Make your own free website on Tripod.com

ลุงแม้น

"เอ้า ๆๆๆ เร็ว ๆๆ อ้าว...โอ้ว.... โธ่เว้ย! อุตส่าห์เลือกตัวที่หน่วยก้านดีที่สุด มีแววที่สุดแล้วแท้ ๆ ยังมาแพ้อีก น่าเบื่อจริง ๆ" ลุงแม้นบ่นแสดงถึงอาการเสียอารมณ์อย่างมาก นี่คือบรรยากาศของการแข่งขัน หนูวิ่งไฟ หนูนาตัวน้อยหลายตัวถูกซุบด้วยน้ำมันเบนซินแล้วจุดไฟให้ลุกท่วมตัว ความร้อนจะบังคับให้มันพยายามวิ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูงสุดกำลังของมัน วิ่งสุดชีวิตบนลู่วิ่งซึ่งทำจากไม้กระดานอัด ภูมิปัญญาชาวบ้านที่ดัดแปลงมาจากรางแข่งรถขนาดเล็ก ที่เด็ก ๆ นิยมเล่นกัน โดยไม่รู้ว่าเบื้องหน้าของพวกมันนั้นคือทางตัน! เมื่อใดที่พวกมันตัวใดตัวหนึ่งวิ่งไปจนถึงทางตันของลู่วิ่งก่อน นั่นก็หมายถึงเจ้าหนูตัวนั้นเป็นผู้ชนะ และเกมก็จะสิ้นสุดลงพร้อมกับชีวิตหนูทั้งหมดที่เข้าแข่งขัน เพราะเมื่อพบกับทางตันแล้ว พวกมันก็ยังหยุดวิ่งไม่ได้ เนื่องจากเปลวไฟที่ลุกอยู่บนร่างของพวกมันนั้นยังไม่มอดดับลง ระบบทางเดินหายใจของมันยังคงทำงาน ควานหาก๊าซออกซิเจนเข้าสู่ปอด ทำให้พวกมันต้องดิ้นรนต่อไปภายใต้เปลวเพลิงอันร้อนระอุที่ลุกเผาร่างกายอยู่อย่างที่ไม่ยอมดับลงง่าย ๆ "หลีกหน่อยเร็ว หลีก ๆ" ชายคนหนึ่งหิ้วถังน้ำมา พยายามเบียดแทรกผู้ชมทั้งหลายที่มาลุ้มการรแข่งขันแลกด้วยชีวิตของหนูเหล่านั้นด้วยความสนุกสนานระคนเวทนา ชายคนนั้นเทน้ำในถังที่หิ้วมารดลงบนตัวของหนูที่มีไฟลุกท่วม บางตัวทนทรมานจากความร้อนและความเจ็บปวดไม่ไหว ลงนอนนิ่งปล่อยให้ร่างไร้วิญญาณถูกเปลวไฟไหม้ต่อไปก็มี พวกที่ยังไม่ตายพอโดนน้ำเข้าก็ชักกระแด่ว ๆ กันถ้วนหน้า อย่างน้อยก่อนตายพวกมันยังมีโอกาสได้สัมผัสความชุ่มเย็น เป็นเหมือนความปราณีครั้งสุดท้ายจากมวลมนุษย์ชาติที่มอบให้ก่อนพวกมันจะสิ้นลม ภาพเหตุการณ์ครั้งนั้นติดตาฝันใจผมมาจนถึงทุกวันนี้ และเมื่อนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาเมื่อใด ทำให้ผมนึกถึงลุงแม้นของผมขึ้นมาทุกที

