Make your own free website on Tripod.com

มูลเหตุที่ผมเกือบได้ผู้หญิงหาเงินเป็นเมียอีกคน ก็ไม่มีอะไรมากเหรอ เกรียงไกรเผยเรื่องราวสืบต่อหลังจากขบคิดใคร่ครวญถึงความหลังอยู่อึดใจใหญ่ ๆ "ช่วงนั้น....ประมาณปลายเดือนสิงหาคม 2532 หลังไปรับเครื่องเพชรมาจากดอนเมืองแล้ว ก็รอฟังข่าวจากซาอุฯ พร้อมคอยระแวดระวังตำรวจไปในตัวด้วย หากมีอะไรไม่ชอบมาพากล ก็จะได้หนีไปตั้งหลักก่อน ในช่วงนี้เองก็มีการออกเที่ยวเตร่ตามประสาคนมีเงิน ด้วยการชวนเพื่อน ๆ ไปกินเหล้าฟังเพลงในตลาดเถินบ้าง บางทีก็ไปแม่สอด รวมทั้งที่จังหวัดตากด้วย พอเมาได้ที่ก็มักจะไปจบกันตามซ่องอุดหนุนผู้หญิงหาเงิน" "ผู้หญิงหาเงิน...ในตลาดเถินก็มีหรือ?" ผู้เขียนท้วงขึ้น "มีครับ...แต่ที่ไปบ่อยก็ที่สามแยกดอนชัย เพราะอยู่ใกล้บ้านห่างจากบ้านผมแค่ 5-6 กิโล เลยได้รู้จักผู้หญิงหาเงินคนหนึ่ง ชื่อ สายรุ่ง หน้าตายังเด็กมากเลย พอรู้จักผมก็ไปเที่ยวหาเขาบ่อย และจ่ายทิปไม่อั้น เพื่อจะให้เขาบริการเราอย่างดี และช่วงนั้นผมเองก็อยู่ในคราบเศรษฐีมาจากซาอุฯ มีสร้อยทองใส่คอไปเที่ยววันละสองสามเส้นแถมด้วยนาฬิกาเรือนทองฝังเพชร พร้อมแหวนเพชรแพรวพราวไปหมดทั้งตัว สายรุ้งก็เลยคิดว่าผมร่ำรวยจริง ๆ ดันนั้นพอคุ้นเคยกันมากเข้า สายรุ้งก็เล่าให้ฟังว่าเขาถูกทางบ้านพามาขายตัวให้กับทางซ่อน 40,000 บาท มีสัญญา 1 ปี แต่สายรุ้งไม่อยากทำงานขายตัว เพราะช่วงนั้นโรคเอดส์กำลังระบาด ก็เลยกลัวจะติดเอดส์ไปด้วย จึงขอให้ผมช่วยซื้อตัวเขาออกจากซ่องด้วย" "เกรียงไกรก็เลยตกลงซื้อ ว่างั้นเถอะ" ผู้เขียนดักคอ "ครับ...." เกรียงไกรสารภาพโดยดีก่อนเผยเรื่องต่อ "วันต่อมาผมก็เลยขนเงินไปซื้อตัวเขาออกมา สายรุ้งจึงคิดว่าผมรักชอบเขา รีบขนข้าวของออกจากซ่องมาอยู่กับผม" เกรียงไกรเผยถึงตอนนี้ก็หัวเราะออกมา คณะผู้เขียนเลยพลอยได้ฮาครืนไปด้วย "อ้าว....เกรียงไกรไม่ได้รักชอบเขาหรือ?" ผู้เขียนซักอีกหลังจากฮาครืนไปชั่วอึดใจ "ไม่ได้รัก...จะไปรับเขาได้อย่างไร ผมมีลูกมีเมียแล้ว" เกรียงไกรตอบยิ้ม ๆ "เมื่อไม่รัก....ไปซื้อตัวเขาทำไมตั้ง 40,000 บาท" ผู้เขียนซักไม่หยุด "คือ...ผมสงสารเขา" เกรียงไกรตอบซึม ๆ "เขาบอกว่าทางบ้านยากจน ผมก็เลยอยากช่วยเขา ไม่ได้หวังจะเอามาเป็นลูกเป็นเมียหรอก พอวันรุ่งขึ้นผมก็ให้เงินเขาอีก 5,000 บาท ให้เขากลับไปบ้านที่อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงรายโดยบอกเขาว่า ถ้าว่างแล้วจะไปหาเขาเอง สายรุ้งก็เลยเขียนที่อยู่ในผมไว้ จากนั้นเราก็แยกกัน แต่พอผมกลับบ้านเกิดลืมเอาที่อยู่ของสายรุ้งออกจากกระเป๋าสื้อ ทองเพียรเมียผมจะเอาเสื้อไปซัก ก็เลยเห็นที่อยู่ของสายรุ้ง เรื่องเลยแตกเลย" ตอบจบเกรียงไกรก็หัวเราะออกมาอีก คณะผู้เขียนก็เลยได้หัวเราะตามไปด้วย เพราะท่าทีของเกรียงไกรขณะเผยเรื่องราวนี้ ดูเขามีความสุขไม่น้อยเลย "และอาจจะเป็นเพราะเขาได้ทำบุญ "ซื้อชีวิตคน" ให้พ้นจากขุมนรกคราวนี้เอง ผลบุญคราวนี้ จึงได้ช่วยชีวิตเขาให้รอดพ้นจากความตายในภายหลังหลายครั้งหลายหน แม้กระทั่งขณะถูกชุดไล่ล่าที่ฉายา "มือปราบพระกาศ" ออกตามล่าตัว เกรียงไกรก็มีชีวิตเหลือรอดมาชดใช้กรรมเพียงแค่ "ติดคุก" เท่านั้น ส่วนเรื่องราวที่เกรียงไกรรอดพ้น "ความตาย" ได้เช่นไรผู้เขียนจะถ่ายทอดในตอนต่อ ๆ ไป ติดตามให้ดีก็แล้วกัน ชีวิต "จอมโจรบันลือโลก" ผู้นี้ สนุกปนเศร้าไม่แพ้หนังไทย-จีน-ฝรั่ง เลยจริง ๆ ทีนี้ขอหันมาถึงขึ้นตอนการ "ขายเพชร" เพราะเท่าที่รู้ ๆ กัน เกรียงไกรขายเพชรแบบโง่ ๆ เพราะเพชรเม็ดเขื่องที่มีราคา "หลายสิบล้าน" แต่เขากลับขายไปเพียง "500 บาท" สาเหตุเพราะอะไร เกรียงไกรเขาเผยไว้ดังนี้... "หลังจากที่ส่งสายรุ้งกลับไปบ้านของเขาแล้ว ผมก็เที่ยวอยู่อีกชั่วระยะเรียกว่าภายในเดือนเดียวที่ผมเที่ยวหมดเงินไปเป็นแสน ๆ ประจวบกับระยะนั้นข่าวทางซาอุฯ ก็เงียบ ๆ ก็เลยตัดสินใจเอาเครื่องเพชรออกมาขาย แต่เพราะไม่รู้จักพ่อค้าเพชร พ่อค้าทองที่ไหนเลย อีกทั้งเรื่องที่ผมโจรกรรมเครื่องเพชรมา ก็ไม่ได้บอกให้ใครรู้ ไม่ว่าพ่อแม่พี่น้อง ดังนั้นเวลาจะเอาไปขายก็เลยไม่ปรึกษาใคร" "เริ่มแรกเอาไปขายใคร ได้เงินเยอะมั้ย?" ผู้เขียนซักไปตามสถานการณ์ "แรก ๆ เอาไปขายให้นายหล้า (จรูณ จันทร์คง) ซึ่งเขาก็เป็นแค่ช่างทำทองอยู่ในตลาดเถิน เปิดเป็นร้านรับทำทองเล็ก ๆ โดยเอาทองเคเป็นสร้อยคอไปขายสองเส้น เขาตีราคาให้แค่ 3,000 บาท เกรียงไกรตอบเรื่อย ๆ "ทำไมไม่เอาไปขายตามร้านใหญ่ ๆ เลยล่ะ?" "คือ....ตอนแรก ๆ ผมอยากจะหยั่งเชิงดูก่อนว่าเขาจะรับซื้อมั้ย เพราะเท่าที่รู้มา บางร้านเขาไม่รับซื้อของขโมยก็เลยเอาไปหยั่งเชิงดู ต่อมาพอเห็นนายหล้ารับซื้อผมก็เอาพวกสร้อยคอและแหวนทองไปขายอีก นายหล้าก็รับซื้อแบบซื้อทองเก่า เขากดราคาน่าดูเลย แต่ก็ต้องยอมเพราะต้องการเงินอีกทั้งขายให้นายหล้าแล้วเรื่องไม่กระโตกกระตากเรียกว่าตอนนี้ยังไม่อยากเสี่ยงอะไรมาก คือกลัวตำรวจรู้น่ะแหละ" เกรียงไกรชี้แจงจบ ผู้เขียนก็ถึงบางอ้อ เหตุที่เกรียงไกรเลือกไปขายร้านเล็ก ๆ ก็เป็นเพราะเกรงเรื่องจะดังตามแบบฉบับของคนที่มีชนักติดหลังยังไงยังงั้น "แล้วตอนที่นายอ้วน (สุรศักดิ์ เอนกศิริกุล) เสี่ยพ่อค้าทอง "ธนานันท์" มารับซื้อล่ะ ติดต่อกันยังไง?" ผู้เขียนถามอีก "เรื่องเป็นยังงี้ครับ....