Make your own free website on Tripod.com

คำสอนของยายเสือ

ผมเป็นคนหนึ่งที่เชื่อเรื่องกฏแห่งกรรม เมื่อทำกรรมดีก็จะได้รับผลกรรมดีตอบแทน แต่ถ้าทำกรรมไม่ดีแล้วผลกรรมไม่ดีนั้นก็จะกลับมาสนองให้ต้องได้ชดใช้กรรมนั้นไม่ช้าก็เร็ว เช่นเดียวกับกรรมที่ผมทำไว้ ผมทราบอยู่แก่ใจดีว่า สักวันหนึ่งไม่ช้าก็เร็ว เวรกรรมที่ทำไว้จะด้วยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม จะต้องกลับมาสนองผมเข้าแน่นอน ซึ่งผมได้แต่ภาวนาว่าขอให้เกิดในชาตินี้เถิด จะได้ชดใช้ไปเลยไม่ต้องผูกพันกันในภพชาติต่อไป เรื่องการจับปลากับผมนั้น เป็นเรื่องที่ผมต้องกระทำอยู่ตลอดในวัยเด็กเพราะปลาคือแหล่งอาหารสำคัญของคนในครอบครัวจน ๆ อย่างผม ครอบครัวของผมในขณะนั้นมีอยู่ด้วยกัน 4 ชีวิต คือมี พ่อ แม่ ตัวผมและน้องสาว ลำพังเงินเดือนของพ่ออย่างเดียวแทบจะไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงดูหลายปากท้อง เพราะพ่อเป็นแค่ช่างพิมพ์ในสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งเท่านั้น แม่ของผมจะออกไปช่วยทำงานทำการอะไรก็ไม่ได้ เพราะลูก ๆ ยังเล็กกันอยู่ จึงได้แต่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ด้วยการออกเก็บผักหาปลาเอามาเป็นอาหาร โชคดีที่ในสมัยก่อนนั้นคูน้ำลำคลองในกรุงเทพฯ ยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัตว์น้ำนานาชนิด พ่อของผมนั้นเนื้อแท้เป็นคนใจบุณ แต่ความใจบุญมัน "สวนทาง" กับความอดอยากของสมาชิกในครอบครัว บางครั้งเมื่อพ่อกลับจากทำงาน เห็นปลาที่แม่ตกมาได้ขังอยู่ในกระชัง ก็จะแอบปล่อยอยู่เป็นประจำ พอแม่ต่อว่าพ่อจะรีบให้เหตุผลว่าปล่อยให้มันไปออกลูกออกหลานบ้าง วันข้างหน้าจะได้ปลาให้เราได้จับมากินอีก แต่ในความคิดของผม เชื่อว่าพ่อคงไม่อยาก "ทำบาป" มากกว่า ต่อมาผมต้องย้ายไปอาศัยอยู่กับยายที่บ้างต่างจังหวัด คือที่จังหวัดราชบุรี เพราะต้องไปเรียนหนังสือชั้นประถมที่นั่น ครอบครัวของยายมีเพียงยายกับป้าเท่านั้น ฐานะยายไม่ถึงกับยากจนแต่ก็ไม่มีเงินเหลือเฟือให้ฟุ่มเฟือย ผมต้องออกจับปลาตกคักในนา วางตาคัด วางตุ้ม ทำหลุมโจน และอีกหลาย ๆ วิธีเพื่อจะจับปลาซึ่งในสมัยนั้นชุกชุมมาก นำมาให้ยายทำเป็นอาหาร ทั้งกินเองและทำบุญใส่บาตร อันเป็นกิจกรรมที่จะขาดไม่ได้เลยแม้แต่สักวันเดียวสำหรับยาย ไม่ว่าฝนจะตกฟ้าจะร้องสักเพียงใดก็ตาม ยายของผม ผู้ซึ่งชาวบ้านละแวกนั้นเรียกว่า "แม่เสือ" หรือ "ยายเสือ" มักจะสั่งสอนผมว่า การที่เรายังเบียดเบียนชีวิตสัตว์ทุกวันนี้ก็เพื่อให้เราดำรงชีพอยู่ได้ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของสัตว์โลก "แต่จงจำไว้นะ อย่าเบียดเบียนชีวิตสัตว์ อย่ารังแกสัตว์เพื่อความสนุกสนาน เพราะนั่นคือบาป" ยายสอนเสียงหนักแน่น ครั้นพอผมโตขึ้น ผมได้เข้ามาศึกษาต่อที่กรุงเทพฯ ฐานะการงานและความเป็นอยู่ของผมดีขึ้น ผมได้แต่งงานมีครอบครัว แต่วันนี้ผมไม่มียายเสือหรือแม่เสือที่ทุกคนในละแวกนั้นเกรงขามอีกแล้ว ผมได้แต่เก็บควาทรงจำที่ดี ๆ และคำสั่งสอนของยายเสือเอาไว้โดยไม่เคยลืมเลือน ในช่วงปี พ.ศ.2532 นั้น กีฬาที่สุดฮิตอย่างหนึ่งของคนในกรุงเทพฯ คือ "กีฬาตกปลา" บ่อตกปลาที่เรียกกันว่า "ฟิชชิ่งปาร็ค" เกิดขึ้นมากมายตามย่านชานเมือง อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จะช่วยให้มนุษย์เอาเปรียบปลานั้นมีมากมายไม่ว่าจะเป็นรอก คันเบ็ด ตัวเบ็ด ทุ่น เหยื่อ ฯลฯ ทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งใหม่ที่ผมเพิ่งได้สัมผัสทั้งสิ้น ผมเป็นคนที่ชอบขับรถมอเตอร์ไซค์อย่างเป็นชีวิตจิตใจ ถึงขนาดว่าขับไปเที่ยวเหนือสุดจนจึงใต้สุดก็ไปมาแล้ว รถมอเตอร์ไซค์ที่ใช้ก็เป็นสไตล์ทัวร์ริง 750 ซีซี นอกจากสัมภาระที่จำเป็นในการเดินทางแล้ว ผมจะต้องมีคันเบ็ดมัดติดท้ายรถไปด้วยเสมอ ในช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ผมมักจะอยู่ตามบ่อตกปลาเสียเป็นส่วนใหญ่สนุกสนานกับการตกปลา และใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่สรรหามาด้วยราคาแพงตกปลาได้แล้วก็ปล่อยไป ไม่เคยคิดจะเอาปลากลับมาทำกินเลยสักครั้ง ทำไปโดยขาดสำนึกยั้งคิด เอาแต่ความสนุกสนาน ไม่ได้นึกถึงคำที่ยายเสือได้สั่งสอนไว้เลย

วันนั้นท้องฟ้าแจ่มใส อากาศดีมาก ๆ ตรงกับวันหยุดพอดี "นิด" ซึ่งเป็นภรรยาของผม จึงเอ่ยปากถามผมว่าวันนี้ว่างไหม เธอจะชวนไปเยี่ยมญาติซึ่งเป็นอาของเธอ ชื่อว่า "อาจู" บ้านอยู่แถว ๆ ลาดกระบัง ผมตอบตกลงทันที เราออกเดินทางกันตั้งแต่เช้า ผมไม่ลืมที่จะเอาเบ็ดคันโปรดผูกติดท้ายรถไปด้วย ระยะทางจากบ้านพักของผมไปลาดกระบังนั้นไม่ไกลมากนัก ขับมอเตอร์ไซค์พักเดียวพอเพล ๆ ก็ถึงบ้านอาจูแล้ว แต่ปราฏว่า อาจูกลับไม่อยู่ที่บ้าน ถามชาวบ้านข้างเคียงได้ความว่าแกไปวัด เดี๋ยวก็กลับแล้ว