การแข่งขันสุดพิลึกพิลั่นนั้น จะจัดขึ้นในช่วงหน้านาเป็นประจำทุกปี ซึ่งเป็นเวลาเดียวกันกับที่ผมปิดเทอมพอดี ขณะนั้นผมเรียนอยู่ประมาณชั้น ป.6 เห็นจะได้ ทุกครั้งที่ปิดเทอมคุณพ่อคุณแม่มัีกจะพาผมไปฝากไว้ที่บ้านลุงแม้นเสมอ เพราะทั้งคู่นั้นต้องออกไปทำงานนอกบ้าน เลยเกรงว่าผมจะไม่มีคนดูแล จึงทำให้ผมมีโอกาสได้เห็นบรรยากาศของการแข่งขันหนูวิ่งไฟที่สุดแสนจะทารุณนี้ ลุงแม้นมีอาชีพเป็นชาวนา อาศัยอยู่นอกตัวเมืองของจังหวัดที่ผมอยู่ ที่นั่นมีอากาศดีและมีที่กว้างให้วิ่งเสมอมากมายซึ่งต่างจากที่บ้านของผมมาก ด้วยความที่ลุงแม้นแกเป็นชาวนา จึงเป็นเรื่องธรรมดาของชาวนาที่จะต้องประสบกับปัญหาศัตรูพืชมาทำลายต้นข้าว และหนึ่งในศัตรูตัวร้ายนั้นก็คือเจ้าหนูนาตัวดีนี่แหละครับ พวกมันมีจำนวนมากมายเหลือเกินจนปราบปรามกำจัดไม่หมดสิ้น อาหารการกินของคนในละแวกนั้น แทบจะเรียกได้ว่าเนื้อหนูนาที่เอามาทำอาหารกินนั้นหาง่ายเสียยิ่งกว่าเนื้อหมูเนื้อไก่เสียอีก แต่ผมไม่กินด้วยหรอกนะ เพราะยังติดภาพของหนูที่มักพบตามห้องเก็บของและกองขยะที่บ้านผม ผมคิดว่ามันสกปรกจึงกินไม่ลง ลุงแม้นต้องคอยหาเนื้อหมูเนื้อไก่มาให้ป้าจันทร์ ภรรยาของแกทำกับข้าวให้ผมกินต่างหาก เท่าที่ผมรู้จักลุงแม้นมา แกเป็นคนที่มีนิสัยเรียบง่าย รักสนุกและมักมีเรื่องตลกมาเล่าให้ฟังได้ไม่เบื่อเสมอ และแกยังถือเป็นชาวนาที่ขยันขันแข็งคนหนึ่งเชียวล่ะ แต่เสียอยู่อย่างเดียวคือแกไม่ค่อยสนใจเชื่อเรื่องบาปบุญคุณโทษเท่าไร จึงไม่ค่อยได้เข้าวัดเข้าวากับเขาหากไม่จำเป็นจริง ๆ ส่วนใหญ่ก็จะมีป้าจันทร์เท่านั้นแหละที่เข้าวัดทำบุญตักบาตรอยู่เป็นประจำ ลุงแม้นแกไม่เคยกลัวการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต มักจะหาสัตว์ป่าแปลก ๆ มาทำอาหารกินเสมอ โดยที่แกเป็นคนลงมือฆ่าเองกับมือทุกครั้ง ผมจึงได้เห็นการฆ่าสัตว์ด้วยฝีมือของแกอยู่บ่อย ๆ มีอยู่ครั้งหนึ่ง ลุงแม้นกลับจากทำงานในตอนเย็นพร้อมกับหิ้วไก่ป่ามาตัวหนึ่ง ผมได้ยินเสียงไก่ร้องดังลั่นบ้าน จึงวิ่งออกไปดู ทำให้ผมได้เห็นกับภาพที่น่าสยดสยองอย่างยิ่ง ลุงแม้ันจับขาของมันไว้แน่นแล้วปล่อยหัวให้ห้อยลง จากนั้นก็ใช้ใบมีดโกนบรรจงปาดลงที่บริเวณลำคอไก่ตัวนั้น เลือดจากลำคอไก่ค่อย ๆ ไหลผ่านบาดแผลร่วงลงในชามที่เตรียมมารองรับไว้อยู่ก่อนแล้ว มันพยายามส่งเสียงร้องและดิ้นรนด้วยการกระพือปีก แต่ก็ดูเหมือนจะเป็นความพยายามที่ไร้ผล เสียงร้องของมันค่อย ๆ แผ่วบางลงเรื่อย ๆ พร้อมกับจังหวะชีพจร