Make your own free website on Tripod.com

เหตุที่ตำรวจชุดไล่ล่าจากการนำทีมของ พล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ โดยมี ร.ต.ท.ฤทธิศาสตร์ แก้วเดช เป็นหัวหอกนำตัว "เจนจิรา" มาเค้นหาความจริงก็เป็นเพราะ "ช่างเกียรติ" ได้เผยว่าหากจะติดต่อเกรียงไกรแล้ว ต้องติดต่อผ่านเจนจิรา สาวบริการผู้นี้ ดังนั้น เมื่อเจนจิราสาวบริการบ้านนอกถูกชุดไล่ล่าจากเมืองกรุง สอบปากคำไม่นานนัก หล่อนก็ต้องเผยความเป็นจริงออกมาทั้งหมด และพอทราบชัดว่าเกรียงไกรเช่าห้องพักอยู่ในโรงแรมพรเทพ ห้องหมายเลข 308 ชุดไล่ล่าที่กระจายกำลังแทบจะเต็มตลาดอำเภอแม่สอดก็ไปรวมตัวอย่างพร้อมเพรียงที่โรงแรมพรเทพ ประมาณเที่ยงวันที่ 10 มกราคม 2533 จากนั้นปฏิบัติการ "จับเป็น" เกรียงไกร จึงได้กำหนดขึ้นอย่างไม่ต้องรีบร้อน เพราะทุกคนทราบชัดภายในห้องพักของเกรียงไกรไม่มีผู้อื่นปะปนอยู่ด้วย จะมีก็คือ "ปืนลูกซอง" หนึ่งกระบอก พร้อม "ยาพิษ" ชนิดร้ายแรงเป็นเพื่อนคู่ใจของเกรียงไกรที่เตรียมไว้เพื่อ "ฆ่าตัวตาย" หากจวนตัว ฉะนั้นเมื่อคิดจะ "จับเป็น" ตามคำสั่งของหน่วยเหนือชุดไล่ล่าจึงต้องระวังอย่างเต็มที่ จะให้จอมโจรรายนี้มีอันเป็นไป กลายเป็น "ผี" ไม่ได้โดยเด็ดขาด เพราะการจับเป็นเท่านั้นจึงจะมีโอกาสได้ "ของกลาง" คืนมาบ้าง กระทั่งเวลา 15.00 น. มาถึง ชุดไล่ล่าจึงทยอยไปยังหน้าประตูห้องพักหมายเลข 308 อย่างเงียบกริบพร้อมเคาะประตู "ใคร...?" เสียงเกรียงไกรร้องถามลอดประตูออกมา "ผมจะมาทำความสะอาดห้องครับ" เสียงชุดไล่ล่าที่เป็นผู้เคาะประตูร้องตอบกลับไปด้วยภาษาเหนือ "ชั่วอึดใจก็มีเสียงคนเดินมาเปิดประตู และพอเสียงลูกบิดประตูดังกิ๊ก ชุดไล่ล่ารีบกระแทกประตูเปิดผางออก พร้อม ๆ กับประตูปิด ชุดไล่ล่าสองนายก็โถมร่างเข้าไปกระแทกเอาผู้มาเปิดประตูล้มโครมลงกับพื้น และกำปั้นของชุดไล่ล่าผู้หนึ่งยังกระแทกเข้าปากมันด้วย เพราะคนผู้นั้นก็คือ จอมโจรเกรียงไกร เตชะโม่งซึ่งพอถูกกระแทกล้มโครมลงกับพื้นอย่างไม่เป็นท่าในลักษณะเลือดกลบปาก วินาทีต่อมามันก็หมดอิสรภาพ โดยที่ไม่มีโอกาสต่อสู้หรือคว้ายาพิษมากรอกปากตัวเองเลย จากนั้นข่าวการ "จับเป็น" เกรียงไกร เตชะโม่ง ก็ถูกแพร่กระจายไปตามหน้าหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ พร้อมข่าว ทีวี.ทุกสำนัก สร้างความยินดีและปรีด์เปรมให้กับผู้เกี่ยวข้องโดยทั่วหน้า แต่ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ก็ได้ยินดีปรีด์เปรมกันไม่นานนัก ในระยะ 2-5 ปีต่อมา ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด บ้างก็ตกตายไป ส่วนที่ไม่ตายก็เหมือนกับ "ตายทั้งเป็น" เพราะทุกคนต่างถูกจับดำเนินคดีแบบกราวรูด ที่เป็นพลเรือนก็ถูกดำเนินคดี "รับของโจร" โดยทั่วหน้า แม้กระทั่งญาติพี่น้องของเกรียงไกรเอง ที่เป็นข้าราชการตำรวจล้วนถูกกล่าวหาอย่างรุนแรง "ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ" เพราะปรากฏว่ามี "ของกลางสูญหายไปหลายรายการในเวลาต่อมา จะมีรอดไม่ถูกดำเนินคดีในชุดไล่ล่าก็คือ ชุดของ พ.ต.ท.สิทธิพร โนนจุ้ย รอง ผกก.1 ป. เพียงชุดเดียวเท่านั้น เนื่องจากการสอบสวนของ พต.ต.ท.ธนู หอมหวล ไม่พบความผิดใด ๆ ในขณะปฏิบัติงานเป็นชุดไล่ล่า ไม่ว่าจะเป็นยักยอกของกลาง (อมเพชร) หรือข่มขูรีดไถผู้ต้องหาที่เป็นพลเรือน แต่เพราะเบื้องบนมีคำสั่งจะต้องเอาผิดให้ได้ พ.ต.ท.สิทธิพร โนนจุ้ย จึงถูกลงโทษทางวินัยด้วยข้อหา "ไม่ตักเตือนผู้บังคับบัญชา" ซึ่งเป็นความผิดที่ "เล็กน้อย" จึงลงโทษเพียงแค่ "ภาคทัณฑ์" เท่านั้น ถึงกระนั้น "รองฯ สิทธิพร" ที่แม้จะถูกระบุชัดเจนว่ามีความผิด "เล็กน้อย" แต่เขาก็ตกที่นั่ง "หวานอมขมกลืน" มาตลอดจนถึงปัจจุบัน เมื่อผู้บังคับบัญชาระดับสูงในขณะนั้น ฉวยโอกาสใช้ความผิดเล็กน้อยอันนี้ "กลั่นแกล้ง" ต่าง ๆ นานา โดยไม่ให้ไปผุดไปเกิดเติบโตไปตามวาระที่ควรจะเป็น และไม่แต่เท่านั้นยังรวมหัวกับสมุนชั่วบางคน แอบบันทึกเทปขณะมาเจรจาขอให้ช่วยเหลือ "นาย" ด้วยการเปลี่ยนคำให้การบางประการ จากนั้นก็นำเทปที่แอบบันทึก ไปตัดต่อเฉพาะที่เป็นประโยชน์แก่พวกตัวเองไปประจานตามหน้าหนังสือพิมพ์อย่าง "ไร้ยางอาย" สร้างความมัวหมองให้กับ "ตำรวจดี ๆ" ไม่สิ้นสุด ส่วน ร.ต.ท.ฤทธิศาสตร์ ผู้เป็นหัวหอกในการตามล่าเกรียงไกร ก็ถูก พล.ต.ท.ธนู หอมหวล เสนอการลงโทษด้วยข้อหา "ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ" เฉกเช่นนายตำรวจคนอื่น ๆ ที่อยู่ในชุดไล่ล่าของ "มือปราบชลอ" ทั้ง ๆ ที่ "หมวดฤทธิศาสตร์" ผู้นี้มีหน้าที่ออกตามล่าเกรียงไกร เตชะโม่ง ผู้เป็นญาติของตัวเอง ด้วยการขึ้นเขาลงห้วยร่วมกับทีมของ "รองฯ สิทธิพร" ตะลอนไปทั่วทุกทิศทางของภาคเหนือ ตั้งแต่ อ.เถิน เดินสายไปถึง อ.แม่สรวย-เชียงของ จ.เชียงราย แล้วย้อนไป อ.สามเงา-ท่าสองยาง-แม่สอด จ.ตาก จากนั้นก็ยังต้องตะเลงไป จ.แพร่-เชียงใหม่-สุโขทัย ค่าใช้จ่ายทั้งหมด "จ่ายกันเอง" ทั้งนั้น และพอถึงเวลาไปยึด "ของกลาง" ทั้ง "รองสิทธิพร" และ "หมวดฤทธิศาสตร์" ไม่มีโอกาสได้ไปร่วมขบวนด้วยเพราะต้อง "อยู่เฝ้าผู้ต้องหาคนอื่น ๆ ตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา แต่ผลสุดท้าย ต้องมาถูก "ดำเนินคดี" โดยที่ "ความดี" ที่กระทำมาไม่มีหลงเหลืออยู่เลยทั้งสองราย "เวลานี้...ผมอยู่เป็นตำรวจก็เพียงเพื่อเคลียร์ตัวเองเท่านั้น หากหลุดคดีหรือถูกลงโทษ ไม่ว่าจะลงเอยในรูปใด ผมก็จะขอลาแล้วชีวิตตำรวจ ลาออกไปทกมาหากินด้านอื่นดีกว่าชีวิตยังจะก้าวหน้ากว่าที่เป็นอยู่ เพราะผมยังจะต้องเลี้ยงลูกเลี้ยงเมียไปอีกนาน" หมวดฤทธิศาสตร์เปิดใจด้วยสีหน้าสลดหดหู่ต่อเคราะห์กรรมที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เมื่อต้องเข้ามาพัวพันกับ "เพชรอาถรรพณ์" จาก ซาอุดีอาระเบีย ทางด้านเกรียงไกร หลังถูกจับก็ถูกดำเนินคดีไปตามกฏหมายบ้านเมืองด้วยการติดคุย 5 ปี แต่เพราะยินยอมสารภาพอย่างคนสำนึกผิด จึงถูกจำคุกประมาณ 2 ปีเศษ จึงได้รับอิสรภาพ นับเป็นการชดใช้กรรมที่ก่อขึ้นอย่างสาสมกับความผิดพอสมควร ส่วนเหตุที่ต้องไปจนมุมที่โรงแรมพรเทพ อ.แม่สอด เกรียงไกรได้เปิดเผยว่า ระหว่างตะลอนหนีไปยังหลายพื้นที่ได้ติดตามข่าวตัวเองตามหน้าหนังสือพิมพ์ตลอดเวลา จึงได้รู้ว่าหากยังเล่นเอาเถิดกับตำรวจอยู่ในแผ่นดินไทยแล้วโอกาสที่จะรอดพ้นยากเต็มที ดีไม่ดีอาจ "ต้องกายก็ได้ เพราะชุดไล่ล่าเป็นชุด มือปราบพระกาฬ ที่มีชื่อเสียงโด่งดังคับประเทศ ดังนั้นจึงตัดสินใจหนีเข้าเขตพม่า แต่เป็นเพราะไม่รู้เส้นทางหนี อีกทั้งในช่วงนั้นไม่อาจไว้ใจใครได้ เลยตัดสินใจไปปักหลักที่แม่สอด ทำการติดต่อสาวบริการที่มีเชื้อสายพม่าให้เป็นผู้นำทาง แต่การติดต่อด้วยวิธีนี้ต้องใช้เวลาหลายวัน ในที่สุดก็ได้พบกับ "เจนจิรา" สาวบริการตามร้านอาหาร จึงเริ่มตีสนิทด้วยการจ่ายไม่อั้น เพื่อให้เจนจิราไปติดต่อสาวบริการที่เป็นชาวพม่าและมาหากินในแม่สอดให้เป็นผู้นำทาง ด้วยการเสนอจ่ายเงินถึงสองแสนบาท ซึ่งการติดต่อของเจนจิราก็เป็นไปด้วยดี มีสาวบริการชาวพม่าผู้หนึ่งตกลงเป็นผู้นำทางพาไป แต่ช่วงนั้นเกรียงไกรมีเงินจากการนำสร้อยคอทองคำพร้อมแหวนเพชรและนาฬิกาเรือนทองฝังเพชร