Make your own free website on Tripod.com

เพกา

ฉันนอนแน่นิ่ง สายตามองตรงไปยังเพดานตลอดเวลา และก็คงจะเป็นเช่นนี้ไปจนกระทั่งถึงเช้าอีกเช่นเคย นี่เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ฉันต้องสะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึกเพราะฝันร้าย เฉกเช่นหลายคืนที่ผ่านมา ความฝันน่าจะเป็นแค่ความฝัน ถ้าหากมันจะไม่ใช่เรื่องจริงที่ในอดีตได้เคยเกิดขึ้นกับชีวิตฉันและตอนนี้มันกำลัง กลับมาหลอกหลอนฉันผลกรรมในอดีตครั้งนั้นกำลังกลับคืนมาสนองฉันแล้วอย่างสาสม แสงอาทิตย์เริ่มสาดส่องเข้ามา รุ่งอรุณมาเยือนแล้ว ฉันรู้สึกโล่งใจอย่างที่สุดเพราะอย่างน้อยก็จะได้ไม่ต้องนอนอยู่ท่านกลางความมืด และไม่ต้องกลัวว่าจะเผลอหลับไปแล้วต้องเจอกับฝันร้ายอีก ฉันรีบลุกจากเตียงเพื่ออาบน้ำและเตรียมตัวไปเรียน ระหว่างที่ยืนส่องกระจกเพื่อตรวจตราความเรียบร้อย ฉันเห็นร่องรอยของความอ่อนล้าที่เกิดจากขาดการพักผ่อนได้ชัดเจนในกระจก ใบหน้าที่ซีดเซียว ขอบตาคล้ำ และสายตาที่แห้งแล้งคล้ายคนป่วย ฉันรู้สึกปวดเมื่อยเนื้อตัว มือไม้สั่น อันเกิดจากการอดนอนมาหลายคืนติดกัน แต่แม้จะแทบไม่มีเรี่ยวแรง ฉันก็พยาบาลฝืนทรงตัวและเดินออกจากห้องไป ระหว่างเดินทางไปเรียน ฉันพยาบาลลืมฝันร้ายที่ได้พบมาคืนแล้วคืนเล่าแล้วคิดถึงเรื่องที่จรรโลงใจแทน แต่ฉันก็ยังคิดไม่ออก เพราะในความเป็นจริง ความสุขและความสนุกสนานหายไปจากใจฉันแทบจะหมดสิ้น ตั้งแต่สองปีก่อนที่ฉันเข้ามาเรียนยังมหาวิทยาลัยแห่งนี้แล้ว จนทุกคนที่บ้างสังเกตุเห็นและเป็นห่วง พ่อกับแม่คิดว่าฉันคิดมากเรื่องการเรียนจึงพาฉันไปพักผ่อนตากอากาศ ซึ่งก็ช่วยได้บ้าง แต่เมื่อกลับมาใช้ชีวิตแบบเดิม ฉันก็กลับมาเป็นเช่นเดิม คิดมากเรื่องเรียน...ใช่...นั่นอาจเป็นเหตุผลหนึ่ง แต่ความจริงมีเหตุผลมากกว่านั้น และเหตุผลที่ว่านั้นเองที่เปลี่ยนฉันให้กลายเป็นคนละคน

หลังจากที่เรียนจบชั้นมัธยมปลาย ฉันมุ่งมั่นและพยายามอย่างมากเพื่อที่จะสอบเข้าเรียนต่อยังมหาวิทยาลัยมีชื่อแห่งหนึ่งซึ่งสอบเข้ายากมาก พ่อแม่พยายามเตือนฉันเสมอว่าอย่าหวังให้มากนัก เผื่อถ้าเกิดผิดหวังขึ้นมาจะได้ไม่เสียใจจนเกินไป แต่เมื่อผลสอบออกมาปรากฏว่าฉันสอบเข้าเรียนได้ สร้างความแปลกใจให้กับผู้คนรอบข้างรวมทั้งตัวฉันเอง เพียงเทอมแรกของการเข้าเรียน ฉันก็เริ่มรู้แล้วว่ากำลังเผชิญกับสิ่งที่ยากเกินกำัลังสำหรับฉัน ผลการเรียนในเทอมแรกออกมาน่าใจหาย