละ 200 บาทได้ไหมตัวเล็กนี่"

"ไม่ได้หรอกหนู ตัวละ 250 ลดไม่ได้ ถ้าเอาทั้งคู่ถึงจะลดให้เหลือ 450 บาท เอาไปทั้งคู่เถอะหนู เขาจะได้มีเพื่อนอยู่ด้วยกัน"

ดิฉันมีเงินพอที่จะซื้อได้เพียงตัวเดียว และมีเงินอยู่เพียง 200 บาทด้วย จึงต้องขอยืมเพื่อนซึ่งทำหน้าที่จราจรอยู่หน้าตลาดอีก 50 บาท ขณะที่ดิฉันอุ้มลูกสุนัขตัวเล็กขึ้นมาเพื่อจะเอากลับบ้าน ดิฉันรู้สึกว่า ลูกสุนัขอีกตัวมันมองตามเขม็ง เหมือนจะต่อว่าดิฉันว่าไม่เอามันมาด้วย จนเดินออกมาแล้ว ดิฉันแอบหันหลังกลับไปมองอีกครั้ง ยังเห็นมันมองตามดิฉันด้วยสายตาตัดพ้อ ในที่สุดดิฉันก็ทนแววตานั้นไม่ไหว จึงตัดสินใจเดินไปขอยืมเงินเพื่อนอีก 200 บาท แล้วกลับไปหาเจ้าลูกสุนัขตัวนั้นอีกครั้ง ดิฉันเอาลูกสุนัข 2 ตัวใส่ในตะกร้าหน้ารถจักรยานยนต์แ้ล้วขี่กลับบ้านแปลกมากที่ลูกสุนัขทั้งคู่ไม่ตะกายออกจากตะกร้าเลยทั้ง ๆ ที่เพิ่งพบกัน และตลอดเส้นทางกลับบ้านระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร มันนั่งนิ่งไม่ซุกซนเลย พอถึงบ้าน ดิฉันก็เรียกลูก ๆ ออกมา ดิฉันมีลูก 3 คนกำลังวัยรุ่น เรียนอยู่ชั้น ม.2 ม.3 และ ม.4 พวกแกมองดูตะกร้าหน้ารถด้วยสีหน้าตื่นเต้น "แม่ไปเอาลูกสุนัขที่ไหนมา" "แม่ซื้อมา ลูก ๆ พามันไปอาบน้ำด้วยนะ" ว่าแล้วดิฉันก็อุ้มลูกสุนัขตัวเล็กให้ลูกสาวคนเล็ก "ตัวนี้ชื่อจูดี้แล้วกันนะลูก" จากนั้นก็อุ้มตัวใหญ่ส่งให้ลูกชาย "ส่วนตัวนี้ชื่อเจ้าจอร์แดน เอาไปอาบน้ำฟอกสบู่ เช็ดตัวให้แห้ง เลี้ยงให้เหมือนน้องพวกหนูเลยนะ" ดิฉันเดินเข้าไปหยิบสบู่และผ้าเช็ดตัวผืนเล็กของดิฉันเอง แล้วส่งให้ลูก ๆ จัดการกับลูกสุนัข 2 ตัว แปลกจริง ๆ ทั้ง ๆ ที่ลูกสุนัขเพิ่งจะกลับบ้านไม่กี่นาที แต่เชื่อหรือไม่ว่ามันรู้ภาษามาก ๆ อาบน้ำก้อไม่ร้อง ไม่หนี ยืนเฉย ๆ จนเสร็จ "เช็ดตัวให้แห้งก่อนเอาขึ้นไปเล่นบนบ้านนะลูก ถ้าจะให้ดีเอาไปตากแดดเล่นที่สนามหญ้าเสียก่อน เดี๋ยวแม่จะไปซื้อเศษเนื้อมาต้มให้มันกิน" ดิฉันสั่งแล้วก็ขี่จักรยานยนต์ออกจากบ้านไปที่ตลาดสด ดิฉันมาหยุดที่หน้าแผงขายเนื้อในตลาด เห็นหม้อน้ำร้อนขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนเตาอั้งโล่เตาใหญ่หน้าแผง ควันที่กำลังฉุยบอกให้รู้ว่าเนื้อต้มเบื่อยในหม้อกำลังเดือดพล่าน แต่ดิฉันไม่ได้คิดจะซื้อ เพราะต้มเปื่อยจะมีกลิ่นเครื่องเทศด้วย ตั้งใจจะซื้อเศษเนื้อไปต้มเอง ไอร้อนจากเตาและหม้อออกจะร้อนอาการอยู่ดิฉันจึงเดินเลี่ยงไปอีกทาง แต่แล้วเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น จู่ ๆ หม้อต้มเปื่อยหม้อนั้นก็ล้มลงมาทางดิฉันโดยไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยและไม่มีสาเหตุใด ๆ ทั้งสิ้น เสียงโครมของหม้อดังขึ้นพร้อมเสียงหวีดของดิฉัน น้ำเดือด ๆ ในหม้อราดลงบนท่อนล่างของร่างกายดิฉันลงไปจนถึงเท้าไม่รู้ด้วยอารามตกใจหรือด้วยอะไรกันแน่วินาทีนั้นดิฉันร้องออกมาโดยไม่รู้ตัว "หายกันแล้ว" พอพ่อค้าแม่ขายในตลาดสดหายจากตกตะลึงแล้ว ต่างก็กรูกันเข้ามาช่วยบ้างเอาไข่มาถูขา บ้างก็เอาน้ำปลาหรือเอายาสีฟันมาทาถูให้ดิฉัน ขาดิฉันเริ่มแดงและปวดแสบปวดร้อนมาก วันนั้นสวมขาสั้นไปตลาดเสียด้วยจึงโดนน้ำร้อนลวกเต็มที่

