Make your own free website on Tripod.com

รอยแผลรอยนั้น

หนังสือพิมพ์ฉบับนั้นนำเสนอภาพถ่ายใกล้ เพื่อตั้งใจให้เห็นรอยกรีดเหวอะหวะที่ลำคอด้านข้าง พร้อมผิดหนังที่ถลอกปอกเปิกและแดงก่ำจากการถูกน้ำร้อนลวก ภาพชัดเจนจนน่าตกใจ เราตามไปคุยกับเด็กน้อยเจ้าของภาพกันดีกว่า เธอเล่าว่า "หนูมาจากเมืองสอนคอน ที่บ้านจนมากไม่มีจะกินแล้ว เพราะนาล่มอยู่หลายปีติด ๆ กันแม่เลยเอาหนูมาไว้กับเจ๊ แลกเอาเงินกลับบ้านไปเป็นทุนทำนาใหม่" ฟังดูก็เหมือนกับนิยายแห่งความยากจนเรื่องเก่าที่นำกลับมาเล่าใหม่ เป็นเรื่องน่าเศร้าที่เป็นจริงในสังคมไทย นักข่าวสาวมองสบตาเด็กวัยเกือบรุ่งตรงหน้า เห็นความจริงผุดพรายอยู่ในดวงตาคู่นั้น "หนูอด ๆ อยาก ๆ ทำงานอยู่กับเจ๊ฮวย ต้องตื่นตั้งแต่ตีสองไปตลาดซื้อไก่เป็น ๆ กับเฮียเม้ง พอกลับมาเฮียก็เริ่มเชือดไก่ รองเลือดไว้ทำเป็นก้อน ลวกน้ำร้อนถอนขนเตียมส่งลูกค้า หนูก็ช่วยถอนขนไก่ด้วย เรื่องอด ๆ อยาก ๆ น่ะไม่เท่าไรหรอก อดกันยิ่งกว่านี้ตอนอยู่ที่บ้าน อดจนชินแล้ว" สุ้มเสียงเด็กน้อยเศร้าสร้อย "เรื่องมันก็คือ เฮียเม้งได้ทำสัญญากับโรงงานฝั่งโน้น ให้ส่งไก่เพื่อทำอาหารให้คนงานกิน จึงต้องเชือดไก่เพิ่มอีกวันละ 60 ตัว" เด็กน้อยถอนใจใหญ่ยืดยาวอีกเป็นครั้งที่นับไม่ถ้วน ก่อนจะลำดับเรื่องราวต่อ "ทำอยู่ได้สักสามสี่เดือนละมัง เจ๊แกแพ้ท้อง ได้กลิ่นเลือดแล้วหน้ามืด เชือดเองไม่ไหวก็เลยให้หนูทำแทน แต่หนูไม่อยากทำ ไก่มันดิ้น ตามันเศร้ามาก หนูร้องไห้สงสารมันทุกวัน ไม่ทำก็ไม่ได้ เจ๊ตบบ้องหูหนูจนเห็นดาว ยิ่งเฮียเม้งงี้เตะที่เจ็บแทบขาดใจ ซี่โครงหนูเกือบหัก บางวันกระอักออกมาเป็นเลือดเลย หนูน่าจะตายแทนไก่เสียเอง จะได้หมดทุากข์หมดร้อน แต่ก็สงสารแม่ จะเอาเงินที่ไหนมาคืนให้เขา ปีนี้ข้าวจะได้ผลหรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลย" เด็กน้อยนัยน์ตาตกเหลือบมองลงต่ำ ท่าทีกระอักกระอ่วนใจนั้นดูซื่อ ๆ และจริงใจ เมื่อได้รับการคะยั้นคะยอ เธอก็เล่าต่อด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา หยาดน้ำตาคลอหน่วย "พี่รู้ไหม...