ฉันวิตกและเป็นกังวลมาก แต่เพราะกำลังใจจากครอบครัวจึงทำให้ฉันพยายามและลุกขึ้นสู้ต่อ เมื่อเข้าสู่ภาคเรียนที่สอง ฉันคร่ำเคร่งกับการเรียกมากขึ้น ละทิ้งการเข้าร่วมกิจกรรมทุกชนิด จนเพื่อน ๆ ที่มีอยู่ในเทอมแรกเริ่มปลีกตัวออกห่างจากไปทีละคน ฉันมาทราบในภายหลังว่าเพื่อน ๆ ไม่อยากคบค้าสมาคมด้วย เพราะไม่พอใจที่ฉันไม่สนใจเรื่องอื่นนอกจากการเรียน เห็นแก่ตัว ไม่เคยช่วยเหลือกิจกรรมส่วนรวม แทนที่จะปรับปรุงตัว ฉันกลับหันไปคร่ำเคร่งกับการเรียนมากยิ่งขึ้นอีก จนในที่สุดก็ไม่เหลือใครเลยสักคน แม้ผลการเรียนในภาคเรียนที่สองดีขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่พ้นเกณฑ์เสี่ยงฉันหนักใจและเครียดกับผลที่ออกมา ความล้มเหลวกลับกลายเป็นความสะใจของเพื่อน ๆ ตั้งแต่นั้นมาฉันรู้สึกเหมือนกับตัวเองเป็นส่วนเกิน ในยามที่ได้รับมอบหมายจากอาจารย์ให้ทำงานกลุ่ม ฉันจะหาทางเข้ากลุ่มกับเพื่อนได้ยากเย็น เมื่อฉันพยายามเข้าใกล้และทำความใกล้ชิดกับพวกเขา แต่ฉันกลับถูกมองคล้ายเป็นตัวตลก มันเป็นภาวะวิกฤตสำหรับคนที่ไม่เป็นที่ต้องการของใครอีกแล้ว เมื่อไม่เป็นที่ต้องการของใคร ๆ ฉันจึงจำเป็นใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในห้องสมุด ฉันเริ่มย้อนกลับมามองตัวเอง แล้วฉันก็มองเห็นบางสิ่งบางอย่างที่น่าตกใจ ฉันรู้ึสึกว่าตัวเองเปลี่ยนไปมาก จากเมื่อก่อนที่เคยเป็นเด็กร่าเริงแจ่มใส ตอนนี้ฉันกลายเป็นเด็กเงียบขรึม คิดมาก และมีความกังวลอยู่เสมอ มันเป็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในเวลาหนึ่งปีเท่านั้น ทุกคนที่บ้านเริ่มเป็นห่วง โดยเฉพาะพ่อแม่ที่เฝ้ามองดูฉันอยู่ห่าง ๆ ด้วยความห่วงใยและไม่เข้าใจ เช่นเดียวกับตัวฉันเองที่กังวลว่าปีหน้าจะเกิดอะไรขึ้นอีก จะมีเรื่องเลวร้ายกว่านี้เกิดขึ้นกับตัวฉันอีกไหม

ปีที่สองของชีวิตในมหาวิทยาลัยมาถึง ฉันใช้เวลาทั้งหมดไปกับการเรียนและหาความบันเทิงให้กับตัวเองด้วยการเข้าห้องสมุดอ่านหนังสือ ในขณะที่เพื่อน ๆ จับกลุ่มพูดคุยกันอย่างร่าเริง หรือไม่ก็ชักชวนกันออกไปสนุกสนานตามสถาบันเทิงต่าง ๆ หลายครั้งที่ฉันแอบมองด้วยความรู้สึกเศร้าและหดหู่ใจอย่างที่สุด อยากมองเห็นตัวเองอยู่ในกลุ่มเพื่อนเหล่านั้น ได้หัวเราะพูดคุยอย่างเขาบ้าง ฉันอยากได้ยินเสียงหัวเราะใส ๆ ของตัวเองกลับมาอีกครั้ง หลังจากที่มันโบกมือลาฉันไปนานนับปี วันหนึ่งขณะที่เดินทางกลับบ้าน