Make your own free website on Tripod.com

ตัวอย่าง จาก ซิงค์

ถ้าใครเคยไปแถวพระประแดงแล้วเห็นชายสกปรกหนวดเครารุงรังกำลังเอะอะโวยวาย สองเท้ากระโดดกระทืบพื้นเหมือนคนบ้า คนที่เห็นคงอดสงสัยที่มาของชายคนนี้ไม่ได้ เอาเถอะ ผมจะเล่าให้คุณฟัง เผื่อมันจะเป็นอุทาหรณ์ได้บ้าง ซิงค์เป็นหนุ่มวัย 21 ซึ่งเป็นวัยกำลังคะนอง ที่จริงเขาจะมีชื่อจริงว่าอะไรก็ไม่มีใครใส่ใจนักหรอก ลงว่าไว้หนวด โพกหัว ขายผ้า ก็เหมาะกับคำเรียกขานดีอยู่แล้ว ซิงค์อยู่กับแม่และน้อง ๆ ที่ตึกแถวในตลาดไม่ไกลจากตัวอำเภอพระประแดงมากนัก ตั้งแต่พ่อตายเมื่อปีที่ผ่านมาทำให้หนุ่มแขกต้องออกจากมหาวิทยาลัยมารับกิจการขายผ้าโดยสมบูรณ์แบบ และถ้าจะว่าจริง ๆ แล้ว เด็กหนุ่มคนนี้ก็ไม่ได้อยากจะเล่าเรียกอะไรนักหรอก การขับรถชอบเปอร์กวนเมือง สร้างกิจกรรมทำลายความสงบชาวบ้านดูจะเป็นความถนัดที่ไม่เคยต้องสั่นสอน มันขัดอย่างแรงกับลักษณะนิสัยของพ่อผู้ล่วงลับซึ่งเป็นคนใจบุญสุนทานและเป็นที่นับถือของชุมชนมาโดยตลอด แล้วทำไมซิงค์ต้องกลายเป็นคนบ้ากระทืบพื้นโครม ๆ เล่า? คำตอบง่าย ๆ แต่โหดร้ายทารุณเหลือเกินกว่าจะได้มาซึ่งคำตอบนี้ มีสามอย่างที่คุณควรรู้เกี่ยวกับกะตาร์ซิงค์คนนี้เป็นการล่วงหน้า

เขาเป็นคนฉลาดและมุ่งมั่น เห็นได้จากการที่เขาตั้งใจสอบเข้ามหาวิทยาลัยในคณะวิทยาศาสตร์ได้เป็นผลสำเร็จ ในขณะที่เพื่อน ๆ ในกลุ่มนักชอบเปอร์ด้วยกันยังไม่จบ ปวช. ด้วยซ้ำ เขาเป็นคนโหดและแผลง ไม่ค่อยมีมนุษยธรรมผิดกับพ่อแม่พี่น้อง เป็นธรรมดาเหลือเกินในช่วงสงกรานต์ที่ชาวบ้านละแวกนี้จะเห็นตำรวจเที่ยวตามหาแขกหนุ่ม พร้อมกับข้อหาประเภทอนาจาร เอาแป้งทาหน้าอกหญิงสาวหรือสาดน้ำเน่าใส่ชายชราอะไรเทือกนั้น ซิงค์เกลียดหนู เกลียด ไม่ใช่กลัว ซิงค์ไม่กลัวหนู แต่ถ้าเห็นหนูวิ่งผ่านหน้า เขาจะไล่กระทืบหรือฟาดจนแหลกเหลว เหลวจริง ๆ นะ ชนิดที่ว่าถ้าไม่เห็นหางดำ ๆ จะไม่รู้เลยว่าก้อนเนื้อเปื้อนเลือดนั้นคือหนู และอาชีพของซิงค์กจำเพาะเจาะจงจะต้องมาเป็นคู่เวรคู่กรรมกับหนูฝูงใหญ่เสียด้วย ตอนแรก ๆ ที่ซิงค์รับช่วงกิจการต่อจากพ่อ หนูยังไม่ใช่ปัญหาอะไร แต่เมื่อผ่านไปเกือบปีประชากรหนูก็เพิ่มขึ้นอย่างน่ากลัว