วันที่มีเรื่องน่ะ หนูไม่อยากจะเชือดไก่ตัวนั้นเลย มันเป็นแม่ไก่สีแดงสวย มันมองหนูแล้วร้องจ๊อก ๆ คล้าย ๆ จะขอให้ช่วย หนูทำมันไม่ลง เจ็เห็นหนูไม่ทำ แกก็ด่าหนู ด่าแล้วก็เข้ามาจับมือหนูเชือด แต่หนูฝืนมือไว้เชือดไม่ลึกพอ ไก่ก็เลยยังไม่ตายดี แต่เจ๊แกเอามืดมาแกว่งตรงหน้าขู่ให้หนูรีบจับมันลวกน้ำร้อนเลยจะได้ถอนขนทันเฮียไปนึ่ง หนูกลัวแกจะฟันหนู ก็เลยแข็งใจจับแม่ไก่แดงหน่อนลงในหม้อ มันดิ้นแรงหนูก็เลยเอาฝาหม้อปิด มันดิ้นขลุกขลักอยู่สักพักก็เงียบไป" เด็กน้อยร้องไก้กระซิกด้วยความหวาดกลัว และรู้สึกสยดสยองในสิ่งที่ทำเป็นอย่างยิ่ง

"สักพักเจ๊แกก็เหลียวกลับมา เห็นหนูนั่งอยู่นิ่ง ๆ ไม่เชือดต่อ แกก็ตวาดหนูว่า...นังเอียด แกจะทำหรือไม่ทำ ถ้าไม่ทำฉันจะเชือดแกแทนไก่เดี๋ยวนี้ละ... แล้วเจ๊แกก็เอามีดเหวี่ยงเข้ามาที่หนู ที่พี่เห็นคอหนูเป็นแผลนี่แหละ หนูกลัวมากก็เลยปัด เจ๊แกหาว่าหนูกล้าสู้แก แกเลยยิ่งโมโหใหญ่ ตบหนูล้มส่งไปบนหม้อลวกไก่ โชคดีหม้อหนักมากเลยไม่ล้มใส่ แต่หนูก็โดนน้ำร้อนกระเด็นใส่ปอกเปิกไปทั้งตัว หนูคิดในใจขืนไม่หนีเจ๊แกคงเอาหนูตายแน่ เพราะเจ๊แกเงื้อมีดจะฟันหนูอีก หนูเลยวิ่งออกมาร้องเรียกให้คนช่วย โชคดีที่ร้านอยู่ริมถนนซอยคนเยอะหนูเลยรอดมาได้หวุดหวิด ไม่งั้นหนูคงถูกเจ๊แกฆ่าตายไปแล้วแน่ ๆ ความรู้สึกหนูตอนวิ่งหนีเจ๊หรือค่ะพี่ พี่เคยกลัวอย่างที่แม่หนูชอบพูดอยู่บ่อย ๆ ว่า กลัวจนชีวิตแทบจะออกจากร่างบ้างไหมล่ะ หนูว่าแม่ไก่แดงตัวนั้นตอนถูกจับเชือดกับตัวหนูตอนวิ่งหนีมีดเจ๊ เราคงกลัวพอ ๆ กันน่ะแหละ" เจ้าของเรื่องปาดน้ำตา "พี่...พี่ช่วยส่งหนูกลับบ้านที่ได้ไหมค่ะ" หนังสือพิมพ์ฉบับนั้นนำเสนอภาพถ่ายใกล้ เพื่อตั้งใจให้เห็นรอยกรีดเหวอะหวะที่ลำคอด้านข้าง พร้อมผิวหนังที่ถลอกปอกเปิกและแดงก่ำจากการถูกน้ำร้อนลวก ภาพชัดเจนจนน่าตกใจ เราตามไปคุยกับเจ๊ฮวย เจ้าของร้านกันดีกว่า เจ๊ฮวยเล่าว่า "อั๊วมีอาชีพขายไก่ ถ้าไม่มีคนทำอาชีพอย่างอั๊ว ก็ไม่มีไก่ส่งตลาด แล้วคุณจะซื้อไก่ได้จากที่ไหน