Make your own free website on Tripod.com

เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ทุกวัน

"โลกนี้เป็นโรงเรียนโรงใหญ่ มหาวิทยาลัยอันมหึมาเราไม่เคยเรียนจบเพราะหลักสูตรมีมากมาย "

เรื่องเรียนรู้ใหม่ ๆ เป็นเรื่องที่ไม่เล็ก แถมยังเป็นเรื่องใหญ่ เมื่อเราเป็นเด็ก เราเริ่มเรียนรู้ทุกอย่างจากแม่จากพ่อจากคนในครอบครัว เติบโตขึ้นก็เข้าไปเรียนรู้โลกในใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิมในห้องเรียน ไม่ต้องเรียนหนังสือมาก แค่ร้องเพลง หัดอยู่ร่วมกับคนอื่น แถมได้กินนมนอนในตอนกลางวันเสียด้วย เราเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ซ้ำยังต้องเรียนรู้เรื่องที่ยากมากขึ้นทุกวัน เรื่องบางเรื่องยากถึงขนาดเรียนเท่าไร ก็ยังไม่ยอมเข้าใจ ไม่ใช่ว่ามันยากเกินไป แต่เป็นเพราะมันไม่ใช่เรื่องที่เราต้องการจะเข้าใจ เชื่อไหมหากเราต้องการจะเข้าใจในเรื่องอะไรก็ตาม ต่อให้ยากแค่ไหนก็สามารถทำความเข้าใจกับมันได้ไม่ยากเลย โลกในโรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัย เป็นโลกแห่งการให้อภัย ทำผิดก็เริ่มต้นใหม่ได้เสมอ สอบตกก็ยังสอบซ่อมได้มีโอกาสให้ได้แก้ไขและแก้ตัว ครั้นพอจบโลกในรั้วโรงเรียนแล้วทุกอย่างกลับเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน บางคนคิดว่าตัวเองจบหลักศูตรแล้ว พอกันทีโรงแห่งการเรียน การทดสอบ และการให้คะแนน แบ่งที่หนึ่ง ที่สอง หรือที่โหล่ แต่เปล่าเลย การวัดผล การวัดความรู้ การสอบภูมิปัญหา ยังคงมีให้เราได้พิสูจน์และยังมีเพื่อพิสูจน์และยังมีเพื่อพิสูจน์เราไปเรื่อย ๆ จนวันสุดท้ายของชีวิต เมื่อเราถอดเสื้อครุยออก ก็ต้องเริ่มต้นเป็นมนุษย์ทำงาน เริ่มต้นหาเงินเลี้ยงตัวเองอย่างสมบูรณ์แบบ คนที่ทำงานเท่านั้นจึงจะเป็นคนที่มีค่า คนที่มีชีวิตอยู่ไปวัน ๆ อาจจะมีชีวิตอยู่อย่างเบื่อ ๆ มีความหวังหลงเหลือเล็กน้อย ไม่มีไฟในการดำรงอยู่ แล้วถ้าเรามองดู เราจะพบว่าคนเรามีชีวิตอยู่สองแบบ ชีวิตทำงานกับชีวิตส่วนตัว ชีวิตทั้งสองแบบนี้ต้องการการเรียนรู้ตลอดวเลา เพื่อให้เราแหลมคมขึ้นทุกวัน เพื่อให้เราอยู่อย่างเข้าใจมีความสุขและประสบผลสำเร็จอย่างที่ได้ตั้งความหวังคาดฝันไว้ ในฐานะของคนทำงาน มีอะไรบ้างที่จะต้องเรียนรู้ หรือว่าแค่ตื่นนอนตอนเช้า อาบน้ำแต่งตัวสวยหล่อ ออกเดินทางไปทำงาน แล้วก็กลับบ้านเป็นประจำอยู่ทุกวัน หากเป็นเช่นนี้ชีวิตคงน่าเบื่อเล็กน้อย และโอกาศที่จะได้ก้าวหน้าในชีวิตทำงานคงจะเป็นไปตามจังหวะรถไฟ "ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง" มาลองดูกันดีกว่าว่ามีอะไรที่เราควรจะต้องเรียนรู้บ้างในฐานะของคนทำงานคนหนึ่ง ทำอย่างไรเราจะทำงานได้ดี มีประสิทธิ์ภาพ และฉายแววความสามารถออกมา

รู้จักและเข้าใจจุดประสงค์ของตัวเอง อย่างแรกก็คือต้องเรียนรู้องค์กรของเราว่ามีประวัติความเป็นมาอย่างไร มีจุดประสงค์ในการทำธุรกิจเพื่ออะไรมีนโยบายอย่างไร เมื่อรู้จักก็จะวางตัวได้ถูก ทำงานได้ตามเป้าหมายที่บริษัทหรือผู้บริหารได้วางแผนหรือกำหนดไว้

อ่านหนังสือพิมพ์ จริง ๆ แล้วคนส่วนใหญ่จะอ่านเฉพาะ เรื่องที่ตัวเองสนใจอยากรู้ แต่ถ้าหากเราทำงานอยู่ในองค์กรไหนแล้วเราไม่สนใจเรื่องที่เกี่ยวกับองค์กร ก็ถือว่าเราไม่เตรียมพร้อม ไม่มีความพร้อม และไม่อยากจะพร้อมในการทำงานจึงควรเรียนรู้เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับบริษัทองค์กรของเรา มันจะทำให้เราทำงานได้ดีขึ้น รอบคอบขึ้น ตอบคำถามเจ้านายหรือลูกน้องได้อย่างมีระบบและมีที่มาที่ไป มีข้อมูลรองรับสิ่งที่พูด ยืนยันสิ่งที่คิด

พยายามเพิ่มพูดประสบการณ์ในการทำงาน เมื่อทำงาน เราต้องตั้งใจและรักในงานที่ทำ หากใครมีความเชื่อว่า "หากเรารักในงานที่ทำ เราจะทำงานนั้นได้ดีและไม่รู้สึกต้องสูญเสียอะไรมาก" นี่เป็นเรื่องจริง หากใครไม่สามารถทำงานที่คาดหวัง ที่รักได้ก็จงรักในงานที่ทำ เมื่อรักแล้ว ก็จงอย่าประวิง ขี้เกียจหรือไม่ยอมศึกษางานที่ทำเลย นอกจากทำความรู้จัีกและรู้จริงอย่างถ่องแท้ในงานที่ทำแล้ว ยังต้องทำความเข้าใจส่วนประกอบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในงานด้วยจึงจะดีอย่ากลัวงานหนักและผย่าหลบหลีกงาน งานหนักจะทำให้เรามีประสบการณ์มาก การที่มีประสบการณ์ในงานมาก ๆ นั้น จะทำให้เราสง่า ฉายแวว หากเจ้านายจะต้องเลือกตัวแทนไปทำอะไรสักอย่าง ก็จะมีโอกาสมากกว่าคนอื่น รู้มากกว่าคนอื่น ย่อมมีโอกาสมากกว่าคนอื่นไปด้วย

เข้าใจคนอื่น อย่างที่ได้กล่าวมาแล้วว่าเรามีความจำเป็น ต้องเรียนรู้หลังจากเรียนรู้เรื่องราวอย่างละเอียดแล้ว เราต้องเรียนรู้บทบาทของแผนกอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย รู้ว่าเขามีเงื่อนไขอะไร เมื่อรู้ว่าบทบาทในการทำงานของคนอื่น แผนกอื่นเป็นอย่างไร จะทำให้เราทำงานกับใครก็ง่ายขึ้น การปรับเปลี่ยนตัวเราให้เข้ากับคนอื่นนั้นง่ายกว่าการพยายามปรับเปลี่ยนคนอื่นให้เข้ากับเรา "แก้ไขคนอื่นนั้นยาก แก้ไขตัวเองแม้จะไม่ง่าย แต่ก็ง่ายกว่ามากนัก" หากเราเรียนรู้ได้และเข้าใจ ก็จะทำงานได้ง่ายขึ้น มีข้อขัดแย้งน้อยลง และมีความสุขในการทำงาน