ที่ติดตัวอยู่ไปขายได้เงินไม่กี่หมื่นบาท จึงจำเป็นต้องรอเงินที่ "ช่างเกียรติ" จะเป็นผู้นำมาให้โดยโทรเลขไปสั่ง "ครูนิคม" ผู้พี่ชายให้นำเงินสองแสนไปให้ช่างเกียรติอีกที โดยไม่เฉลียวใจเลยว่า การใช้โทรเลขฉบับนี้จะกลับกลายเป็นภัยให้กับตัวเอง ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนำเป็นลายแทงสืบหาตัวเขาได้ "ตอนนั้นผมพักอยู่ในโรงแรมพรเทพได้สิบกว่าวันแล้วเพื่อรอเงินจากช่างเกียรติ เรียกว่าหากมีใครให้เงินสองแสนแล้วมาตัดนิ้วผมไป ผมยินดีแลกเลยทันที เพราะสาวบริการชาวพม่าก็พร้อมที่จะนำทางไปได้ทุกเวลา เพียงแต่ต้องมีเงินให้เขาเท่านั้น" เกรียงไกรเปิดเผย "แล้วทำไมไว้ใจเขาล่ะ" ไม่กลัวเขาหักหลังเอาหรือ?" "เขาไม่กลัวหักหลังหรอก เพราะเงินอยู่กับผม จะจ่ายเขาหมดก็ต่อเมื่อไปถึงพม่าแล้ว เราตกลงกันไว้อย่างนั้นแต่ก็ไม่มีโอกาสได้ไป ดันมาถูกจับเสียก่อน" "เสียใจไหม ที่ถูกจับ?" "แรก ๆ ก็เสียใจครับ...แต่มาคิดอีกทีผมทำใจได้ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด อย่างตอนถูกนำตัวไปพบ นายกฯชวน หลักภัย ที่มาเจรจาจะให้ผมไปซาอุฯ เพื่อให้ทางการซาอุฯสอบสวนก็คิดอยู่ตลอดเวลาว่าหากผมกลับไปซาอุฯ ต้องตายแน่ จึงได้ตั้งข้อแม้กับนายกฯ ให้ทำประกันชีวิตให้ผมก่อนจึงจะยินยอมไป แต่นายกฯ ชวนไม่ตกลง ผมก็เลยไม่ตกลงเหมือนกัน" เกรียงไกรชี้แจงยิ้ม ๆ "นายกฯ ชวน ไม่ได้บังคับให้ไปหรือ ?" "ไม่ได้บังคับ...เพียงแค่ถามความสมัครใจเท่านั้น โดยบอกแต่เพียงว่า การไปซาอุฯ ครั้งนี้ไปเพื่อประเทศชาติ ทีแรกผมก็คิดจะไปเหมือนกันเพื่อประเทศชาติ ตามที่นายกฯ ชวน บอกพอมาคิดว่าไปแล้วต้องตายแน่ แล้วลูกเมียจะลำบาก ก็เลยขอให้ทำประกันชีวิตให้ในวงเงินที่สูงพอสมควร ซึ่งนายกฯ ชวน ไม่ตกลง ผมก็เลยไม่ตกลงด้วยเท่านั้นครับ" เกรียงไกร ลูกแม่ปะ อันเป็นฉายาที่นายชวน หลีกภัย ตั้งสมญานามพร้อมเรียกขานขณะทำการเจรจาเปิดเผยเป็นประโยคสุดท้ายก่อนที่เราจะอำลาจากกัน ส่วนเหตุแห่งคดีต่าง ๆ ที่ตามมาในภายหลัง รวมทั้งคดี "อุ้มไปฆ่า" ที่ครีกโครม ผู้เขียนจะไม่ขอเอ่ยถึง เพราะเรื่องราวทั้งมวลเพิ่งเกิดขึ้น และสื่อมวลชนแขนงต่าง ๆ ก็ได้เสนอข่าวละเอียดลออหมดสิ้นแล้ว จึงขอจบเรื่องราวของ "เกรียงไกร" จอมโจรบันลือโลก" แต่เพียงเท่านี้

ขอบคุณทุกท่านที่อ่านมาจบ