Make your own free website on Tripod.com

ซินฮั้ว

เรื่องของซินฮัว เริ่มขึ้นในเมืองชนบทเล็ก ๆ ห่างไกลความเจริญของประเทศจีนเมื่อ 70 ปีก่อน ชวาบ้านส่วนใหญ่ในเมืองนี้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งแม้ระบอบการปกครองจะบอกว่าทุกคนมีความเท่าเทียมกัน แต่ในความเป็นจริงชนชั้นทางสังคมยังคงมีอยู่ในทุกแห่ง ภายใต้หลังคาบ้านเดียวกันก็ยังมีชนชั้นของครอบครัวและชนชั้นระหว่างเพศ ตามธรรมเนียมปฏิบัติมายาวนานหลายชั่วอายุคนของชาวจีน ที่ให้ความสำคัญกับเพศชายมากกว่าเพศหญิง ซินฮัวอาศัยอยู่ในเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้มาตั้งแต่เกิด ในครอบครัวที่มีฐานะยากจน ดังนั้นเมื่ออย่างเข้าสู่วัยสาว พ่อแม่จึงส่งเสริมให้ออกเรือนไปโดยเร็ว ซินฮัวมาอยู่อาตงในฐานะภรรยาคนที่ 2 แต่ถึงจะต้องเป็นสะใภ้รองซินฮัวก็ไม่ได้รู้สึกน้อยใจอะไร เพราะอย่างน้อยอยู่ที่นี่ก็ไม่ต้องอดมื้อกินมิ้อเหมือนอยู่กับพ่อแม่ และแม้จะต้องทำงานหนักในไร่ แต่ทุกคนในบ้านก็ต้องทำงานเหมือนกันหมด รวมทั้งสะใภ้ใหญ่ด้วย ในบ้านหลังนี้ แม่สามีเปรียบเสมือนประมุขของบ้าน ลูกสะใภ้ทุกคนมีฐานะไม่ต่างจากแรงงานคนอื่น ๆ สะใภ้ใหญ่แต่งงานอยู่กินอาตงมาหลายปี มีลูกชายคนโต 1 คน ลูกสาวอีก 3 คน ด้วยเหตุนี้ซินฮัวจึงถูกรับเข้ามากเป็นสะใภ้ที่ 2 ด้วยความหวังว่าจะมีลูกชายให้ตระกูลนี้เพิ่มขึ้น ในที่สุดซินฮัวก็ตั้งท้อง แต่เธอก็ยังต้องออกมาทำงานในไร่จนกระทั่งท้องแก่ใกล้คลอด จนเมื่อเจ็บท้องไม่สามารถทำงานต่อไปได้นั่นแหละ ชาวบ้านจึงพาเธอกลับบ้านเพื่อทำคลอด ซินฮัวรู้สึกตื่นเต้นอย่างมาก ลูกต้องเป็นผู้ชาย เธอภาวนาให้เป็นอย่างนั้น แม่สามีที่แสนดุจะได้รู้สึกดีกับเธอขึ้นบ้าง การคลอดผ่านไปไม่ยากนัก ทันทีที่เสี่ยงทารกร้องเจ้าเข้าหู ซินฮัวก็ร้องถามทันที "ผู้ชายหรือผู้หญิง" "ผู้หญิง" เสียงหมอตำแยบอกความผิดหวัง "อะไรกัน กี่คนก็ผู้หญิง นี่ก็ยังผู้หญิงอีก" เสียงแม่สามีเกรี้ยวกราดดังลั่นด้วยความผิดหวังในเพศของทารกน้อย "ใครจะเลี้ยงก็เลี้ยงไป อั๊วไม่เลี้ยงมันหรอก มีอย่างที่ไหน อุตส่าห์ให้มาอยู่ดีกินดี ดูสิมันยังคลอดเป็นผู้หญิงออกมาอีก" แม้ซินฮัวจะผิดหวังเช่นกันที่คลอดลูกเป็นหญิง