ฉันนั่งคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวฉันไปตลอดทาง และเริ่มเข้าใจถ่องแท้ถึงสิ่งที่เรียกว่าความโดดเดี่ยวอ้างว้าง ฉันเพิ่งเข้าใจถึงความรู้สึกของการไม่มีเพื่อน ความรู้สึกของการถูกทอดทิ้ง และความรู้สึกที่เหมือนอยู่คนเดียวในโลกอย่างแท้จริง มันเป็นความรู้สึกที่ทรมานยิ่งนัก ความเหงาเข้ามากัดกินหัวใจฉันช้า ๆ ทีละน้อย ๆ จนกลายเป็นความว่างเปล่า หยาดน้ำตาอุ่น ๆ ไหลลงมาเมื่อไหร่ไม่รู้ตัว ฉันรู้สึกเจ็บปวดเหลือเกินแล้วคืนนั้นเอง บางสิ่งบางอย่างที่ฉันลืมไปแล้วนานแสนนานก็กลับมาเยือน คืนนั้นฉันหลับฝัน ในฝันฉันเห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง แต่ชุดนักเรียนหญิงมัธยมปลาย เธอยืนหันหลังให้กับฉัน จากนั้นจึงเริ่มหันหน้ามามองฉันช้า ๆ ฉันเริ่มเห็นหน้าเธอชัดขึ้น แต่เพียงแค่กลับคล้ายคลับคลา ยังคงจำไม่ได้ ฉันจึงถามออกไปว่า "เธอเป็นใคร" เธอมองฉันด้วยแววตานิ่งแน่วและตอบกลับว่า "ฉันเอง เพกา" ชื่อ "เพกา" ทำให้ฉันยืนครุ่นคิดและทบทวนอยู่พักใหญ่ แล้วทันใดก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ เพกาเพื่อนมัธยมปลายนั่นเอง เธอเคยเรียนหนังสือห้องเดียวกับฉันได้สองปี หลังจากนั้นเธอก็หายไป ฉันมารู้ภายหลังว่าเธอย้ายโรงเรียน และฉันก็ลืมเธอเสียสนิทแทบจะในทันที แต่แปลกจริงที่จู่ ๆ คืนนี้กลับมาเห็นเธออีกครั้งในความฝัน เพกาไม่ได้พูดอะไรมากนักได้แต่มองฉันด้วยแววตาที่เฉยชา จากนั้นร่างเธอก็ค่อย ๆ เลือนหายไปพร้อมกับคำพูดที่ว่า "รู้สึกแล้วใช่ไหม" คำพูดนั้นสะท้อนซ้ำ ๆ จนร่างเธอลับหายไปจริง ๆ แล้วฉันก็สะดุ้งตื่น ฉันนอนลืมตาค้าง คิดถึงฝันแปลกประหลาดนั้นแล้วรู้สึกกลัวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ฉันนอนไม่หลับจนกระทั่งเช้า แล้วตื่นขึ้นมาด้วยความอ่อนเพลีย เช้านั้นในสมองฉันเฝ้าเวียนวนคิดถึงความฝัน ฉันไปเรียนด้วยความรู้สึกอิดโรยและหดหู่ เมื่อค่ำคืนมาเยือนอีกครั้ง ความฝันก็กลับคืนมาอีกแทบจะทันทีที่ฉันล้มตัวลงนอน แต่ครั้งนี้รายละเอียดชัดเจนขึ้น รายละเอียดที่สามารถเรียกความทรงจำในวัยเยาว์กลับมาสู่ฉันอีกครั้งหนึ่ง ในฝันฉันเห็นตัวเองในชุดนักเรียนหญิงมัธยมปลาย ฉันในภาพของเด็กหญิงที่ร่าเริงสดใสและแวดล้อมไปด้วยเพื่อนฝูง แตกต่างจากตอนนี้อย่างหน้ามือเป็นหลังมือ ระหว่างที่ฉันและกลุ่มเพื่อนกำลังส่งเสียงหัวเราะกัววานใสบอกความสนุกสนานอยู่นั้น ในมุมหนึ่งที่ไร้ผู้คน เงาของใครคนหนึ่งกำลังมองตรงมายังฉัน