คงเป็นเพราะความไม่ใส่ใจดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้อยทั้งหน้าร้านและในโกงดังเก็บผ้า เศษผ้าที่เหลือตัดจึงกลายเป็นอุปกรณ์สร้างรังหนูอย่างดี เจ้าซิงค์มัวแต่เพลิดเพลินกับรถชอบเปอร์คันใหม่จนไม่เคยแยแสกับเรื่องความสะอาดในร้าน ปล่อยให้แม่กับน้อง ๆ ทำไปพอให้หน้าร้านดูดีก็ได้แล้ว หลังร้านเป็นอย่างไรช่างหัวมัน

แล้วเหตุการณ์ที่ทำให้ซิงค์สุดจะนิ่งดูดายต่อไปได้ก็คือวันที่ชมรมแม่บ้านข้าราชการกว่า 20 คนพร้อมใจกันมาซื้อเสื้อผ้าตัดฟอร์มที่ร้าน แขกหนุ่มซิงค์ดีใจจนออกนอกหน้า รีบปีนเอาผ้าม้วนใหม่ที่สต๊อกไว้บนหิ้งลงมาโชว์ ทันใดนั้นหนูดำขนปุกปุยกว่าหกตัวก็กระโดดพรวดจากแกนในของม้วนผ้า มันตกใส่หัวของแม่บ้านกลุ่มนั้น มีลูกหนูแดง ๆ สองตัวกลิ้งหลุน ๆ ลงมาด้วย และเจ้ากรรมลูกหนูแดงตัวหนึ่งดันตกลงในกระเป๋าเสื้อฟอร์มของคุณนายประธานชมรม เหมือนผึ้งแตกรัง! มีแต่เสียงกรีดร้องระงมไปด้วย คุณนายอ้วน ๆ ภรรยาประมงอำเภอกระโดดขึ้นไปยืนปากสั่นบนเก้าอี้หัวโล้น เธอแหกปากเสียงสูงจนปวดหู ขณะที่หญิงผอมผมหยิกอีกนางยืนฉี่ราดอยู่ที่มุมร้าน ที่เหลือกระเจิงกันไปคนละทาง นั่นแหละที่ทำให้แขกหนุ่มได้ตระหนักว่า เขาจำเป็นต้องกำจัดหนูโดยเด็ดขาดแล้ว ซิงค์ระดมน้อง ๆ ทุกคนช่วยกันรื้อกองผ้าและจัดใหม่ให้เป็นระเบียบมีหนูวิ่งแตกกระเจิงออกมาเป็นระยะ ที่โชคร้ายหน่อยก็จะโดนกระทืบหรือฟาดแบนติดพื้น แต่ส่วนใหญ่จะวิ่งลอดหว่างขาไปได้ แล้วปฏิบัติการจองเวรก็เริ่มขึ้น มันเริ่มจากการซื้อเหยื่อผสมยาเบื่อหนูโรยไปตามทางเดินหนู ยาน้ำใสไม่มีกลิ่นไม่มีสีหลอกหนูได้เฉพาะระยะแรกเท่านั้น ซิงค์เปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่ เขาคุยให้คนรอบบ้านฟังว่า หนูพวกนี้มีสัมผัสพิเศษ มันสามารถดมกลิ่นยาจากหนูที่ตายได้เพราะยาพวกนี้ซึมออกตามผิวหนัง เขาจึงไปซื้อยาชนิดใหม่ล่าสุดที่ทำให้หนูตายช้า ๆ โดยยาจะออกฤทธิ์ให้เลือดแข็งตัว หนูจะไม่ตายทันที

แต่อาทิตย์ต่อมาคนรอบบ้านก็เห็นเจ้าซิงค์ต้องมารื้นผ้ากันยกใหญ่เพราะมีหนูตายซากแทรกตัวอยู่ในกองผ้าบ้าง ในม้วนผ้าบ้าง มันคงกินยาชนิดใหม่เข้าไปแล้วเกิดเมายา วิ่งไปซุกตัวตายตามที่ต่าง ๆ น้ำเหลืองจากซากหนูติดผ้าเหม็นโฉ่ ต้องตัดทิ้งมากมาย มันทำให้เจ้าซิงค์ที่คุยไว้มากมายถึงกับเงียบไปพักหนึ่ง สามวันถัดมา ซิงค์ก็ยิ้มแป้น ในมือถือถาดกาวขนาดใหญ่ที่มีหนูติดยั้วเยี้ยถึง 15 ตัว เขาเอาเดินโชว์ไปทั่ว ท้ายสุดก็เอาไปวางตากแดดไว้หน้าบ้าน แดดเปรี้ยงกลางวันทำให้หนูที่ติดในถาดเริ่มคลั่ง มันกัดกันเองจนไส้ทะลัก หางขาดตกลงพื้น บางตัวก็ดิ้นจนหลุด พวกที่หนีไม่รอดก็ตายอนาถอยู่บนถาดนั้น เจ้าซิงค์หัวเราะด้วยความสะใจกับผลงาน แต่วันถัด ๆ มาหนูที่ติดกาวก็ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว ตอนแรกเจ้าซิงค์ก็อธิบายว่าหนูถูกดักจนเกือบหมดแล้ว แต่ท้ายสุดเขาก็ยอมรับว่ามีหนูวิ่งกึก ๆ อยู่ตามขื่อคาขณะที่ในถาดกาวว่างเปล่า แล้วกับดักหนูที่ร้านชำข้าง ๆ ก็ถูกเจ้าซิงค์กวาดซื้อทีเดียวยกโหล เสียงเปรียะ...เปรียะ...ดังขึ้นกลางดึก กับดัก 12 อันจับหนูได้ 7 ตัว บางตัวก็ถูกงับที่คอตายสนิท บางตัวก็ท้องแตก ที่ยังไม่ตายก็ดิ้นทุรนทุรายรอเวลาเพชฌฆาตมาลงดาบ มีอยู่ตัวหนึ่งที่น่าอเนจอนาถที่สุดเพราะเป็นหนูท้องแก่ เหล็กสปริงฟาดงับที่ท้องมันพอดี ลูกอ่อน 3 ตัวทะลักออกมาน่าสะอิดสะเอียน

เจาซิงค์กลับภาคภูมิเป็นพิเศษ มันเอากับดักที่ติดหนูแม่ลูกอ่อนแขวนไว้ที่เสาไฟหน้าร้าน เขียนป้ายเล็ก ๆ ติดว่า "จงดูไว้เป็นตัวอย่าง" ใครผ่านมาเห็นต้องเบือนหน้าหนี แต่ก็มีสิ่งแปลกอย่างหนึ่ง ชาวบ้านกลับแวะเวียนผ่านร้าน "รามอาภรณ์" บ่อยขึ้นเพื่อคอยดูอะไรแปลก ๆ ที่เกิดขึ้น บางคนก็แกล้งเดินเข้าในร้านทำทีเป็นเลือกผ้า แต่ปากก็ถามไปถึงวิธีการกำจัดหนูพึลึกพิเรนทร์ด้วยความอยากรู้อยากเห็นตามประสาชาวบ้านที่ดี ท้ายสุดก็จะอดที่จะมีถุงกระดาษติดมือกลับบ้านไม่ได้ แล้วก็เหมือนเดิม เพียงไม่กี่วันกับดักหนูก็ถูกเก็บเข้าตู้ ขณะที่ผ้าจำนวนมากถูกกัด ถูกแทะ ต้องทิ้งมากขึ้นทุกที สามวันถัดมา เจ้าซิงค์ก็ขับชอบเปอร์กลับมาพร้อมกับรอยยิ้มอีก ในมือมีกรงดักหนูง่าย ๆ ที่ใคร ๆ ก็รู้จัก มันทำด้วยตะแกรงลวดราคาถูก มีสังกะสีทำเป็นทางเดินกระกดได้ พอหนูเข้าไปทางเดินก็กระดกกลับดักหนูไว้ภายใน ซิงค์เสียเวลาหลายวันไปที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยเพื่อค้นคว้าเรื่องนี้โดยเฉพาะ เขาพบบทวิจัยชิ้นหนึ่งที่เฉลยข้อสงสัยว่าทำไมอุปกรณ์ดักหนูทั้งหลายจึงได้ผลเฉพาะระยะแรก "เยี่ยวมันไง" เจ้าซิงค์คุยเสียงดัง "ไอ้หนูพวกนี้ก่อนตายมันจะสกัดกลิ่นพิเศษชนิดหนึ่งออกมากับเยี่ยว กลิ่นนี้จะติดบนภาชนะทนนาน ล้างไม่ออก เวลาเราเอาภาชนะหรือกับดักเก่ามาใช้อีก หนูตัวอื่น ๆ จะได้กลิ่น พวกมันจะไม่เข้าใกล้อีกเลย" คนที่ฟังพากันทึ่งกับข้อมูลที่มันให้ สายวันรุ่งขึ้น ชาวบ้านก็เห็นเจ้าซิงค์ถือกรงที่มีหนูทั้งเล็กใหญ่กว่า 10 ตัวไต่ขึ้นลงอยู่ในกรง ความเครียดจากการอยู่รวมกันในกรงแคบ ๆ ทำให้มันเริ่มกัดกัน เจ้าซิงค์เอากะละมังตั้งหน้าร้าน ใส่น้ำจมเต็ม เอากรงดักหนูลงไปให้หนูโผล่มาแค่คอ ดำพืดเต็มเกรง มันกดกรงลงไปอีกจนเกือบมิดน้ำ หนูพวกนั้นได้แต่ว่ายไปมาโผล่จมูกยาวพ้นน้ำได้นิดหนึ่ง เห็นหนวดดำยาว ชูอยู่เหนือน้ำ แล้วมันก็ค่อย ๆ จมลงตายทีละตัว ลุงเฒ่าข้างร้านเตือนมันว่าอย่าทรมานสัตว์เลย ฆ่ามันให้พ้น ๆ เสีงยังดีกว่า ไอ้ซิงค์หัวเราะไม่ยี่หระ พอหนูตายหมดมันก็โยนกรงเท่าทิ้งอย่างไม่แยแส มันไปซื้อกรงใหม่มาใช้แทน

โดยวิธีนี้ วันรุ่งขึ้นมันก็ถือหนูยั้วเยี้ยเต็มกรงเหมือนเดิม คราวนี้มันประกาศวิธีฆ่าหนูแบบใหม่ที่มันเพิ่งคิดได้เมื่อคืน เพื่อหนูจะได้ไม่ต้องทรมานอย่างที่ลุงเฒ่ากล่าวหา มันเปิดกรงให้หนูออกทีละตัว พอหนูวิ่งพ้นมันก็กระทืลบโครมเสียงดัง แป้ด... หนูแบนแต๊ดแต๋ติดพื้นซีเมนต์ คนที่มาดูพากันเบือนหน้าหนี มันเลวกว่าที่คิดอีก แต่คนก็ชอบมาที่ร้านมันเพิ่มขึ้นอีก หรือว่ามนุษย์จะมีสัญชาตญาณการทำลายอยู่ลึก ๆ วันที่สาม มันถือกรงออกมาด้วยความภูมิใจ มีหนูไม่น้อยกว่าเดิมเลยทฤษฏีของมันคงถูกต้อง คราวนี้มันประกาศให้มาดูการฆ่าหนูแบบที่มันเรียกว่า "แรลลี่มรณะ" โดยมันเอาใบมีดโกนคมกริบ 5 ใบฝังในดินน้ำมัน เรียงเป็นแนวขนาน คมมีดโกนโผล่จากดินน้ำมันเกือบนิ้วดูวาววับน่าสยอง มันวางดินน้ำมันไว้หน้าประตูกรง ปล่อยให้หนูวิ่งออกมาทีละตัว หนูตวแรกวิ่งพรวดออกมาผ่านใบมีดโกนห้าใบที่วางอยู่ เพียงวาเศษที่มันวิ่งไป ไส้ก็ทะลักออกมา มันวิ่งส่ายอีกไม่ถึงเมตรก็ชักกระตุกคล่ำตายอยู่กับพื้น ไอ้ซิงค์ค่อย ๆ ปล่อยหนูทีละตัว เป็นภาพที่น่าทุเรศสิ้นดี ลุงเฒ่าพยายามขอร้องมัน "ระวังเวรกรรมจะตามสนอง" มันหัวเราะขบขัน วันที่สี่ ไอ้ซิงค์ก็มาแนวแปลก มันไม่ได้ถือกรงออกมาอย่างเคย แต่มันกลับมาขอโทษขอโพยลุงเฒ่า แถมยังบอกว่าคืนนี้จะทำพิธีสวดและประชุมเพลิงเป็นการขอขมาหนูที่มันทรมาน ตกค่ำชาวบ้านละแวกนั้นก็รู้กันทั่ว หลายคนมายืนเมียงมองหน้าร้านดูว่ามันจะทำอะไรพิเรนทร์อีก หรือมันจะสำนึกจริงตามที่พูด ไอ้ซิงค์ออกมายืนหน้าร้านท่าทางอิ่มเอม พอเห็นคนมาดูกันเยอะ มันก็ตบมือเหมือนกำลังจะเล่นกล "รอสักครู่ พ่อแม่พี่น้องทั้งหลาย คืนนี้เราจะได้ชมพิธีประชุมเพลิงอันยิ่งใหญ่" มันเข้าไปในร้านครู่เดียวก็กลับมาพร้อมกรงใหญ่ในมือสองใบ มีหนูเป็นสิบในแต่ละกรง มันวางกรงลงกับพื้นแล้วกลับมาใหม่พร้อมกระป๋องน้ำมันก๊าด ชาวบ้านเริ่มฮือฮาเมื่อมันราดน้ำมันก๊าดลงบนกรงทั้งสอง ลุงเฒ่ามองดูหนูในกรงด้วยความเวทนา นัยน์ตาไอ้ซิงค์วาวโรจน์ มันจุดไม้ขีดดังฟู่ แล้วก็พลันระเบิดเสียงหัวเราะอย่างผู้มีชัย หนูชุ่มน้ำมันก๊าดกว่ายี่สิบตัวดิ้นกันพล่านในกรงทั้งสองใบ ไอ้ซิงค์โยนไม้ขีดไฟลงไปในกรง ไฟติดพรึ่บ ลามเข้าหาอีกกรง เสียงหนูร้องกรี๊ด ๆ ทันใดนั้น จะเป็นเพราะประตูกรงผูกไว้ด้วยโลหะอ่อน หรือว่าสังกะสีโดนความร้อนจนบิดตัว หรือหนูใกล้ตายดิ้นรนอย่างรุนแรงก็เหลือเดา ประตูกรงเปิดผางออกพร้อมกัน หนูเพลิงกว่ายี่สิบตัวเหมือนผึ้งแตกรัง วิ่งกระเจิดกระเจิงคนละทิศละทางราวกับหนุมานเผากรุงลงกา ชาวบ้านแตกฮือ ไอ้ซิงค์ตะโกนร้องเหมือนคนบ้า สองขาไล่กระทืบหนูเพลิงพัลวัน ในช่วงชุลมุนนั้นใครบางคนเตะกระป๋องน้ำมันก๊าดกระเด็น หนูเพลิงตัวหนึ่งวิ่งผ่านไปพอดี มีเสียงระเบิดบึม! น้ำมันก๊าดกระเซ็นติดร่างไอ้ซิงค์จอมโหด ไฟลุกท่วมตัว มันวิ่งไปวิ่งมาเหมือนคนบ้า ไม่มีใครช่วยมันเลย มีแต่เสียงตะโกน "กลิ้งตามพื้นสิวะ....." หนูเพลิงอีกนับสิบวิ่งเข้าไปเกลือกอยู่ในกองผ้า บางตัวปีนปายเข้าไปตามขื่อคา มันคงหาทางดับไฟที่ติดตามตัว ไฟลุกโชติช่วงไปทั้งร้านสว่างไสวมองเห็นแต่ไกล ผ้าแพร ผ้าสำลี ผ้าต่วน ผ้าไนล่อน ล้วนแต่เป็นเชื้อไฟชั้นดีจนเกินปัญญาที่ใครจะช่วยทัน

ไทยมุงหายหมดแล้ว ทุกคนรีบกลับไปเก็บทรัพย์สินที่บ้านตัวเอง มีแต่ไอ้ซิงค์คนเดียวที่ยังตะโกนก้องเหมือนคนบ้า เท้ากระทืบพื้นอยู่โครม ๆ คงไม่ต้องบอกหรอกนะ ว่าอนาคตของมันเป็นอย่างไร