แต่เธอก็ยังรู้สึกผูกพันกับสายเลือดของเธอ เมื่อแม่สามีมีคำสั่งให้เอาลูกไปทิ้งเพราะไม่ต้องการจะเลี้ยงหลานสาว ซินฮัวจึงแทบขาดใจด้วยความอาลัยลูกน้อย "ลื้อเลือกเอาว่าจะอยู่บ้านนี้ต่อไปหรือเปล่า ถ้าจะอยู่ก็เอามันไปทิ้งเสีย ลูกสาวเลี้ยงไว้ก็ขาดทุน กินเท่ากันแต่ทำงานน้อยกว่า มีลูกสาวเยอะ ๆ อีกหน่อยตระกูลเราก็หมดดี ลื้อรีบ ๆ เอาไปจัดการเลยนะ ก่อนที่มันจำลื้อได้" นี่คือประกาศิตของแม่สามี กระจาดไม้ไผ่สาน ที่มีร่างทารกตัวแดง ๆ นอนร้องเสียงดังวางอยู่ ไหลลอยไปกับสายน้ำด้านหลังหมู่บ้านในค่ำคืนหนึ่ง ซินฮัวเจ็บปวดจนไม่มีแม้น้ำตาสายน้ำจะพัดพากระจาดใบนี้ไปที่ใด ซินฮัวไม่อาจรู้ได้ แต่มันนำเอาหัวใจของเธอไปด้วย เมื่อหน้าที่สิ้นสุด เธอลุกขึ้นหันหลังเดินกลับบ้าน ตัดอกตัดใจไม่นำพากับเสียงร้องของลูกสาวคนแรกที่เริ่มแว่วหายไปในความมืด

ปีถัดมา ที่ริมลำธารแห่งนี้ ซิวฮัวกลับมาที่เดิมพร้อมกระจาดใบใหม่บรรจุทารกหญิงที่เพิ่งออกจากท้องเธอเมื่อไม่กี่ ชั่วโมงที่ผ่านมา ลูกสาวคนที่ 2 กำลังถูกสายน้ำพัดพาเหมือนคนแรกที่ลอยหายไป เธอพยายามตัดใจ คิดว่าความตายน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับลูก เวลาผ่านไป ซินฮัวยังคงทำงานหนัก เธอตั้งท้องอีกด้วยความหวังว่าจะเป็นผู้ชาย เพื่อสืบทอดทายาทให้กับตระกูลตามความหวังของแม่สามี แต่การณ์ที่เกิดขึ้นกลับเหมือนการเล่าเรื่องเก่า ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ลูกสาวเธอต้องถูกลอยไปกับสายน้ำอีก 2 คน! ประเทศจีนยังเต็มไปด้วยความแร้นแค้น ผู้คนบางส่วนเริ่มพากันอพยพหลบหนีข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังดินแดนส่วนต่าง ๆ ของโลกเพื่อแสวงหาชีวิตที่ดีกว่า รวมทั้งอาตงกับอาเซีย ลูกชายคนโตของสะใภ้ใหญ่ด้วย หลังจากทั้งคู่ลงเรือหายไปหลายปี จนแม่สามีของซินฮัวตายจากไปแล้ว ทางบ้านจึงได้รับข่าวคราวจากอาตง ให้เตรียมอพยพครอบครัวไปอยู่ดินแดนที่เรียกว่าสยาม เป็นครั้งแรกในชีวิตของซินฮัวที่จะได้ออกจากเมืองนี้ เธอรู้สึกตื่นเต้นและเต็มไปด้วยความหวังเหมือนคนอื่น ๆ ที่สำคัญที่สุดคือเธอจะได้ไปให้ไกลจาก "ความรู้สึกผิด" ที่ติดค้างในใจตลอดมาเสียที เธออยากไปให้ไกลจากลำธารที่เธอลอยร่างทารกลูกสาวแต่ละคนของเธอ ยิ่งไกลเท่าไรก็ยิ่งดี เธอจะทิ้งบาปไว้ที่นี่แล้วลืืมมันเสีย เธอจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ มันเป็นการเดินทางอันสุดแสนทรมาน บนเรือสำเภาลำเล็ก บรรจุผู้คนมากหน้าหลายตา แออัดยัดเยียด ตากแดดตากลมและตากฝนอยู่หลายวันทุกคนอิดโรย วันใดท้องฟ้าไร้เมฆหมอก พอสายหน่อยแสงแดดก็จะแรงกล้ารวมกับจะแผดเผาทุกสิ่งให้มอดไหม้ ซินฮัวนั่งพิงกระสอบบรรจุสิ่งของอย่างทอดอาลัย เธอไร้เรี่ยวแรง ลมหายใจแผ่วเบา ดวงตาเหม่อลอย ไม่มีสิ่งใดให้สนใจอีกแล้ว ท้องฟ้ากว้างใหญ่กับน้ำทะเลสีฟ้าสร้างความตื่นตาได้ในระยะแยกของการเดินทางเท่านั้น วันเวลาผ่านไป สิ่งรอบตัวยังเหมือนเดิม มีแต่น้ำ มีแต่ฟ้าและเพื่อนร่วมทางหน้าเดิม ๆ ที่ท่าทางอิดโรยเหมือน ๆ กัน เหลือแต่เพียงความหวังในดินแดนใหม่ที่รออยู่ปลายทางเท่านั้น แต่ปลายทางก็ยังไกลเกินกว่าจะจินตนาการไปถึงได้ เรื่องราวที่เวียนวนอยู่ในหัวซินฮัวยามนี้จึงมีแต่เรื่องเก่าซ้ำซาก รวมทั้งเรื่องที่เธออยากลืม ท้องทะเลกว้างไกลสุดสายตาหาชายฝั่งไม่พบ ทำให้เธอคิดถึงกระจาดไม้ไผ่ที่ลอยไปตามสายน้ำ ลูกคงต้องตากแดดตากลมและตากฝนไม่ต่างไปจากเธอขณะนี้ จะต่างกันก็ตรงที่ลูกยังเป็นทารกน้อยผิวอ่อนบาง และลูกยังเล็กเกินกว่าจะช่วยตัวเองได้ และซิบฮัวก็สะดุ้ง เธอได้ยินเสียงทารกร้องไห้จ้าแว่วดังมากับสายลม "เสียงเด็กร้อง อาเจ๊ลื้อได้ยินหรือเปล่า" ซินฮัวหันไปถามสะใภ้ใหญ่ สะใภ้ใหญ่หันมาอย่างอิดโรย "เด็กที่ไหน ลื้อเมาแดดแล้ว ใครจะเอาเด็กมาขึ้นเรืออย่างนี้" แต่เสียงเด็กยังคงร้องแผดจ้า ซินฮัวได้ยินชัดเจน นั่นไงล่ะ...ที่ท้ายเรือผู้หญิงคนนั้นอุ้มเด็กยืนอยู่นั่น ซินฮัวลุกขึ้นทันที พยายามพาร่างตัวเองแหวกผู้คนที่นอนอยู่ตามพื้นเรือไปยังต้นเสียง เธอเห็นผู้หญิงคนนั้นกำลังวางเด็กบนกระจาดไม้ไผ่ แล้วค่อย ๆ หย่อนกระจาดใบนั้นลงไปในทะเล "อย่า! อย่าทำอย่างนั้น สงสารมัน" ซินฮัวร้องสุดเสียง รีบเดินไปหาผู้หญิงคนนั้นอย่างรวดเร็ว แต่ไม่ทัน กระจาดใบนั้นถูกปล่อยลอยไปแล้ว เสียงทารกร้องไห้จ้า ซินฮัวมองตามร่างน้อยบนกระจาดด้วยความรู้สึกใจหาย เด็กน้อยตัวแดงบนกระจาดดูละม้ายลูกสาวของเธอยิ่งนัก ดวงตายาวรีมองจ้องมาที่เธอเหมือนจะขอให้ช่วย ทันใดนั้นคลื่นลูกใหญ่ซัดสาดพัดพากระจาดใบนั้นจนคว่ำหายไปในท้องทะเล