เด็กผู้หญิงคนนั้น เพกานั่นเอง เพกาเฝ้ามองฉันตลอดเวลา จนเมื่อฉันอยู่ตามลำพัง เธอรวบรวมความกล้าเดินเข้ามาหาฉันด้วยท่าทางประหม่า ยิ้มเขิน ๆ นั้นยื่นความเป็นมิตรให้แต่สิ่งที่ฉันแสดงตอบเธอไปคือสายตาเย็นชา เหยียดหยาม กับรอยยิ้มเยาะเย้นตรงมุมปาก ก่อนกล่าววาจาปฏิเสธความเป็นมิตรของเธอแล้วเดินจากไป ในฝันฉันเห็นเพกาถูกทิ้งไว้เพียงลำพังกับสายตาหม่นเศร้า อ้างว้างและเงียบเหงาอย่างจับใจ ฉันสัมผัสความรู้สึกของเธอในขณะนั้นได้ชัดเจนเพราะมันไม่ต่างอะไรไปจากฉัีนที่เผชิญอยู่ในเวลานี้เลย แต่แปลกนัก ในช่วงเวลานั้น ฉันกลับไม่เคยสนใจว่าเพกาจะรู้สึกอย่างไรไม่สนใจเลยแม้แต่น้อย ฉันสะดุ้งตื่นจากฝันอีกครั้ง ลุกขึ้นนั่งงงงันอยู่ครู่ใหญ่ ฉันจำได้แล้วเพกา! เพกาผู้ไม่เคยเป็นที่ต้องการของเพื่อน เพกาผู้ถูกปฏิเสธอย่างไม่ใยดี เพกาผู้น่าหัวเราะเยาะ ที่แท้คือเธอนั่นเอง เพกาเพื่อนร่วมชั้นเรียนกับฉัน เธอเป็นนักเรียนใหม่ที่ย้ายเข้ามาในช่วง ม.4 เทอมปลายทำให้ยากต่อการทำความรู้จักกับเเพื่อนใหม่ เมื่อบวกทั้งบุคลิกที่ดูขี้อายและประหม่า ทำให้เพกาไม่เป็นที่สนใจและต้องการของใครในชั้นเรียน เพกาพยายามที่จะปรับตัวเข้าหาเพื่อนฝูง แต่แทนที่เราจะต้อนรับเธอ เรากลับทำให้เธอดูเป็นตัวตลก โดยเฉพาะฉันที่มักจะชอบยุให้เพื่อน ๆ แกล้งเพกาและเมื่อสำเร็จสมใจก็จะหัวเราะออกมาด้วยความครื้นเครง บางครั้งเพกาต้องวิ่งหนีไปพร้อมกับน้ำตา บางครั้งฉันเห็นเพกาแอบร้องไห้อยู่ลำพัง แต่ยิ่งเห็นเช่นนั้นกลับยิ่งทำให้ฉันรู้สึกรำคาญและหมั่นไส้อย่างบอกไม่ถูก ตรงกันข้าวกับเพกา ที่มีท่าทางชอบฉันเป็นพิเศษ ฉันเป็นหนึ่งในเพื่อนที่เธอพยายามเข้ามาหามากที่สุด เพกาพยายามส่งรอยยิ้มที่เป็นมิตรให้ฉัน บางครั้งที่ฉันอยู่คนเดียวจะเดินเข้ามาพูดคุย แต่ทุกครั้งฉันจะทำท่าไม่แยแสจนเพกาต้องหลบเลี่ยงไป เหตุการณ์ที่เลวร้ายและน่ารังเกียจที่สุดที่พวกเราทำกับเพกา มาคิดตอนนี้แล้วไม่น่าเชื่อว่าพวกเราจะทำกันลงไปได้ ฉันกับเพื่อนรู้ว่าเพกากลัวงูเป็นชีวิตจิตใจ เราจึงวางแผลแกล้งเพกาด้วยการจับงูมายื่นใส่หน้าเธอ เพกาเห็นก็ตกใจสุดขีด เธอร้องลั่นแล้ววิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต พวกเราไม่ยอมหยุดวิ่งตามเธอไปติด ๆ เราวิ่งตามเพกาไปจนถึงบริเวณหลังโรงเรียนซึ่งเป็นป่าละเมาะ เพกาวิ่งหลางหันมามองด้วยความกลัว ยิ่งเห็นพวกเราตามราวีไม่ลดละ เพกาจึงกระโจมขึ้นไปอยู่บนต้นไม้ ร่างของเพกาตัวสั่นงันงกด้วยความกลัว