ผมและภรรยาจึงตกลงที่จะนั่งรถอาจูอยู่ที่ชานนอกบ้านแก ซึ่งอยู่ถัดจากวัด ๆ หนึ่งเสียบคลองประเวศ อากาศตอนนั้นเย็นสบายดีมาก ในคลองมีปลาสวายตัวใหญ่ดำผุดำว่ายคลาคล่ำเพราะอยู่ใกล้เขตอภัยทานของทางวัด ขณะที่เรากำลังนั่งคุยกันเพลิน ๆ อยู่นั้น พลันก็ได้ยินเสียงของผู้หญิงวัยกลางคนพูดดังมาแต่ไกล "ใช่นิดหรือเปล่า ไปยังไงมายังไงถึงมาหาอาได้ถูกล่ะ" อาจูนั่นเอง นิดดีใจรีบเข้าไปสวัสดีและบอกอาจูว่า เราถามทางเขามาเรื่อย ๆ แต่ก็พอจำทางได้เพราะนิดเคยมาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้วจึงมาได้ถูก แล้วนิดก็แนะนำผมให้อาจูได้รู้จัก "นี่สามีนิดค่ะอาจู" ผมยกมือขึ้นสวัสดีอาจู เพราะเป็นครั้งแรกที่ผมได้พบกับท่าน "อาไปทำบุญที่วัดหรือคะ เห็นคนข้าง ๆ บ้านบอกนิด" "จ๊ะ พอดีท่านสมภารขอแรงให้อาช่วยเป็นกรรมการเรื่องการจัดการดูแลฝูงปลาสวายที่มาหากินอยู่ที่หน้าวัด เพราะทุกวันหยุด ที่ตรงนี้จะมีคนใจบุญมาซื้อขนมปังให้ปลากินเยอะเลย เราก็เลยคิดกันว่าจะอำนวยความสะดวกในพวกเขาอย่างไรดี" อาจูหันมาถามผมว่าไม่ซื้อขนมปังทำบุญให้ปลาบ้างหรือ ซื้อที่หน้าวัดแล้วเอามาโยนตรงนี้ก็ได้สะดวกสบายดี แล้วอาจูก็เอ่ยปากขอตัวไปทำธุระต่อที่วัด "เดี๋ยวอาจะกลับมาใหม่ อย่าเพิ่งไปไหนนะนั่งเล่นตามสบาย คิดว่าเป็นบ้านของพวกเธอเองแล้วกัน" ทันทีที่อาจูเดินคล้อยหลัง ความคิดบ้า ๆ ก็เกิดขึ้นในจิตใจของผม ผมนึกอยากตกปลาสวายพวกนั้นขึ้นมาทันที! เหมือนว่ามีอะไรสักอย่างกำลังพยายามทดสอบจิตใจผม ว่ายังมีสำนึกจดจำคำตัดเตือนของยายเสืออยู่อีกหรือไม่ แต่ดูเหมือนผมจะลืมมันเสียสนิทเพราะระหว่างที่นิดไปซื้อขนมปังที่วัด ผมก็เตรียมอุปกรณ์ตกปลาไว้พร้อมสรรพพอได้ขนมปังมา ผมก็จัดการเกี่ยวมันด้วยเบ็ดพวงทันที แต่ยังไม่ทันจะเหวี่ยงเบ็ดออกไป นิดก็ถลันเข้ามาขัดขวางทันทีพร้อมกับบอกกับผมว่า "ใจคอพี่จะทำบาปวัดเลยหรือ ปลาสวายพวกนี้เป็นปลาของวัดนะพี่มีแต่คนเขาทำบุญกันทั้งนั้น พี่จะมาทำบาปมันไม่เข้าท่าเลยนะ วันนี้นิดขอสักวันเถอะพี่" ตอนนั้นผมรู้สึกไม่พอใจนิดเป็นอย่างมาก แต่ก็ยอมลดปลายคันเบ็ดลงและนั่งให้อาหารปลาต่อไป ในใจก็นึกคัดค้านคำพูดของนิด ก็เราไม่ได้ฆ่าปลาพวกนี้สักหน่อย ตกได้แล้วก็ปล่อยมันลงน้ำ แล้วมันจะบาปได้ยังไง งี่เง่าจริงเลยแม่คนนี้! ใกล้เที่ยงแล้วผมชักหิว จึงวานนิดให้ช่วยออกไปหาซื้ออาหารที่มีขายบริเวณนั้นมากินกัน ส่วนผมก็นั่งโยนขนมปังให้ปลากินไปเรื่อย