ซินฮัวตะโกนร้องอย่างสุดเสียง "ช่วยด้วย! มันจมไปแล้ว ช่วยด้วย" ซินฮัวผวาไปที่กราบเรือ แล้วกระโดดลงไปในทะเลทันที พยายามว่ายน้ำสุดชีวิตเพื่อควานหากระจาดใบนั้น เธอว่ายจนกระทั่งหมดแรง สำลักน้ำและสติเริ่มเลือนลาง ร่างของซินฮัวเริ่มจมดิ่งลงในน้ำทะเล ซินฮัวแทบไม่เชื่อสายตา ใต้น้ำทะเล เธอเห็น่างเล็ก ๆ นั้นจมลงข้าง ๆ ดวงตายาวรีของเด็กยังจ้องมองมาที่เธอ แต่ริมฝีปากของทารกน้อยกลับแย้มราวกำลังยิ้ม! เสียงคนจ้อกแจ้กจอแจดังอยู่รอบ ๆ ตัว ซินฮัวค่อย ๆ เผยอเปลือกตาขึ้น สายตาค่อย ๆ ปรับรับภาพเลือน ๆ ของสะใภ้ใหญ่ก้มลงมามอง "เด็ก..." ซินฮัวพึมพำ "แม่ใจร้ายทิ้งเด็กลงทะเล ช่วยด้วย" "เด็กที่ไหน ไม่มีเด็กสักหน่อย อั๊วเห็นแต่ลิ้นเดินไปท้ายเรือ แล้วจู่ ๆ ก็กระโดดลงทะเลไป ดีที่อาไต้ก๋งโดดลงไปคว้าลื้อไว้ทัน ไม่งั้นลื้อตายไปแล้ว" ซินฮัวนิ่งงันเมื่อได้ยินคำของสะใภ้ใหญ่ นึกถึงคำว่า "เวรกรรม" ขึ้นมาทันที เด็กคนนั้นตต้องเป็นลูกเธอแน่ ๆ นี่ขนาดเธอหนีมันออกมาแสนไกลเพียงนี้ มันก็ยังตามมาหลอกหลอนเธออีกจนได้ ซินฮัวหลับตา แต่ภาพแววตากับรอยยิ้มของมันใต้น้ำ ยังติดตาไม่ลบเลือน ชีวิตของซิบฮัวบนแผ่นดินใหม่ในประเทศสยาม มีความสุขมากกว่าเมื่อก่อนมากมาย เพราะไม่ต้องทำงานหนักในไร่อีกแล้ว หน้าที่ของเธอมีเพียงทำงานบ้าน และช่วยเลี้ยงลูก ๆ ของสะใภ้ใหญ่เท่านั้น หลังจากครอบครัวอพยพมาอยู่พร้อมหน้าไม่นาน สะใภ้ใหญ่ก็ตายจากไปพร้อมกับอาตงด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ เรี่ยวแรงหลักของครอบครัวจึงกลายเป็นอาเซีย ลูกชายคนโตของอาตง ซินฮัวทำหน้าที่เลี้ยงดูเด็ก ๆ ตั้งแต่เล็กจนโต ทุกคนต่างก็แยกย้ายไปประกอบอาชีพของตัวเอง โดยเฉพาะอาเซียประสบความสำเร็จมาก ทำการค้ารุ่งเรือง แม้ซินฮัวไม่มีภาระหน้าที่แล้ว อาเซียก็ยังให้เงินซินฮัวใช้เป็นประจำซินฮัวจึงมีเวลาไปเที่ยวกับเพื่อน ๆ ในวัยเดียวกัน เข้าวัดถือศีลกินเจ มีงานบุญที่ไหนก็พากันไปเป็นคณะ "คราวนี้เขาจะไปกาญจนบุรี ไปดูทางรถไฟ ไปดูถ้ำอะไรก็ไม่รู้ เขาว่าสวย แล้วขากลับ ก็แวะมาไหว้พระกัน ลื้อไปนะ อั๊วจองให้แล้ว" อาม่าข้างบ้านชักชวน สะพานข้ามแม่น้ำแคววันนั้นคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยว ซินฮัวตกใจเมื่อมารู้ทีหลังว่าตารางการท่องเที่ยวของคณะจะมีการพาล่องแพตามแม่น้ำแควด้วย ตั้งแต่ตกทะเลเมื่อหลายสิบปีก่อน เธอพยายามหลีกเลี่ยงการเดินทางทางน้ำทั้งหมด แม้จะไม่เคยมีเหตุการณืทำนองเดียวกันเกิดขึ้นอีก แต่เธอก็ไม่ไว้ใจ "ลื้อไม่ต้องกลัว ปลอดภัย เขาไปพร้อม ๆ กัน นั่งบนแพ ค่อย ๆ ไปเรื่อย ๆ ใครอยากว่ายก็ลงไปว่าย ไม่อยากว่ายก็นั่งเฉย ๆ บนแพ ไม่น่ากลัวหรอกเย็นดี" อาม่าข้างบ้านรับรอง

แพขนาดใหญ่ประกอบด้วยลำไม้ไผ่หลายลำ มีเรือลากให้ลอยทวนไปในสายน้ำ นักท่องเที่ยวพากันสัมผัสธรรมชาติสดชื่นสองฟากฝั่ง จนกระทั่งถึงระยะหนึ่งเรือนำแพก็หยุด ปล่อยให้แพลอยตามสายน้ำ กลับมายังจุดเริ่มต้นที่เดิม ซินฮัวรู้สึกดีขึ้นเมื่อเห็นว่าการส่องแพไม่น่ากลัวอย่างที่คิด อาม่าข้างบ้านนั้นพอถึงเวลาลงแพ เกิดอาการเวียนหัวขึ้นกะทันหัน อาจเป็นเพราะอากาศที่ร้อนอบอ้าวและนั่งรถมานาน จึงขอตัวรออยู่บนฝั่ง "อาฮัว ลงน้ำไหม" เพื่อนร่วมคณะทัวร์ชักชวน ซินฮัวส่ายหัว "เอ้า!...ใครจะลงเล่นน้ำใส่เสื้อชูชีพให้เรียบร้อยก่อนนะครับ" นายท้ายแพบอกสมาชิกทัวร์ ไม่ช้าบนแพก็เหลืออยู่เพียงสองสามคน ซินฮัวนั่งมองผู้คนที่ปล่อยตัวลอยตามน้ำไปด้วยความสนุกสนาน สำหรับเธอแม้มันจะไม่น่ากลับแต่ก็ไม่น่าไว้วางใจ ซินฮัวมั่นใจว่าถ้าวิญญาณของลูก ๆ มีจริง พวกมันคงรอเวลาเอาคืนกับเธอแน่ ๆ คำสอนของพระที่ได้ฟังเทศน์มาบ่อย ๆ ก็มีเรื่องบุญบาป เรื่องกรรมไม่ว่าใครถ้าทำชั่วก็ต้องชดใช้ เธอปล่อยลูกลงน้ำ มันต้องหาทางทวงความแค้นคืนกับเธอทางน้ำแน่ ๆ สมองของซินฮัวเวียนวนอยู่กับภาพกระจาดไม้ไผ่ลอยน้ำในอดีตอย่างหยุดไม่ได้ แล้วก็สะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงทารกร้องจ้า นั่นไง.. เสียงร้องของเด็ก มันมาอีกแล้ว อั๊วไม่น่ามาเที่ยวทางน้ำเลย มันมาอีกแล้ว ซินฮัวเลิกลั่กมองซ้ายมองขวาอย่างหวาดกลัวอยู่บนแพ นั่นไง... มีผู้หญิงเอากระจาดมาทิ้งเด็กอีกแล้ว อยู่บนริมน้ำฝั่งโน่น "อย่า อย่าทิ้งเลย สงสารมัน เอามาให้อั๊ว อั๊วเลี้ยงเอง" ซินฮัวตะโกนไปที่หญิงคนนั้น "ตะโกนอะไร ซิ้ม" นายท้ายที่ยืนคัดแพหันมาถามอย่างตกใจที่จู่ ๆ ซินฮัวก็ตะโกนขึ้นมา "ผู้หญิงนั่น อีจะเอาเด็กมาทิ้ง" ซินฮัวขี้ไปที่บ้านริมน้ำ มีผู้หญิงยืนอยู่ที่ท่าน้ำ "เด็กที่ไหน เขามาซักผ้า นั่นตะกร้าผ้า ซิ้มตาฝาดแล้ว" นายท้ายบอก เธอไม่ได้ตาฝาด ผู้หญิงคนนั้นนั่งลงแล้วก็ปล่อยกระจาดลงน้ำ ซินฮัวผุดลุกไปที่ริมแพทันที พลางตะโกนห้ามอย่างสุดเสียง แต่ดูเหมือนมันจะช้าเกินไป กระจาดลอยน้ำไปเียงไม่นานก็คว่ำลงตามแรงซัดของสายน้ำ เธอตะลึงมองภาพที่เกิดขึ้น มองไปที่นายท้ายพบว่าเขายังยืนมองงง ๆ ไม่มีทีท่าว่าจะเห็นในสิ่งที่เธอเห็น ซินฮัวหันกลับไปมองสายน้ำตรงหน้า แล้วก็ชะงัก ไม่มีกระจาด ไม่มีเด็กทารก เธอคงจะตาฝาดไปนั่งเอง! เธอถอนใจโล่งอก...รู้สึกเหมือนจะเป็นลม น้ำในแม่น้ำใส่แจ๋ว เอาน้ำเย็นลูบหน้าอาจทำให้ดีขึ้น ขณะก้มลงเอื้อมมือวักน้ำ ซินฮัวรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างมายึดจับมือเธอไว้ เธอก้มลงมองมือของเธอที่อยู่ในน้ำ เห็นมือเล็ก ๆ ยึดจับมือเธออยู่! ใต้น้ำใส แววตาของทารกน้อยมองจ้องมายังเธอ มันยิ้มอีกแล้ว! ซินฮัวตกใจสุดขีด พยายามสลัดมือนั้นให้หลุด แต่ไม่ว่าจะออกแรงมากแค่ไหนมันก็ยังจับแน่น เหมือนจะดึงเธอให้ตกลงไปในน้ำ ซินฮัวต่อสู้กับแรงที่ทรงพลังจนเกือบจะตกลงไปตามแรงดึงนั้นอยู่แล้ว พลันมือของนายท้ายมากระขากแขนเธอกลับมาอย่างแรง "ซิ้ม...จะตกน้ำอยู่แล้ว ก้มไปมองอะไร น้ำใส ๆ อย่างนี้ลึกนะซิ้ม สิบคนยืนต่อกันยังไม่ถึงพื้นเลย" ซินฮัวยังนั่งตะลึงตัวแข็งอยู่บนแพ เด็กทารกใต้น้ำพยายามดึงเธอให้ลงไปอยู่ักับมัน ใครจะเชื่อ ข้ามน้ำข้ามทะเลมาไกลขนาดนี้ เวลาจะผ่านไปแล้วกี่สิบปี แต่มันก็ยังตามมาคอยทวงหนี้กรรมไม่ยอมจบสิ้น

หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ซินฮัวหันหน้าเข้าวัด ถือศีลเจริญสมาธิภาวนาทุกครั้งจะแผ่เมตตาถึงลูกสาวทุกคนของเธอ แต่การปฏิบัติธรรมเป็นไปได้เพียงระยะหนึ่งเท่านั้นต้องหยุด เนื่องจากอาการเจ็บป่วยทางการที่รุมเร้า ทั้งโรคเกาต์ หัวใจโต และอัมพฤกษ์ ที่ทำให้ซินฮัวต้องนอนรักษาตัวอยู่บ้าน ซินฮัวรู้สึกว้าเหว่ ลูกชายลูกสาวของสะใภ้ต่างมีภาระของตัวเองแม้พวกเขาจะออกเงินจ้างพยาบาลมาดูแลเธอ แต่ซินฮัวก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าถ้้าพวกเขาเป็นลูกแท้ ๆ ของเธอ เขาคงจะดูแลเธอใกล้่ชิดกว่านี้ ถ้าตอนนั้นเธอใจแข็งกับแม่สามี