สักครู่ เจ้าหน้าที่ตำรวจที่รักษาความปลอดภัยบริเวณตลาดก็เดินเข้ามาหาและถามว่าดิฉันจะเอาอย่างไร หมายถึงว่าจะเอาเรื่องกับแม่ค้าหรือเรียกร้องค่าเสียหายไหม ดิฉันบอกว่าดิฉันไม่ติดใจจะเอาเรื่องอะไรทั้งสิ้น เพราะแม่ค้าเขาก็ไม่ได้ทำอะไร จู่ ๆ หม้อมันล้มลงมาเอง ตำรวจจึงพาดิฉันกลับมาส่งที่บ้านและให้สามีดิฉันนั่งรถกลับไปเอารถจักรยานยนต์ที่ตลาด ทันทีที่ดิฉันนั่งลงที่เก้าอี้หน้าบ้าน เจ้าลูกสุนัข 2 ตัวก็วิ่งมาหมอบอยู่ข้าง ๆ แล้วมองดิฉันตาแป๋ว แววตาของมันสะกิดให้ดิฉันนึกถึงเหตุการณ์ในอดีตขึ้นมาทันที เหตุการณ์ที่ดิฉันเทน้ำรอนลงไปในหลุมสุนัขแม่ลูกอ่อน จนลูกสุนัขตายไปถึง 7 ตัว ดิฉันน้ำตาคลอ เอามือลูบหัวสุนัขทั้งคู่ แล้วพูดกับมันว่า "ขอให้เวรกรรมที่เรามีต่อกันสิ้นสุดกันเพียงนี้นะ ต่อไปนี้ฉันจะเลี้ยงดูพวกแก่ให้เหมือนลูกฉันเลย" ตั้งแต่นั้นมา ดิฉันก็เลี้ยงดูลูกสุนัข 2 ตัวนั้นเป็นอย่างดี มันเป็นสุนัขที่น่ารัก ว่านอนสอนง่าย ไม่ดื้อไม่ซนเลย มันอยู่กับครอบครัวของดิฉันได้ประมาณ 7 ปีก็ตายจากไป หลังจากนั้นก็จะมีลูกสุนัขพลัดหลงเข้ามาอยู่ในบ้านดิฉันอยู่เรื่อย ๆ บางตัวก็มาอยู่ 4-5 วัน บางตัวก็ 2-3 เดือน มาให้ดิฉันเลี้ยงดูให้ข้าวให้น้ำอยู่ชั่วระยะหนึ่งแล้วก็หายไปโดยดิฉันก็ไม่ทราบว่าพวกมันมาจากไหนและหายไปไหน ทุกวันนี้ดิฉันไม่ได้เลี้ยงลูกสุนัขแล้ว และก็ไม่เคยนึกรักลูกสุนัขตัวไหนจนต้องวิ่งพล่านมาซื้อมาเลี้ยง เหมือนเจ้า "จูดี้" และ "จอร์แดน" ลูกสุนัขตาแป๋ว 2 ตัวนั้นอีกเลย คุณว่าพวกมันคือ "เจ้ากรรมนายเวร" ของดิฉันหรือเปล่าค่ะ ?

iFandKo

วันพุธที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547