ๆ ทันใดนั้นเอง! สายตาผมก็เหลือบไปเห็นปลาสวายตัวใหญ่ตัวหนึ่งตัวใหญ่ที่สุดในฝูงนั้นก็ว่าได้ แหวกว่ายอยู่ไม่ไกลจากฝั่งนัก ความคิดบ้า ๆ ไร้จิตสำนึกผุดขึ้นในสมองอีกแล้ว ไม่รู้ว่ามีอะไรมาสิงสู่ดลใจผมให้อยากทำบาปเหลือเกินในวันนั้น ผมหยิบคันเบ็ดที่เกี่ยวกัเหยื่อทั้งไว้แล้ว เหวี่ยงออกไปกลางคลองทันที เพียงเสี้ยวนาทีนั้นเอง ยังไม่ทันที่ผมจะปิดเบรกหน้ารอก เอ็นขนาด 8 ปอนด์ก็ตึงทันที ผมตื่นเต้นมาก รีบปรับเบรกให้แน่นเข้า เสียงแกรก ๆ ของรอกเริ่มห่างขึ้น ๆ แสดงให้เห็นว่าปลาเริ่มหมดแรงแล้วแต่ยังสู่อยู่ ปลายคันเบ็ดนั้นโค้งส่ายไปส่ายมา ผม "อัดคันเบ็ด" สู้กับปลาสวายตัวนั้นอย่างเมามันในขณะที่เจ้าปลาสวายก็กำลังยื้อชีวิตตัวเองอย่างสุดกำลังเหมือนกัน ผู้คนที่มาทำบุญในบริเวณวัด หันมาจับจ้องมาดูการกระทำของผมด้วยความชิงชังและไม่พอใจ บางคนก็คงจะนึกด่าสาบแข่งในใจ แต่ผมกลับไม่สนใจต่อสายตาของผู้คนรอบข้างแม้แต่นิดเดียว ผมยืนยันกับตัวเองว่าไม่มีเจตนาจะฆ่าปลาสวายตัวนั้น ขอให้ตกขึ้นมาได้เถอะ เดี๋ยวผมก็จะปล่อยมันไป ไม่บาปอะไรนักหนาหรอกน่า นั่นเป็นความคิดของผมในช่วงเวลานั้น "นั่นพี่กำลังทำอะไรน่ะ" เสียงนิดดังขึ้นอย่างตกใจ "ก็นิดบอกแล้วไงว่า อย่าตกปลา ขอสักวันหนึ่งไม่ได้เลยหรือ ทำไมไม่เชื่อกันบ้างเลย" ผมหันไป สีหน้าของนิดเสียใจอย่างมาก แววตาของเธอแสดงว่ากำลังผิดหวังในตัวผมอย่างรุนแรง เพราะตลอดเวลาที่อยู่กันกันมาหลายปีนั้นเราไม่เคยทะเลาะเบาะแว้งกันเลย วันนี้เป็นวันแรกที่เธอขึ้นเสียงกับผมซึ่งเป็นสามีของเธอ มันทำให้ผมได้สติขึ้นมาทันที นึกเสีนใจที่ทำอะไรโดยไม่ยั้งคิด เอาแต่ความสนุกสนานของตัวเอง ผมหันกลับไปทางคลอง พยายามจะเอาปลาสวายตัวนั้นขึ้นมาปลดเบ็ดออกให้เร็วที่สุด เพื่อที่จะได้ปล่อยไป แต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะปลาตัวใหญ่มาก ในที่สุดเอ็นขนาด 8 ปอนด์ก็ขาดด้วยการสะบัดอย่างแรง ปลาสวายตัวนั้นสะบัดหัวพุ่งสู่กลางลำน้ำพร้อมกับเบ็ดพวงและสายเอ็นบางส่วนติดไปด้วยเลือดสีแดงฉานทะลัก จากปากไหลเป็นทางในสายน้ำ นิดยืนดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดโดยไม่ปริปากพูดอะไรเลย ผมหันมามองนิดด้วยแววตาเสียใจ ดึงมือเธอมากุมไว้ "พี่ขอโทษ พี่ผิดไปแล้ว ต่อไปนี้จะไม่ทำเรื่องแบบนี้อีกแล้ว" สภาวะจิตใจของผมตอนนั้นไม่ดีเอาเสียเลย