พวกคุณจะมีอะไรกินกัน" สำเนียงเจ๊ออกแปร่ง ๆ ขณะที่พยายามเรียกร้องความเห็นใจ และให้ความสำคัญในอาชีพ "แม่มันเอานังเอียดมาประกันเงินกู้ไว้ ขัดดอกด้วย เงินก็หลายอยู่นาถึงได้ยอมให้ลูกมาทำงานหักเงิน แต่อีนังเอียดตัวดีมันช่างกระบิดกระบวนขึ้เกียจจะตายชัก ตอนงานยุ่งก็ยังเอาแต่อู้งาน ไม่ช่วยกันทำ ก็ทำไม่ทันพักนี้คนงานอั๊วกลับไปทำนา ไม่งั้นก็ไม่อยากจะใช้มันนักหรอก คิดดูนะคุณนักข่าว อั๊วเป็นเจ้าของแท้ ๆ ขนาดแพ้ท้องจะเป็นจะตาย ก็ยังต้องฝืนใจทำงาน แล้วมันวิเศษมาจากไหน" เจ๊ทำเกินไปหรือเปล่าล่ะ แค่ตีสักแปะสองแปะสั่งสอนก็น่าจะพอ เอียดมันยังเด็กอยู่เลย 13-14 ถึงไหมล่ะนี่" นักข่าวสาวคาดคะเนจากรูปปร่างค่อนข้างแกร็นของเด็กหญิง "อั๊วก็ไม่ได้ตั้งใจ แต่มันโมโหจนเลือดขึ้นหน้า ถ้าส่งไก่ไปให้ฝั่งโน้นไม่ทัน อีก็จะเลิกจ้างอั๊ว ลูกค้ารายใหญ่อย่างนี้อั๊วปล่อยให้หลุดมือไม่ได้ งานยุ่งขนาดนี้นังเอียดยังจะมาขี้เกียจเลือกนั่นเลือกนี่อีก ทั้ง ๆ ที่แม่มันเอาเงินอั๊วไปหลายแล้ว" เจ๊ฮวยถอนใจก่อนกล่าวต่อ "วันนั้นน่ะ ถ้าอีไม่สู้อั๊ว อีคงไม่ถูกมีดบาดเป็นแผลขนาดนั้น ส่วนเรื่องหม้ำน้ำร้อนอั๊วก็แค่จะขู่ให้อีทำงานเท่านั้น แต่อีดันล้มลงไปใส่หมอน้ำร้อนเอง ถึงเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตขึ้นมา แล้วอีก็วิ่งหนีเตลิดเปิดเปิง อั๊วตามไปเรียกก็ไม่หยุด คงตกใจมากกว่าน่ะแหล่ะ" เจ๊ฮวยถอนหายใจอีกหลายเฮือก "เกิดเรื่องขึ้น หนังสือพิมพ์เอาไปลง อานายเท้าฝั่งโน้นอีก็ตึง ๆ กับอั๊วคงหาว่าอั๊วทำให้เค้าพลอยเสียชื่อไปด้วย นี่ถ้าอีเลิกซื้อไก่อั๊ว อั๊วตายแน่ ๆ พักนี้ยิ่งต้องเร่งช่วยเฮียหาเงินไว้เลี้ยงลูกที่จะเกิดมาอีก เดี๋ยวนี้อะไร ๆ ก็แพงทั้งนั้น" เจ๊ฮวยถอนใจอีก เอามือลูบหน้าท้องประกอบคำพูดไปด้วย พลางส่ายหน้าไปมา "เกิดเรื่องขึ้นอย่างนี้ ไม่มีคนช่วย เฮียแกก็ต้องทำงานหนักอยู่คนเดียว คุณนักข่าวช่วยลงหนังสือพิมพ์หาลูกจ้างให้อั๊วมั่งได้มั้ยล่ะ นี่อั๊วต้องลดจำนวนไก่ลงนะ ไม่งั้นทำไม่ทันเลยจริง ๆ " เจ๊ฮวยว่าแล้วถอนใจอีกยืดยาว