เราเลิกล้มความคิดที่จะแกล้งเธอด้วยงูทันที ฉันเป็นหัวโจกเก็บก้อนหินปาไปยังเพกาเป็นคนแรก เสียงหัวเราะอย่างขบขันของเพื่อน ๆ ดังขึ้น แล้วทุกคนก็เริ่มเก็บก้อนหินบนพื้นปาไปยังเพกาบ้าง สักครู่มันก็กลายเป็นการระดมก้อนหินปาใส่เพกา เสียงหัวเราะของพวกเราผสมกับเสียงร้องไห้ด้วยความกลัวและเจ็บปวดของเพกาดังไปทั่วบริเวณ จนกระทั่งมีเสียงกระดิ่งสัญญาณบอกเวลาเข้าเรียนนั่นเอง พวกเราทุกคนจึงผละจากป่าละเมาะวิ่งกลับไป เสียงหัวเราะขบขันและสะใจยังดังแว่วไปจนถึงห้องเรียน เราไม่ได้หันมามองเพกาด้วยซ้ำ ในบ่ายวันนั้น เราไม่ได้เห็นเพกาในโรงเรียน อาจารย์ถามถึงเพกา พวกเราปฏิเสธว่าไม่เห็น แต่ก็แอบซุบซิบกันว่าเพกาคงมาฟ้องอาจารย์แน่ และถ้าเรื่องถึงอาจารย์ เราก็คงจะถูกลงโทษไปตาม ๆ กัน แต่ทุกอย่างกลับเงียบหายจนน่าแปลกใจ ไม่ใช่เพียงบ่ายนั้นที่เราไม่ได้เห็นเพกา แต่เราไม่เห็นเพกาอีกเลยนับจากวันนั้น พวกเรามารู้ภายหลังว่าเธอขอย้ายโรงเรียนอย่างกะทันหัน พวกเราอึ้งกันอยู่เพียงพักเดียว หลังจากนั้นทุกอย่างก็ดำเนินต่อไปอย่างปกติ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เราลืมเพกาสนิทเหมือนเธอไม่มีตัวตนมาก่อน จนเมื่อเราจบชั้นมัธยมปลายและต่างก็ได้แยกย้้ายกันเข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ

เมื่อชีวิตถึงขีดต่ำสุด ฝันร้ายมาเยือนฉัน นำพาเพกากลับมาอยู่ในความทรงจำอีกครั้งอย่างไม่น่าเชื่ือ ฉันทำอะไรลงไปกับเพกา เพกาเพื่อนผู้บริสุทธิ์ไร้เดียงสาและมีแต่ความเป็นมิตรให้ฉัน บางทีนี่อาจเป็นเรื่องของเวรกรรมที่กลับคืนมาสนองฉัน มันช่างรวดเร็วเหลือเกิน สิ่งที่ฉันทำกับเพกาหวนกลับมาหาฉันภายในเวลาเพียงสามปี ตอนนี้ฉันเจ็บปวดไม่ต่างอะไรกับเพกา ความเจ็บปวดที่ฉันเพิ่งเข้าใจ นับจากนั้น ฉันก็ถูกฝันร้ายตามหลอกหลอนทุกคืน เป็นเวลานานนับเดือน บางครั้งฉันฝันเห็นเด็กนักเรียนกลุ่มหนึ่งวิ่งไล่เด็กผู้หญิงคนหนึ่งไปยังป่าแคบ ๆ เด็กผู้หญิงคนนั้นหนีขึ้นไปบนต้นไม้ เกาะกิ่งไม้ไว้แน่นด้วยความกลัว เด็กนักเรียนทั้งกลุ่มใช้ก้อนหินปาขึ้นไปที่เด็กคนนั้นพร้อมกับเสียงหัวเราะสนุกสนาน เด็กหญิงร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด ฉันเห็นเพกาอยู่กลุ่มเด็กนักเรียนเกเรเหล่านั้นกำลังขว้างก้อนหินมาใส่เด็กหญิงด้วย และเด็กหญิงเจ้าของใบหน้านองน้ำตา ที่แท้คือตัวฉันเอง! ฉันเข้าใจแล้วว่ามันคือกรรม มันคือรอยบาปติดค้างอยู่ในใจ ฉันผวาลุกขึ้นจากฝันร้าย แล้วนึกอะไรขึ้นมาได้ ฉันต้องชำระบาปที่อยู่ในใจนั้นออกเสีย ฉันต้องขอโทษเพกา! ฉันเริ่มตามหาเพกาอย่างพลิกแผ่นดิน จนในที่สุดความพยายามก็เป็นผลเมื่อทราบว่าเพกาย้ายไปอยู่ยังภูมิลำเนาเดิมทางภาคเหนือ ฉันเดินทางไปยังจังหวัดนั้น ตามหาเพกาที่อยู่ที่ได้มา แม่ของเพกาออกมาเปิดประตูต้อนรับฉันด้วยความเป็นมิตร แววตาที่อ่อนโยนและใสซื่อไม่ต่างไปจากเพกาที่ฉันเคยรู้จัก เมื่อคุยกันไปได้สักพัก ฉันจึงได้ทราบความจริงที่น่าตกตะลึง เพกาเสียชีวิตไปได้สามปีแล้ว และสิ่งที่ทำให้เจ็บปวดยิ่งกว่าการตายของเพกา คือคำพูดของแม่ที่บอกกับฉันว่า เพกาพูดถึงฉันเสมอ ว่าฉันคือเพื่อนที่ดีที่สุดของเธอ เพกาเล่าให้แม่ฟังว่า ฉันเป็นคนที่น่ารัก มีน้ำใจและให้ความช่วยเหลือเธอตลอดเวลาที่อยู่ในโรงเรียน สิ่งที่ได้ฟังยิ่งตอกย้ำบาดแผลร้าวลึกในใจให้บาดคลึกลงไปอีก ฉันพยายามกล้ำกลืนความเจ็บปวดแต่ทนไม่ไหว ฉันถึงกับอาเจียนออกมาจนหมดแรง ฉันยืนยันที่เดินทางไปสักการะศพของเพกา เพื่อจะไปเห็นหน้าเธอเป็นครั้งสุดท้าย ฉันยืนแน่นิ่งอยู่ตรงหน้าหลุมศพเพกา รูปถ่ายที่ติดอยู่หน้าหลุมศพบอกว่านี่คือครั้งสุดท้ายอย่างแท้จริงที่ฉันจะได้มีโอกาสเห็นหน้าเธอ เธอที่ครั้งหนึ่งฉันได้สร้างเจ็บซ้ำในมากมายเกิดอภัย ฉันทรุดลงนั่งยังหน้าหลุมศพ จ้องมองไปยังรูปที่อยู่เบื้องหน้า ฉันคิดถึงรอยยิ้มอ่อนโยนของเพกา คิดถึงมือที่ครั้งหนึ่งเคยเอื้อมาสัมผัสฉันอย่างแผ่วเบา ฉันร้องไห้จนสายตาพร่ามัวไปด้วยน้ำตา ฉันปล่อยให้ตัวเองร้องไห้ ร้องไห้ด้วยความเจ็บปวดปิ่มว่าจะขาดใจ ฉันยอมแลกอะไรก็ได้ในชีวิตกับโอกาศอีกสักครั้งที่จะได้พบเพกา ได้ทำอะไรสักอย่างเพื่อแก้ไข แต่มันสายเกินไปเสียแล้ว สิ่งเดียวที่ทำได้ขณะนี้คือ ร่ำร้องขอโทษเธอผู้จากไป ฉันพร่ำขอโทษเพกาเสียงดังขึ้น ๆ จนในที่สุดมันก็กลายเป็นเสียงตะโกน คำขอโทษที่ไร้ความหมายของฉันกึกก้องไปทั่วทั้งสุสานเป็นร้อยเป็นพันครั้ง ฉันย้อนมันกลับมาไม่ได้อีกแล้ว เพกาจะไม่คืนกลับมาเพื่อรับการขอโทษจากฉันอีกแล้ว รอยบาปจะยังคงติดตรึงแน่นอยู่ในจิตใจฉันชั่วชีวิต มันเป็นการลงโทษที่สาสม ไม่รุนแรงแต่ยืนยาวไปชั่วชีวิต วันสุดท้ายที่ฉันจะหลุดพ้นจากรอยกรรม คือวันที่ฉันหมดลมเช่นเดียวกับเพกา ฉันจะรอจนถึงวันนั้น รอวันสิ้นสุดกรรมด้วยความทุกข์ทรมาน ฉันจะรอเพกา รอการให้อภัยจากเธอ

iFandKo

วันพุธที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2547