ก่อนที่มันจะหยุดนิ่งไปในที่สุด หลังจากที่ต้องผจญกับความตกใจกลัว ดิ้นรนและร้องเสียงดังจนเหนื่อยอ่อนมาเป็นเวลานาน บัดนี้มันคงไม่ต้องดิ้นรนอีกต่อไปแล้ว หลังจากนั้นลุงแม้นก็โยนร่างไร้วิญญาณของมันไว้ในครัว ปล่อยให้ป้าจันทร์ทำหน้าที่ถอนขาเพื่อนำไปประกอบอาหาร พอผมอาบน้ำอาบท่าเสร็จเรียบร้อย ก็ได้เวลาอาหารเย็นพอดี ป้าจันทร์ยกหม้อปริศนาใบหนึ่งออกมาจากครัว "มาแล้วจ้า แกงเขียนหวานร้อน ๆ กำลังน่ากินเชียว" ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเนื้อไก่ขาว ๆ ที่ใส่มาในแกงหม้อนั้นมาจากไหน ป้าจันทร์เอาหม้อวางลงบนโต๊ะอาหารอย่างระมัดระวัง แล้วก็ตักแกงราดลงบนข้าวสวยร้อน ๆ สามจานที่รอท่าไว้อยู่ก่อนแล้ว ซึ่งนั่นก็หมายรวมไปถึงจานของผมด้วย "เอ้า...รีบกินเข้าสิ ประเดี๋ยวก็เย็นชืดหมดพอดี" ลุงแม้นพูด ผมได้แต่ยิ้มแหย ๆ เย็นนั้นผมจึงต้องจำใจกินข้าวแกงเขียวหวานไก่ตัวนั้นอย่างกระอักกระอ่วนทั้ง ๆ ที่ภาพเหตุการณ์ไก่เป็น ๆ จบชีวิตลงต่อหน้าต่อตายังอยู่ในความของผม ถึงแม้ว่าแก่งเขียวหวานที่ป้าจันทร์ทำนั้นจะมีรสชาติดีแค่ไหน แต่ก็ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกอร่อยลิ้นไปด้วยเลย ผมต้องทนฝืนกินทั้งที่ไม่สบายใจและรู้สึกหดหู่อย่างที่สุด เพราะไก่ตัวนั้นยังตามมาหลอกหลอนผมทุกคำที่กลืนข้าวลงคอ มิหนำซ้ำยังปรากฏชิ้นส่วนให้เห็นอยู่ในจานข้าวตรงหน้าผมด้วย หลังจากที่กล้ำกลืนกินข้าวจนหมด ผมเข้าไปคุยกับลุงแม้นที่นั่งรับลมอยู่ตรงชานบ้าน "ลุงแม้นครับ ลุงฆ่าไก่ตาย ไม่รู้สนึกอะไรบ้างเลยหรือครับ?" "โธ่เอ๋ย! เด็กโง่ เอ็งไม่รู้อะไร สัตว์พวกนั้นมันเกิดมาเพื่อเป็นอาหาร เกิดมาเพื่อถูกล่า ถ้าหากไม่ฆ่ามันแล้วจะเอาอะไรกินล่ะ ถูกไหม?" แกตอบแบบยิ้ม ๆ "แล้วลุงไม่กลัวเรื่องบาปกรรมหรือครับ?" "จะไปกลัวมันทำไม ของแบบนั้นน่ะ มองก็ไม่เห็น มีจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ หรือเอ็งเคยเห็นวะ สำคัญแค่เราไม่ไปทำให้ใครต้องเดือดร้อนก็แล้วกัน เท่านั้นก็พอแล้ว อย่าไปคิดมากเลย อย่างน้อยมันก็ทำให้เอ็งอิ่มท้องไม่ใช่รึ เดี๋ยวคราวหน้าลุงจะทำนกผัดเผ็ดให้กินอีก รับรองว่าต้องอร่อยเหาะแน่ ๆ นกน่ะทำง่ายยิ่งกว่าไก่เสียอีก เอ็งเชื่อไหม? แค่จับเอามาหัวฟาดพื้นที่เดียวก็ถอนขนมาทำกินได้แล้ว" ลุงแม้นพูดด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ จากนั้นแกก็ขอตัวไปอาบน้ำก่อน ปล่อยให้ผมนั่งสับสนเพียงลำพังว่า จะเชื่อใครดี ระหว่างพระที่ครูทางโรงเรียนเคยนิมนต์ให้มาเทศน์เรื่องเกี่ยวกับเวรกรรม กับคำพูดของลุงแม้นเมื่อสักครู่