อ่านให้มาก ฟังให้มาก ไม่ต้องพูดมาก เราไม่จำเป็นต้องอ่านหนังสือหรือฟังเพียงแต่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับเราเท่านั้น ไม่ใช่อ่านแต่หนังสือพิมพ์ คนเราเรียนรู้ได้จากหนังสือ และหนังสือทุกเล่มมีประโยชน์ในมุมที่แตกต่างกันไป การอ่านหนังสือเป็นสื่อเดียวที่ทำให้เรามีจินตนาการได้สูงสุด เพราะไม่มีภาพ ไม่มีเสียง ไม่มีอะไรมาขี้นำ มันจะทำให้จินตนาการได้รับการปลดปล่อยซึ่งเป็นเรื่องดี การฟังคนอื่นมาก ๆ ก็ทำให้ได้มีโอกาสเรียนรู้จากประสบการณ์ของคนอื่น ไม่ต้องเริ่มต้นลองผิดลองถูกด้วยตัวเองทั้งหมด (แต่คนบางคนชอบลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง กรณีนี้ถือเป็นสิทธิส่วนบุคคล)

แก่แค่ไหนก็ยังเรียนได้ หากมีโอกาสดีก็ไปเรียนหนังสือ เพิ่มเติม เพิ่มวุฒิหรือเพิ่มสาขาวิชาที่เรียนก็ได้ การเรียนที่โรงเรียนหรือการเรียนด้วยตัวเองนั้น แตกต่างกันก็ตรงที่เราจะได้มีเพื่อนเพิ่มขึ้น ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น มีอาจารย์ให้ถามเมื่ออยากรู้ และได้กระดาษหนึ่งใบมารับประกันว่า "เราเป็นคนมีการศึกษา" แต่หากไม่มีโอกาส ไม่เป็นไรเพราะสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง ทั้งจากการอ่านหนังสือ เข้าห้องสมุด เล่นอินเทอร์เน็ต พูดคุยกับผู้รู้ ผู้มีประสบการณ์ ฟังวิทยุ ดูโทรทัศน์ ศึกษาเองจากธรรมชาติ โลกใบนี้มีเวทีให้เรียนรู้มากมาย รวมทั้งการเรียนรู้จากประสบการณ์ของเราเองด้วย

เรียนรู้จากเพื่อนร่วมงาน ไม่ว่าจะเป็นในระดับที่สูงกว่าหรือน้อยกว่า เราก็สามารถเรียนรู้และได้ประสบการณ์การทำงานเพิ่มจากพวกเขา เพียงแค่เราเปิดใจและไม่มีความคิดว่า "เราเจ๋งที่สุดแล้ว" เพราะว่าทุกคนทุกระดับต่างมีประสบการณ์ตรงที่มีค่า ที่เราเองก็ไม่เคยประสบ ลูกน้องอาจจะเป็นครูที่ดีของเรา ลูกพี่ของเราก็อาจจะสอนอะไรที่วิเศษให้กับเรา ชนิดที่ว่าไม่มีในบทเรียนไหนหรือหนังสือเล่มไหนมีสอนเอาไว้ เปิดใจยอมรับ และอย่าอยู่ในกรอบของตัวเองเพียงคนเดียว

รู้จักผู้คนทุกระดับ ทุกสาขาอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นหมอ พยาบาล วิศวกร คนขับแท็กซี่ คนขายหนังสือพิมพ์ ศิลปิน นักวิชาการ นักร้อง นักแสดง ทนายความ สิบแปดมงกุฏ ทุกคนต่างมีความแหลมคมเฉพาะตัวให้เราได้เรียนรู้ บางคนสอนเราโดยที่เขาเอง็ก็ไม่รู้ตัวเลย การเรียนรู้นั้นไม่จำเป็น ต้องเดินเข้าไปแล้วบอกว่า "พี่ ๆ ช่วยสอนผมเรื่องนี้หน่อย" การที่เราใกล้ชิดเขา ฟังเขาคิด ดูเขาทำ เราก็ได้เรียนรู้จากเขาแล้ว การเรียนรู้ใหม่เพิ่มเติมทุกวัน ทำให้ชีวิตแหลมคมขึ้น นอกจากการเรียนรู้ในฐานะคนทำงานแล้ว เรายังมีชีวิตส่วนตัวที่จำเป็นต้องเรียนรู้ ความสำเร็จของมนุษย์มีสองส่วน คนที่สำเร็จดีในชีวิตการงานก็ไม่ใช่ว่าจะสำเร็จสมบูรณ์ในชีวิตครอบครัวหรือชีวิตส่วนตัวบางคนเก่งเรื่องนอกบ้าน แต่ในบ้านมีรูโหว่า มีปัญหา ดังนั้นการเรียนรู้ปรับปรุงทุกวัน จึงควรให้ความสำคัญกับเรื่องส่วนตัว ชีวิตส่วนตัว ชีวิตครอบครัวด้วยจึงจะสมบูรณ์ เรื่องส่วนตัว เรื่องครอบครัว เป็นเรื่องสำคัญใกล้ตัวที่สุดที่ควรใส่ใจ

พูกกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ของคู่รัก ภรรยาหรือสามี ลูกพ่อแม่ หรือพี่น้อง หากเรามีเวลาให้เขา เขาก็จะมีความสุข และเข้าใจเรามากขึ้น ความเข้าใจกันและกันเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับ "ครอบครัว" เด็กตัวเล็ก ๆ วัยรุ่นหรือวัยรุ่นตอนปลายต่างก็ต้องการคนที่เขาจะพูดคุยด้วยได้ เด็กก็จะชอบถาม เพราะโลกนี้เป็นของใหม่สำหรับเขา อะไร ทำไม อย่างไร ล้วนแล้วเป็นเรื่องที่เขาต้ตองการคำตอบทั้งสิ้น หากเรามีเวลาให้เขา ลูกของเราก็จะเป็นเด็กที่มีคุณภาพชีวิตดี เข้าใจสรรพสิ่งรอบกายและมีเหตุมีผล วัยรุ่นก็เป็นวัยที่ต้องการที่ปรึกษา เพราะวัยรุ่นเป็นวัยที่ต้องเริ่มตัดสินใจอะไรด้วยตัวเองแล้ว แต่ยังต้องการคนให้คำปรึกษาให้อุ่นอกอุ่นใจอยู่ดี หากเรามีเวลาให้ลูก (ในช่วงที่เขาเป็นวัยรุ่น) เขาก็จะรู้สึกว่าบ้านของเขาเป็นบ้านที่อบอุ่น น่ากลับ น่าพักพิง เมื่อมีปัญหา เราก็ได้ร่วมรับรู้ปัญหา ร่วมตัดสินใจ ไม่ต้องมานั่งเสียใจทีหลังว่าตัวเองไม่มีโอกาสได้รับรู้หรือได้ช่วยอะไรเลย ส่วนวัยรุ่นตอนปลายก็คือคนข้างกายของเรานั่นเอง แม้จะรักและรู้ใจกันมากแค่ไหน แต่ก็ยังต้องการการพูดคุย ทะนุถนอมความรู้สึก ประคับประคองกันและกันอยู่ดี เพราะฉะนั้นการพูดและรับฟังจะทำให้เราไม่สูญเสียครอบครัวไป เรียนรู้ ทุกวันด้วยคำถามที่แสนธรรมดา "วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง" "สบายดีไหม" "มีอะไรให้ช่วยหรือเปล่า" อย่าปล่อยให้สายเกินไป

เรียนรู้เรื่องการรักษาสุขภาพ "ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ" กฏเก่าที่เราได้ยินมาจนชินหู เรียนรู้ที่จะดูแลสุขภาพตัวเองเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเงินทองนั้นสามารถแลกอะไรได้หลายอย่าง อำนาจนั้นสามารถบันดาลอะไรก็ได้ ยกเว้นเรื่องสุขภาพและความรัก จึงเป็นความจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ที่จะรักษาสุขภาพให้ดีและแข็งแรง

อย่าปล่อยให้มิตรภาพขาดหายไปกับกาลเวลา เราโตขึ้นทุกวัน แก่ตัวลงทุกวินาที แต่มีบางอย่างที่เป็นเรื่องเก่าที่ไม่ควรลืม มิอาจมองข้าม แถมยังต้องเรียนรู้ที่จะดำรงมิตรภาพที่ดีเอาไว้ เพื่อนใหม่ที่เราเจอและมีขึ้นทุกวันนั้นดี แต่เชื่อเถิดว่า เพื่อนเก่าที่เคยรักกันในวันที่ไม่มีใครมีผลประโยชน์ให้กันและกัน ยั่งยืนยิ่งกว่า