รู้สึกละอายใจเป็นอย่างมากที่ตัวเองลืมแม้กระทั่งคำสั่งสอนตักเตือนของยายเสือ "ช่างเถอะพี่ ในเมื่อทำผิดไปแล้วก็อย่าไปคิดอะไรให้มากเลย วันข้างหน้าอย่าทำเรื่องผิด ๆ แบบนี้อีกก็แล้วกัน ถ้าพี่จำเป็นต้องทำบาป ต้องฆ่าปลาเพื่อเอามากินเป็นอาหาร เพราะเราไม่มีอะไรจะกิน พี่ก็ทำไปเถอะ แต่อย่าทำบาปหรือเบียดเบียนสัตว์ด้วยความคึกคะนองสนุกสนานอีกก็แล้วกัน" แล้วนิดก็เอ่ยชวนผมไปไหว้พระที่วัดเพื่อให้จิตใจดีขึ้น จากนั้นผมจึงชวนนิดกลับทันที ไม่รอพบอาจูแล้ว เพราะไม่มีจิตใจจะพูดจะคุยกับใคร ๆ อีก นิดคงรู้ว่าผมหงุดหงิด จึงชวนผมแวะศาลเจ้าแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านอาจูมากนัก เพื่อไปไหว้รูปปั้นจำลองเทพเจ้าต่าง ๆ ของชาวจีนเพื่อเป็นสิริมงคล เผื่อผมจะลืมเรื่องต่าง ๆ ลงไปบ้าง ในศาลเจ้าแห่งนั้น มีรูปปั้นเทพเจ้ามากมายหลายองค์ทั้ง จี้กง กวนอู สิบปอดอรหันต์ทองคำ ฯลฯ ผมจุดธูปถือเดินไหว้มาเรื่อย ๆ จนมาถึงแท่นบูชารูปปั้นเทพเจ้า "จี้กง" ผมมีความรู้สึกสบายใจขึ้นอย่างบอกไม่ถูก ยิ่งมองใบหน้าของท่านผมก็รู้สึกผ่อนคลาย ความหงุดหงิดที่ติดค้างอยู่ลดลงไปมาก เพราะใบหน้าและการแต่งกายของท่านดูตลก ๆ ไม่เหมือนกับรูปปั้นท่านอื่น ผมอธิษฐานขอให้ท่านช่วยคุ้มครองผมและนิดให้แคล้วคลาดปลอดภัยจากภยันตรายต่าง ๆ ด้วย จนกระทั่งสามเดือนต่อมา ก็เกิดเรื่องแปลก ๆ ขึ้นกับผม คืนก่อนเกิดเหตุผมฝันว่า ผมเห็นตัวของผมเองนอนอยู่กลางถนน มีเลือดไหลตามใบหน้าและตามตัวเต็มไปหมด มีคนหลายคนเข้ามาหามผมและช่วยชีวิตผม ผมสะดุ้งตื่นขึ้น รีบเล่าความฝันทั้งหมดในนิดฟัง นิดแนะนำให้ผมไปทำบุญเพื่อสะเดาะเคราะห์และอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร เคราะห์กรรมจะได้เบาบางลง รุ่งขึ้นผมจึงรีบไปทำบุญตามคำแนะนำของนิด เมื่อทำบุญแล้วผมก็กลับบ้าน รู้สึกบายใจขึ้นมากจริง ๆ วันนั้นเป็นวันอาทิตย์ อันเป็นวันที่เพื่อน ๆ ในกลุ่มที่ชอบท่องเที่ยวด้วยมอเตอร์ไซค์ใหญ่ มักจะมาพบปะพูดคุยกันที่ร้านซ่อมมอเตอร์ไซค์แห่งหนึ่งเป็นประจำ ปกติแล้วผมก็จะต้องพบปะพูดคุยกับเพื่อน ๆ ด้วย แต่วันนั้นผมกลับลังเล ใจหนึ่งอยากไปอีกใจหนึ่ง่ไม่อยากไป รู้สึกหวาดระแวงอย่างประหลาด แต่ในที่สุดผมก็ตัดสินใจไปที่ที่นัดหมาย นิดบอกผมว่าให้กลับมากินข้าวกลางวันกับเธอด้วย เธอจะรอ ผมรับคำ แล้วควบเจ้าม้าเหล็กคันโปรดออกจากบ้านไป เมื่อผมไปถึงที่นัดหมาย เพื่อน ๆ รุ่นพี่เดินทางมาถึงก่อนหน้าแล้วหลานคน มอเตอร์ไซค์ชอปเปอร์จอดเรียงเป็นแถวตามแนวโค้งของถนน พวกเราคุยถึงเรื่องวางแผนที่จะไปเที่ยวในครั้งต่อไปและอีกหลาย ๆ เรื่อง จนใกล้เที่ยง ผมจึงขอตัวกลับบ้านเพื่อกลับมากินข้าวกลางวันกับนิด ผมขับรถด้วยความเร็วค่อนข้างสูงเพราะกลัวว่านิดจะรอ ถนนออกจะโล่งผิดปกติในวันนั้น ทันใดนั้นเอง เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น! ขณะที่ผมเร่งเครื่องเพื่อที่จะแซงรถบรรทุกหกล้อที่วิ่งอยู่ด้านซ้าย จู่ ๆ คนขับรถหกล้อก็เกิดหักพวงมาลัยกลับรถกะทันหัน ล้อหน้าของรถผมประสานเข้าอย่างเต็มแรงกับล้อหน้าของรถบรรทุกคันนั้น ผมจำได้เพียงว่าได้ยินเสียงดังโครม! แล้วร่างของผมก็ลอยขึ้นฟ้า ก่อนตกลงมากระแทกพื้นถนน จากนั้นทุกอย่างก็มืดสนิท ผมมารู้สึกตัวอีกทีในวันรุ่งขึ้น รู้สึกว่าขยับเปลือกตาให้เผยอขึ้นทีละน้อย ๆ อย่างยากลำบาก ความรู้สึกแบบนี้ผมเพิ่งพบเป็นครั้งแรกในชีวิตจริง ๆ ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าผมอย่างเลือนลางคืนใบหน้าของนิด ภรรยาของผมเอง ภาพที่เลือนลางค่อย ๆ ชัดทีละน้อย ๆ นิดไม่พูดอะไรได้แต่ยิ้มให้กำลังใจผม ผมรู้ได้ในทันที บรรยากาศอึดอัดอย่างนี้ต้องเป็นโรงพยาบาลแน่นอน ทุกส่วนของร่างการผมขยับไม่ได้เลย เจ็บปวดไปหมด และที่สำคัญผมพูดกับนิดไม่ได้ เพราะมีผ้าพันแผลและปลาสเตอร์ปิดตั้งแต่ปากจนถึงเบ้าตาความรู้สึกในขณะนั้นช่างทรมานเหลือเกิน ความบาดเจ็บที่ผมไม่ได้รับบนลำตัวนั้นไม่ถึงสาหัสมากนัก คือมีบาดแผลที่เกิดจากการผ่าตัดช่วงต้นขาซ้าย เพราะขาซ้ายของผมนั้นหักและหมุนกลับไปด้านหลัง แต่บาดแผลที่ทำให้ผมเป็นกังวลมากในขณะนั้นก็คือ บาดแผลที่บริเวณใบหน้า ซึ่งเกิดจากการที่ถูกพลาสติกใสบังลมของหมวกกันน็อคแตกบาด จนเป็นแผลเหวอะหวะที่บริเวณ "ปาก" พอดิบพอดี! คุณหมอแจ้งให้ทราบว่า จำเป็นต้องเย็บปากผมถึง 50 เข็ม ซึ่งไม่ได้ใช้ไหมเย็บแต่ใช้ "เอ็น" เย็บ ผมรู้สึกระบมบาดแผลที่ปากและเจ็บปวดมาก ช่างทรมานเหลือเกิน ฟลังจากฟื้นได้สติขึ้นมา ผมไม่สามารถที่จะกินอาหารทางปากได้เลย กินได้เพียงอาหารชนิดเหลวหรือน้ำโดยการหยอดเข้าไปในปากเท่านั้น ผมเพิ่งรู้สึกถึงความหมายของคำว่าหยอดน้ำข้าวต้มที่แท้จริงก็คราวนี้เอง ความเจ็บปวดทวีคูณขึ้นเป็นสองเท่าเวลาที่คุณพยายามคนสวยมาล้างบาดแผลมันเจ็บปวดสุดจะพรรณนาจริง ๆ แวบหนึ่งในจิตใต้สำนึกของผม คิดถึงความทุรนทุรายของปลาสวายหน้าวัดตัวนั้นขึ้นมาจับใจ ตอนที่มันถูกเบ็ดเกี่ยวปากมันก็คงเจ็บปวดรุนแรงเหมือนกับที่ผมกำลังเป็นอยู่เหมือนกัน