วันรุ่งขึ้น ลุงแม้นชวนผมไปที่บ้านของลุงแก้วที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านของแกนัก บอกว่าจะพาไปดูอะไรที่น่าตื่นตาตื่นใจยิ่งกว่าเมื่อวานนี้อีก "วันนี้ที่บ้านลุงแก้วจะมีการล้มวัว เอ็งจำลุงแก้วได้ไหม" "จำได้ครับ แต่ไอ้คำว่าล้มวัวนี่มันหมายความว่าอย่างไรหรือครับ" "เดี๋ยวเอ็งได้เห็นก็จะรู้เองแหละน่า" เมื่อไปถึง ผมเห็นวัวตัวหนึ่งถูกแยกออกมาขังเดี่ยวในคอกเล็ก ๆ คงเป็นวัวเคราะห์ร้ายที่จะถูกล้มในวันนี้นั่นเอง แต่ดูเหมือนว่าคอกที่จองจำมันอยู่นั้น จะถูกสร้างขึ้นมาเป็นพิเศษเพื่อการนี้โดยเฉพาะ "แหม...น่าเสียดายนะ วันที่เขาแข่งหนูวิ่งไฟกันน่ะ ข้าอุตส่าห์วางเดิมพันข้างเอ็งไว้ กลับแพ้เสียนี่ เล่นเอาเสียหายกันไปหลายทีเดียว" "งั้นหรือ ต้องขอโทษด้วยนะที่ทำให้เอ็งต้องผิดหวัง เอาไว้คราวหน้าข้าจะแก้ตัวใหม่ จะไม่ทำให้ผิดหวังอีกเป็นครั้งที่สองแน่นอน คอยดูเอาเถอะ" ลุงทั้งสองคุยกันระหว่างทางขณะที่เดินไปยังคอกที่ขังเจ้าวัวตัวนั้นอยู่ สีหน้าของมันดูท่าทางเศร้างสลด ซึ่งสามารถสังเกตได้จากแววตามทั้งสองของมัน ตอนนี้ผมเริ่มจะเดาออกได้ลาง ๆ ถึงความหมายของคำว่า "ล้มวัว" เมื่อวัวตัวนั้นเห็นว่ามีคนเดินเข้ามาใกล้ ราวกับมันจะรู้ชะตากรรมของตัวเองว่าความตายนั้นใกล้เข้ามาถึงตัวแล้ว มันส่งเสียงร้อง "มอ... มอ..." ดังลั่น พร้อมกับพยายามตะเกียกตะกายให้หลุดพ้นจากคอก แต่จะเป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อขาทั้งสี่ของมันถูกเชือกมัดไว้กับเสาอย่างแน่นหนา! ผมสังเกตเห็นว่ามีน้ำใส ๆ ไหลออกมาจากดวงตามันด้วย พร้อมกันกับที่ระบบขับถ่ายของมันก็ทำงานปลดปล่อยของเสียในร่างกายออกมาเป็นครั้งสุดท้าย มาถึงตอนนี้มันคงรู้แล้วว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่จะดิ้นรนอีกต่อไป มันหยุดนิ่ง ลุงแม้นหยิบค้อนเหล็กขนาดใหญ่ที่ลุงแก้วเตียวไว้ให้ขึ้น ความหมายของคำว่ำ "ล้มวัว" เริ่มชัดเจนแจ่มแจ้งขึ้นมาในใจผม ไม่ต้องมีใครบอกก็รู้ว่าแกกำลังจะทำอะไร ไวยิ่งกว่าความคิด แกฟาดค้อนลงบนบริเวณหน้าผากของเจ้าวัวเคราะห์ร้ายด้วยความรุนแรงและแม่นยำ "มอออ..." วัวชะตาขาดส่งเสียงร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด แต่มันยังคงไม่ล้ม บริเวณหน้ายากของมันมีรอยแตกเป็นแผลใหญ่ เลือดไหลออกมากลบใบหน้าและไหลร่วงลงกระเด็นกระจายเต็มไปหมด ดวงตาของมันจ้องเขม็งไปที่ลุงแม้น แสดงออกถึงความแค้นใจที่สุด "ไหนขอดูหน่อยสิ ว่าเอ็งจะอึดสักแค่ไหน คราวนี้ถ้าหากยังทนอยู่ได้ก็ให้มันรู้ไป ลุงแม้นพูด แล้วแกก็กระหน่ำค้อนฟาดเปรี้ยงลงบนจุดเดิมอีกครั้งอย่างไร้ความปราณี เป็นจริงตังที่แกว่า คราวนี้มันไม่มีเสียงร้องแม้แต่น้อย มันทรุดฮวบลงกองกับพื้น ร่างของมันสงบนิ่งไร้ความเคลื่อนไหว ภาพเหตุการณ์ที่ผมได้เห็นนั้น ทำเอาผมถึงกับนอนไม่หลับเลย เสียงค้อนกระทบกะโหลกเจ้าวัวตัวนั้นยังดังอื้ออึงอยู่ในสมองของผม ช่างเป็นภาพที่น่าสยดสยองยิ่งนัก

หลังจากนั้นอีกไม่กี่วัน ก็จะถึงวันเปิดเทอม คุณพ่อจึงมารับผมกลับบ้านเพื่อเตรียมตัวกลับไปเรียนหนังสือตามปกติ เืทอมนี้เป็นเทอมสุดท้ายของ ป.6 แล้ว ผมจึงต้องเรียนหนักขึ้นกว่าเดิม บางวันก็ต้องอยู่เรียนพิเศษ ปกติหลังเรียนพิเศษ คุณพ่อจะมารอรับผมตอนหกโมงเย็น แต่มีอยู่วันหนึ่ง คุณพ่อมารับผมช้ากว่าปกติ ผมมารู้เหตุผลระหว่างนั่งรถกลับบ้าน เมื่อคุณพ่อแจ้งข่าวร้ายที่น่าตกใจให้ผมฟังว่า ลุงแม้นประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อตอนเย็นวันนี้ อาการอยู่ในขั้นสาหัส ฟังดูแล้วแทบไม่น่าเชื่อ เพราะปกติลุงแม้นแกเป็นคนที่ระมัดระวังในการขับรถมาก คุณพ่อบอกว่าอีกสองวันผมถึงจะเยี่ยมลุงแม้นได้ ตอนนี้ลุงแม้นยังไม่พ้นขีดอันตราย คุณหมอยังไม่อนุญาตให้เยี่ยม หลังจากนั้นอีกสองวัน ลุงแม้นอาการดีขึ้น คุณพ่อจึงมารับผมไปเยี่ยมลุงแม้นที่โรงพยาบาล พอไปถึงก็เจอคุณแม่กับป้าจันทร์อยู่ที่นั่นแล้ว ภาพลุงแม้นที่นอนหลับอยู่ในห้องผู้ป่วยฉุกเฉิน มีสายน้ำเกลือรุนรัง มีสายยางอยู่ที่จมูกที่ปาก ผ้าพันแผลที่พันทั่วทั้งหัวแล้วทั่วร่างยังมีรอยเลือดไหลซึมออกมาเป็นหย่อม ๆ บ่งบอกได้เลยว่ามันเป็นอุบัติเหตุที่รุนแรงมากทีเดียว "ทำไมลงแม้นถึงได้เจ็บสาหัสมากถึงขนาดนี้ล่ะครับป้าจันทร์" ผมถาม "สงสัยว่าลุงเขาจะหลับในน่ะ วันที่เกิดเหตุแกออกไปจากบ้านตั้งเช้า เข้าเมืองมาทำธุระทั้งวัน ขากลับคงจะเหนื่อยและอ่อนเพลียมาก เลยหลับในปล่อยให้รถข้ามเลนไปประสานงานกับรถที่สวนมาอย่างจัง เห็นเขาเล่ากันว่า รถตีลังกาหลายตลบแล้วถังน้ำมันก็ระเบิด ไฟลุกไหม้ตัวรถทั้งที่ร่างของลุงแม้นยังติดอยู่ด้านใน โชคดีที่แกคาดเข็มขัดนิรภัยไว้ ไม่อย่างงั้นคงกระเด็นออกนอกรถไปแล้ว แต่โชคร้ายที่แกถูกไฟคลอกทั้งตัว เขาเล่าว่าแกดิ้นกระเสือกกระสนอยู่ในรถอยู่นาน กว่าหน่วยกู้ภัยจะมาช่วยดึงร่างออกมาได้ อาการแกก็เลยสาหัสอย่างที่เห็น" ป้าจันทร์อธิบายด้วยเสียงเศร้า แล้วเราก็ต้องสะดุ้ง เมื่อลุงแม้นได้สติส่งเสียงร้องครวญคราวด้วยพิษบาดแผลที่สุดจะทนทาน เสียงนั้นดังลั่นโหยหวนด้วยความทุกข์ทรมาน จนพยาบาลต้องใช้มอร์ฟีนมาฉีดช่วยบรรเทาอาการให้บางลง แกถึงหลับลงได้ ระหว่างทางกลับบ้าน ผมนั่งเงียบในรถ ในใจนึกถึงเหตุการณ์ขณะที่ลุงแม้นประสบอุบัติเหตุภาพที่แกกระเสือกกระสนอยู่ในเปลวเพลิงเพื่อเอาชีวิตรอด คงไม่ต่างอะไรไปจากภาพหนูนาที่วิ่งหนีไฟสุดชีวิตเพื่อเอาตัวรอด เช่นเดียวกับเสียงร้องอันโหยหวนด้วยความทรมานของแก ฟังดูแล้วช่างคลับคล้ายคลับคลากับเสียงร้องอันทรมานของไก่กับวัว สองชีวิตที่แกลงมือสังหารอย่างเลือดเย็นไม่ผิดเพี้ยน แต่ลุงแม้นก็ยังไม่ตาย อาจจะเป็นเพระาแกยังไม่หมดสิ้นเวรกรรมก็เป็นได้ จึงต้องทนอยู่ชดใช้หนี้กรรมที่ก่อให้อีกนาน หรือจนกว่าเจ้ากรรมนายเวรจะตามมาทวงคืนจนหมดสิ้น หากไม่สามารถชดใช้หมดได้ภายในชาตินี้ก็คงต้องตามไปชดใช้กันต่อในชาติหน้า เหตุการณ์ครั้งนี้ ผมไม่รู้ว่าทำให้ลุงแม้นมีความเกรงกลัวต่อบาปขึ้นมาบ้างหรือเปล่า... แต่สำหรับผมและครอบครัว นี่คือเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุด ที่ทำให้ผมเชื่อว่า "เวรกรรม-บาปบุญ" นั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง ภาพลุงแม้นที่ประสบกรรมอย่างน่าสยดสยอง จะคอยสะกดใจผมไว้ไม่ให้ทำบาปกรรมใด ๆ ชั่่วชีวิต แล้วคุณล่ะ เชื่อเรื่อง "เวรกรรม" อย่างที่ผมเชื่อหรือยังครับ ???

iFandKo

วันพฤหัสบดีที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2547