เรียนรู้จากรายการทีวี เลือกดูรายการที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเองและคนในครอบครัว ไม่ใช่เลือกแต่ความบันเทิงเพียงอย่างเดียว

เรียนรู้จากหนังสือ เลือกซื้อหนังสือดีมีสาระไว้ "ขึ้นหึง" สำหรับบ้านของเรา หนังสือที่อ่านก็ได้ประโยชน์ ลูกหลาน อ่านก็มีประโยชน์ เรียนรู้และสอนให้คนในบ้านรักการเรียนรู้

กลับบ้านหาแม่ (ครอบครัว) เมืองไทยทุกวันนนี้อยู่รวมกันเป็นครอบครัวเดี่ยวเสียเป็นส่วนใหญ่ พ่อแม่ลูกบางครอบครัวมีลูกน้อยก็ยิ่งน่าสนใจเพราะลูกมีโอกาสได้เรียนรู้พฤติกรรมจากพ่อแม่เท่านั้น หลุดจากพ่อแม่ก็จะเป็นเพื่อน และคนนอกบ้านไปเสียแล้ว แต่การที่เราพาลูกกลับไปเยี่ยม คุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย หรือญาติพี่น้องบ่อย ๆ จะทำให้กลายเป็นคนญาติเยอะ และได้เรียนรู้จากสมาชิกครอบครัวคนอื่น ๆ คุณปู่อาจจะสอนหลานทำขนมครกนับเป็นการเรียนรู้ที่มีประโยชน์มีคุณค่า และน่าสนุกมากทีเดียว

เรียนรู้จากลูกหลาน เรียนรู้จากเด็กตัวเล็ก ๆ ในบ้าน เมื่อเด็กเรียนรู้จากผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ก็ต้องเรียนรู้จากเด็กบ้าง เพราะบางทีผู้ใหญ่ก็หลงลืมความสวยงาม หอมหวาน สดใส ซื่อบริสุทธิ์ สมัยเมื่อตอนเป็นเด็กไปหมดสิ้น วิ่งวุ่น มุ่งยิ่ง ใหญ่จนเหนื่อย เด็กเป็นครูที่น่ารัก สนุก และบริสุทธิ์อยู่ใกล้ ๆ เด็กแล้วจะทำให้มีหัวใจสวยงาม ร่าเริง และเข้าใจ หลงรัก ความ "ซื่อ" ของมนุษย์ตัวเล็ก ๆ ได้

หากิจกรรมยามว่าง หางานอดิเรกทำ และเรียนรู้จากสิ่งเหล่านั้น คนบางคนชอบปลูกต้นไม้ การปลูกต้นไม้นั้นทำให้มีโอกาสเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ทุกวัน เพราะต้นไม้ก็มีชีวิต สิ่งมีชีวิตทุกอย่างในโลกมักจะมีบทเรียนคม ๆ ให้เรียนรู้อยู่เสมอ การเลี้ยงสัตว์ทำให้มนุษย์ได้เรียนรู้วิชาอ่อนโยน เอาใจใส่ได้ นอกจากนี้ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่เราถึงเรียนรู้ และอยากเรียนรู้ ไม่ว่าการเรียนรู้ภาษาใหม่ ๆ เพิ่มเติม ภาษาอังกฤษนั้นไม่ใช่ว่าเรียนในห้องเรียน หรือจบมหาวิทยาลัยแล้วจะพูดได้อ่านออก เขียนเก่ง เราต้องเรียนรู้เพิ่ม ฝึกเพิ่ม ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น ล้วนแล้วแต่มีบทบาทมากในสังคมใหม่ทุกวันนี้ นอกเหนือไปจากนั้นต่างคนต่างก็มีความสนใจพิเศษเป็นส่วนตัว เมื่อสนใจก็ต้องเรียนรู้ เพราะหากเราไม่เรียนรู้ก็จะไม่มีัวันได้รู้