นี่เองที่เขาเรียกว่า "กรรมผล" หรือ "กรรมตามทัน" ตามมาให้รับผลกรรมที่ทำไว้ในชาตินี้เลย ขณะที่ผมนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาลนั้น มีอยู่วันหนึ่ง หลังจากกินยาที่คุณพยาบาลนำมาให้ ผมก็หลับผล็อยไป ไม่รู้เหมือนกันว่าหลับไปนานเท่าใด แต่ในการหลับครั้งนั้นผมฝันไปว่า มีคนหลายคนรุมล้อมตัวผม ลักษณะการแต่งกายคล้ายงิ้วของชาวจีน และหนึ่งในนั้นมีอยู่คนหนึ่งที่แต่งกายเหมือนพระจีน สวมเสื้อสีเหลือทองเก่ามาก ๆ สวมหมวกไว้บนศีรษะ กำลังเดินสวดมนต์อยู่รอบ ๆ เตียงที่ผมนอนอยู่ สภาวะจิตในขณะนั้นบอกผมว่า คนที่รุมล้อมผมอยู่นี้น่าจะเป็นบรรดาเทพเจ้าที่ผมได้กราบไหว้ที่ศาลเจ้าเมื่อก่อนหน้านี้ แต่ผมไม่ทราบว่าเป็นท่านใดบ้าง ท่านคงมาช่วยปัดเป่าทุกข์ภัยให้ผมนั่นเอง ผมนอนรักษาตัวอยู่ประมาณ 1 เดือน ตอนที่คุณพยาบาลมาตัดเอ็นที่เย็บแผลออกนั้นผมจำได้ไม่ลืม เพราะเอ็นที่เย็บแผลที่ปากของผมนั้นเป็นเอ็นชนิดที่ไม่ละลาย การที่คุณพยาบาลดึงเอ็นออกจากแผลที่ปากผมนั้น จึงเป็นเรื่องที่เจ็บและทรมานอย่างมากสำหรับผม เส้นแล้วเส้นเล่าที่ดึงออกมานั้น ทำเอาผมน้ำตาร่วงทุกครั้ง จะร้องโอดโอยก็ไม่ได้ ได้แต่กลั้นใจ "รับกรรม" ไปจนถึงที่สุด ถือว่าชดใช้ผลกรรมที่ทำไว้กับปลาสวายตัวนั้นให้จบสิ้น เพื่อจะได้หมดหนี้กรรมกันไปในภพชาตินี้เลย จากการที่ผมประสบอุบัติเหตุครั้งนี้ ผมเดินไม่ได้เลยหลายเดือน และต้องใช้ไม้เท้าค้ำยันอยู่อีกเกือบปี และผมยังต้องไปหาคุณพยาบาลที่โรงพยาบาลเพื่อเอาเอ็นที่ยังค้างอยู่ที่ปากออกอีกหลายครั้ง และต้องทนเจ็บปวดแทบขาดใจเหมือนเดิมทุกครั้ง เคราะห์กรรมที่เกิดขึ้นครั้งนี้ สอนให้ผมได้รู้อะไรหลาย ๆ อย่าง รู้ถึงความเอื้ออาทรในครอบครัว รู้ว่าจะดำเนินชีวิตที่เหลือต่อไปอย่างไรไม่ให้ผิดพลาด และรู้ว่าไม่ควรประมาทในทุก ๆ เรื่อง บาดแผลที่บริเวณปากของผมนั้นยังคงเป็นตราบาป ที่จะคอยเตือนใจผมอยู่ในทุก ๆ ครั้งที่ผมส่องกระจก ไม่ให้หลงลืม คำตักเตือนของยายเสืออีก ปัจจุบันผมเลิกตกปลาอย่างเด็ดขาดแล้ว แล้วพวกคุณ ๆ ล่ะ ยังสนุกกับการเบียดเบียนสัตว์เพื่อความสนุกสนานกันอยู่หรือเปล่าครับ?

iFandKo

วันอังคารที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2547