ยืนยันที่จะเลี้ยงลูกสาวไว้ เธอคงไม่ต้องรู้สึกว้าเหว่เหมือนอยู่คนเดียวบนโลกอย่างนี้ ผลกรรมมันตามเธอทันแล้ว ต้องมานอนอยู่เฉย ๆ ขยับไปไหนไม่ได้ ช่วยตัวเองไม่ได้ ไม่ต่างจากทารกบนกระจาดในสายน้ำ "อาพยาบาล" ซินฮัวส่งเสียงเรียกอย่างแผ่วเบา ไร้เรี่ยวแรง "ลื้อไปไหน อั๊วร้อนจงเลย" สายมากแล้ว แสงแดดสาดส่องเข้ามาในห้อง วันนี้รู้สึกเหมือนจะร้อนกว่าทุกวัน ปกตินางพยาบาลจะมาช่วยปิดม่านบังแสง แต่วันนี้หายไปไหน ใกล้เที่ยงแสงแดดยิ่งแผดกล้าขึ้น ผิดหน้าซินฮัวเริ่มแดงเป็นรอยไหม้ ร้อนร้อนอะไรอย่างนี้ ร้อนเหมือนโดนไฟเผา ซินฮัวรู้สึกเหมือนผิวของเธอมันอ่อนบางเหลือเกิน อ่อนบางเหมือนผิวทารก ภาพเด็กน้อยในกระจาดไม้ไผ่ลอยไปตามสายน้ำ เนื้อตัวแดงไหม้จากแสงแดดที่แผดเผาปรากฏขึ้นมาในห้วงสำนึกของซินอัว เสียงร้องแผดจ้าดังก้องในหู สติเริ่มเลือนลาง พลันซินฮัวกลับรู้สึกถึงความเย็น ตะวันคงลับฟ้าและซีนะ ทันใดเสียงฟ้าร้องครืนดังก้อง สายฟ้าแลบเป็นประกายนอกหน้าต่าง ไม่นานฝนก็ตกลงมาอย่างหนัก สาดซัดเข้ามาในห้องนอนทางหน้าต่างที่เปิดค้างไว้ เนื้อตัวของซินฮัวเปียกขึ้นจากละอองฝน เธอรู้สึกปวดหัว หนาวสั่น แต่ภายในร่างกายกลับร้อนผ่าวราวกับมีไฟเผา เสียงประตูห้องเปิดเข้ามา ตามด้วยเสียงฝีเท้าคนเดินไปปิดหน้าต่าง ฝนหยุดตกแล้ว "คุณยาย หนูมีธุระ มาช้าไปหน่อย ทิ้งให้อยู่คนเดียวตั้งนาน คุณยายเป็นยังไงบ้างคะ" เสียงใกล้เข้ามาพร้อมร่างนางพยาบาลหยุดยืนที่ขอบเตียง ซินฮัวมองหน้าที่ก้มลงมาใกล้กับหน้าเธอ แล้วดวงตาแห้งผากของหญิงชราก็เบิกกว้าง แม้สติจะเลื่อนลอย แต่เธอยังจำมันได้อย่างแจ่มขัด แววตาของนางพยาบาลที่มองจ้องลงมา ไม่...ไม่ใช่...ไม่ใช่...ซินฮัวส่ายหน้าอย่างไม่อยากเชื่อ ตาคู่นั้น...นัยน์ตายาวรี...มันเป็นตาคู่เดียวกับนัยน์ตาของเด็กทารกในทะเลในแม่น้ำ ทุกครั้งที่มันมองมา มันคือดวงตาคู่นี้ ริมผีปากคู่นั้นเริ่มแย้มยิ้ม ยิ้มที่ทำให้หัวใจซินฮัวแทบจะหยุดเต้น เพราะมันเป็นยิ้มเดียวกับยิ้มมุมปากของทารกใต้น้ำคนนั้นไม่มีผิด ซินฮัวหลับตาลง ปล่อยให้น้ำตารินไหลด้วยความสิ้นหวัง มันไม่ยอมปล่อยเธอไปจริง ๆ และเธอก็จะไม่หนีมันต่อไปอีกแล้ว!

iFandKo

วันศุกร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2547