หนังสือพิมพ์ฉบับนั้นนอเสนอภาพถ่ายใกล้ เพื่อตั้งใจให้เห็นรอยกรีดเหวอะหวะที่ลำคอด้านข้าง พร้อมผิวหนังที่ถลอกปอกเปิกและแดงก่ำจากการถูกน้ำร้อนลวก ภาพชัดเจนจนน่าตกใจ เราตามไปคุยกับเฮียเม้ง เจ้าของกิจการร้านข้าวมันไก่ชื่อดังและเจ้าของธุรกิจไก่สดส่งถึงที่กันบ้าง ชายหนุ่มลูกจีนผู้เอาการเอางาน ส่ายหน้ากับเหตุการณ์ที่เป็นข่าวหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์เกือบทุกฉบับ แล้วพูดแต่เพียงสั้น ๆ ว่า "นี่ถ้าผมมีเวลามากพอ หรือว่าอาฮวยไม่แพ้ท้องขนาดนี้ เราก็คงพอทำกันเองได้ไม่ต้องไปเคี่ยวเข็ญเด็กมัน ใจมันไม่ถึงอยู่แล้ว เชือดไก่ใครจะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย เด็กมันก็ดื้อ อาฮวยอีก็โมโหจัด ผมก็ห้ามไม่ทัน ไม่รู้จะทำยังไง...ไหน ๆ มันก็แล้วไปแล้ว มาว่ากันใหม่ดีกว่า ผมเป็นหัวหน้าครอบครัว ยังไง ๆ ก็ต้องดูแลทุกคนทุกเรื่องให้เรียบร้อยแล้ว นี่ก็ลดไก่ที่ร้านลง ทำเท่าที่พอทำได้ เกิดเรื่องเกิดราวแล้วมันได้ไม่คุ้มเสีย เหนื่อยกายก็พอแล้วยังต้องมาเหนื่อยใจอีก ผมมันคนความรู้น้อย เรื่องไก่นี่ก็ทำกันมาตั้งแต่สมัยก๋งน่ะแหละ คุณอย่าลงข่าวเรื่องนี้อีกเลยนะ ผมมันก็แค่คนทำมาหากินไปวันนึง ๆ เท่านั้น ไปเขียนเรื่องนักการเมืองดัง ๆ ดีกว่า ฮ้อหลายขายดีกว่ากันเยอะและ" เฮียเม้งพยายามเบี่ยงเบนประเด็นให้นักข่าว ตามประสานักการตลาดตัวยงเขาส่ายหน้าอีกครั้งก่อนจะปิดท้ายด้วยประโยคที่ว่า "ขายข่าวคนการเมือง ดีกว่าขายคนขายไก่นาคุณนา" เพื่อนบ้านซึ่งมายืนฟังเฮียเม้งให้ข่าว ทะลุกลางปล้องขึ้นมาบ้างว่า "มันก็ไม่แน่หรอกนะเฮียนะ ขายข่าวคนเชือดไก่ถูกเชือด อาจจะขายดีกว่าขายข่าวคนการเมืองถูกเชือดก็ได้ นักการเมืองเป็นข่าวกันทุกวัน สร้างข่าวกันทุกบ่อย ๆ คนอ่านชักจะเอือม ๆ กันแล้ว สู้ข่าวเชือดคนแทนไก่ไม่ได้นะเฮีย" เจ้าของบ้านหนุ่มใหญ่หันไปถลึงตาใส่เพื่อนบ้าน จนอีกฝ่ายต้องหลบตาแล้วเดินเลี่ยงจากไป

หนังสือพิมพ์ฉบับนั้นนำเสนอภาพถ่ายใกล้ เพื่อตั้งใจให้เห็นรอยกรีดเหวอะหวะที่ลำคอด้านข้าง พร้อมผิวหนังที่ถลอกปอกเปิกและแดงก่ำจากการถูกน้ำร้อนลวก ภาพชัดเจนจนน่าตกใจ เรามาฟังนักข่าวสาวพูดบ้างดีกว่า เธอเล่าให้เพื่อนนักข่าวด้วยกันฟังว่า "ฉันน่ะนะ ไม่ชอบทำข่าวของคนที่รู้จักกันเลย เฮียเม้งกับฉันก็โตมาไล่ ๆ กัน วันที่แกยกน้ำชากับเจ๊ฮวยน่ะ ฉันยังเดินข้ามถนนไปดูกับเค้าด้วยเลย เจ๊ฮวยแกสวยกว่านางงามบางคนเสียอีกนะ" "อยากรู้อยากเห็นมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กเชียวนะเธอ" เพื่อนนักข่าวสาวแซวพร้อมกับหัวเราะคิกคัก "เรียกว่ามีคุณสมบัติของนักข่าวมาแต่กำเนิดจะดีกว่า" "แล้วไง" "ฉันยังสลดใจไม่หายน่ะสิที่เฮียเค้ามีอันเป็นไปขนาดนั้น แต่ก็น่าแปลกนะ" "อะไรล่ะที่เธอว่าแปลก" "ก็ดูภาพนี้สิ...ดูแล้วฉันอดคิดไม่ได้ว่า แผลที่คอเด็กกับรอยเชือดที่คอไก่มันไม่ค่อยจะแตกต่างกันสักเท่าไหร่นะ ยิ่งเด็กมันล้มไปโดนน้ำร้อนลวกด้วยแล้ว เธอคิดบ้างไหมว่า บาปบุญคุณโทษน่ะเป็นเรื่องที่มีอยู่จริง" "แหม! แม่คุณ บาปกรรมอะไรกัน นั่นเป็นอาหารนะ" เพื่อนสาวแย้ง แม้ไม่เคยจะเต็มปากนัก "ใช่ แต่ก็ต้องพยายาให้เค้าทรมานน้อยที่สุด เท่าที่จำเป็นก็พอ อกเขาอกเราไง"

ห้าเดือนต่อมา ขณะที่เจ๊ฮวยเข็นรถเข็นเด็กกลับจากสวนสุขภาพใกล้บ้าน เพื่อนบ้านที่รู้จักคุ้นเคยกันดี ส่งเสียงคุยกันไล่หลังตามมาอย่างไม่เกรงว่าเจ๊จะได้ยิน แต่เจ๊ฮวยไม่ได้หยุดฟัง จะเพราะเข้าใจความหมายของคำพูดนั้นอย่างถ่องแท้ หรือว่าเป็นเพราะได้ยินบ่อยจนชินชาแล้้วก็ไม่แน่นัก "น่าสงสารแม่ลูกคู่นี้นะ เจ๊ฮวยแกหงอย ๆ ไปไม่ยักเสียงดังอย่างแต่ก่อน" คนพูดลากเสียงสูงตอนท้ายอย่างเห็นอกเห็นใจ อีกสองสามคนในกลุ่มพยักหน้ารัก ่"แน่ละซิ ผิวต้องมาตายในสภาพอย่างนั้นนี่" เหตุการณ์พระเพลิงเผาผลาญร้านค้าของเฮียเม้งกับเจ๊ฮวย จะเกิดเพราะไฟลุกลามจากหม้อตุ๋นไก่หรือไฟฟ้าลัดวงจรก็ไม่มีใครทราบแน่ชัด แต่ทราบแน่ว่า เช้ามืดวันนั้น เจ๊ฮวยเข็นรถลูกออกจากบ้านแต่เช้าตรู่เพื่อไปตักบาตรที่สวนสุขภาพใกล้บ้าน เพราะนับตั้งแต่คลอดลูกออกมาเจ๊ฮวยก็หันเข้าหาธรรมะมากขึ้น เลิกเชือดไก่ ปล่อยให้สามีดำเนินการไปเองตามลำพัง เฮียเม้งจึงนอนหลับอยู่ในห้องชั้นบนคนเดียว ถือโอกาสพักผ่อนตามสบายเนื่องจากเป็นเทศกาลวันหยุดต่อเนื่องยาวนาน ไม่ต้องส่งไก่ให้โรงงาน "ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อนะว่าบาปกรรมน่ะมีจริง เฮียเม้งแกชอบเผาหนูในกรงตักหนู ไฟลุกท่วมตัว วิ่งพล่านเหมือนกับที่แกวิ่่งตอนไฟลุกท่วมบ้านไม่มีผิด" ผู้พูดถอนใจเฮือกใหญ่ ส่ายหน้าไปมา คนฟังหลายคนคิดตาม นึกย้อนภาพเฮียเม้งกับกรงดักหนูที่เห็นกันจนชินตา "ตอนที่เฮียเม้งแกวิ่งไปวิ่งมา ร้องเรียกให้ช่วยเพราะติดหน้าต่างเหล็กดัดออกไม่ได้ ไฟก็ลุกท่วมบ้านเต็มไปหมด ฉันงี้จำติดตายังกะเกิดขึ้นเมื่อวานนี้เอง" "เรายังติดตาขนาดนี้..เมียแกจะขนาดไหน นี่ยังดีนะที่แกทำใจได้ ไม่ฆ่าตัวตายตามไปอีกคน มิหนำซ้ำลูกก็...เฮ้อ...น่ากลุ้มใจแทนแกออกนะ" "เคราะห์ร้ายจริง ๆ เสียผัวไปแล้วลูกยังดันเกิดมาเป็นอย่างนี้ จะหายหรือไม่หาย เป็นโรคอะไรก็ไม่รู้ หมอพยายามหาสาเหตุยังไงก็ไม่พบ ได้แต่ให้ยาไปตามอาการ น่าสงสารเด็กจริง ๆ " "เออ...เธอเห็นรูปที่หนังสือพิมพ์ถ่ายเจ๊ฮวยตอนอุ้มลูกไหมล่ะ" "อ๋อ! ที่ลงเป็นข่าว มีนักสังเคราะห์มาดูแลช่วยเหลือน่ะหรือ เห็นซี...ยังนึกสงสัยเลยนะว่ารอยที่คอลูกเจ๊ฮวยน่ะมันรอยอะไร..." ไม่มีใครต่อคำสนทนา ต่างนั่งนิ่งครุ่นคิดถึงภาพทารกน้อยนั้นด้วยความเวทนา ผู้ใดทำกรรมใดไว้ ย่อมได้รับผลแห่งกรรมนั้น ประหนึ่งต้นไม้ย่อมให้ผลเพียงประเภทเดียว ผลแห่งกรรมเก่ายาวนานและมากนักหนา เปรียบดั่งทุนที่ได้สะสมไว้ ควรเร่งสร้างกรรมใหม่ที่เป็นกรรมดี เพื่อบรรเทาผลแห่งกรรมเก่า ชีวิตก็จะปลอดจากความทุกข์กายทุกข์ใจ พ้นจากบ่วงแห่งกรรม ห่างไกลจากทุกข์ภัยทั้งหลายทั้งสิ้นนั้น

หนังสือพิมพ์ฉบับวันก่อนนำเสนอภาพแม่ลูก เป็นภาพใหญ่ ถ่ายใกล้เห็นรอยควั่นจนนูนเหมือนรอยกรีดบนลำคอด้านข้างเด็กน้อย พร้อมผิวหนังที่เป็นขุยลอกแดงก่ำเป็นจ้ำ ๆ ทั่วกาย ราวกับถูกของร้อน ๆ ลวก ภาพชัดเจนจนน่าตกใจ!

iFandKo

วันอาทิตย์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2547