หลังจากผมเอาพวกสร้อยทองคำพร้อมแหวนไปขายให้นายหล้าแล้ว เรื่องการซื้อขายของเรามันเงียบดี อีกทั้งตอนหลัง ๆ พวกเราก็คุ้นเคยกันดี ผมก็เสนอขายชิ้นใหญ่ ๆ มากขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งพอเห็นชิ้นใหญ่ ๆ มากขึ้น และยังมีเพชรพ่วงไปอีกด้วย นายหล้าก็เกิดความสงสัยว่าผมไปเอาของพวกนี้มาจากไหน ผมก็ได้แต่โกหกไปตามที่จะนึกออก โดยบอกเขาว่าไปซื้อมาจากซาอุฯ ซึ่งพอบอกไปเช่นนั้น นายหล้าก็เชื่อ แต่เขาไม่มีเงินที่จะซื้อทั้งหมดเพราะช่วงหลัง ๆ ผมเอาไปขายเยอะ โดยที่นายหล้ารับซื้อแบบตีเหมาเป็นราคาทองเค คือพวกสร้อยเพชรและนาฬิกานี่ส่วนใหญ่จะใช้ทองเคเป็นตัวเรือน ก็เลยใช้วิธีชั่งน้ำหนักของทองเค ราคาจะถูกจะแพงก็อยู่ที่น้ำหนักด้วย และในตอนหลัง ๆ พอผมเอาไปขายก็จะมีนายแพง (ประสงค์ กวางศรี) มาร่วมซื้อกับนายหล้า จากนั้นนายหล้าก็จะให้นายแดงเอาไปขายต่อให้เสี่ยอ้วนที่ จ.แพร่ แต่บางครั้งที่ซื้อขายกันเป็นเงิน 2-3 แสนบาท นายหล้าก็จะโทรศัพท์ไปหานายอ้วนให้มารับซื้ออีกที โดยที่นายหล้าและนายแดงจะได้กำไรจากการเป็นคนกลางติดต่อ 20 เปอร์เซ็นติ ซึ่งการซื้อขายผ่านนายหล้าและนายแดงนี่คิดเป็นเงินก็ประมาณ 3-4 ล้านบาท" "รวมทั้งเพชรเม็ดใหญ่ที่ว่าซื้อขายกันแค่ 500 บาท ด้วยหรือเปล่า?" ผู้เขียนทักท้วง "ครับ...รวมด้วย เพราะนายหล้าบอกว่าเป็น "เพชรรัสเซีย" แล้วขอซื้อผมแบบเดี่ยว ๆ แค่ 500 บาท ก็เลยขายเขาไป ส่วนเขาจะเอาไปขายต่อเท่าไหร่ ผมไม่รู้" "แล้วตอนหลังนี่เพชรเม็ดใหญ่นี่นายอ้วนเอามาขายต่อเสี่ยสันติตั้ง 8 ล้าน เกรียงไกรรู้มั้ย?" "รู้ครับ...ก็ได้แต่เสียดาย เพราะขายไปแล้ว เลยไม่รู้จะทำยังไง" "ตอนที่นายหล้าบอกเป็นเพชรรัสเซีย ทำไมเชื่อเขาละ?" "ผมไม่มีความรู้เรื่องเพชรเรื่องทอง บางอย่างผมมั่นใจว่าเป็นทองคำร้อยเปอร์เซ็นต์ อย่างพวกเหรียฐกลม ๆ และเป็นแผ่นเหลี่ยมผืนผ้า พอนายหล้าบอกเป็นทองเค ผมก็ต้องคิดว่าเป็นทองเคตามเขา" "ตอนที่นายอ้วนมาขอซื้อด้วยตัวเองล่ะ เรื่องราวเป็นยังไง?" "แรก ๆ ตอนที่เอามาขายให้นายหล้ากับนายแดงนั้น ผมก็ยังไม่รู้หรอกว่าเขาเอาไปขายต่อให้ใคร เพราะนายหล้าบอกว่าเอาไปขายในนายทุนต่ออีกที ซึ่งนายทุนคนที่ว่าเป็นใครผมก็ไม่สนใจที่จะรับรู้ ตอนนั้นสนใจแต่ว่าขอให้ขายได้เงินเยอะ ๆ ก็พอแล้วเท่านั้น แต่ในช่วงหลัง ๆ ที่ขายกันราคาเป็นแสน ๆ นายหล้าเขาไม่มีเงินสดให้ก็บอกผมว่าพรุ่งนี้ให้เอามาใหม่ ต้องรอเงินจากนายทุนก่อนโดยนัดหมายเวลากันไว้ พอวันรุ่งขึ้นผมก็เอาของไปตามนัด ก็ได้เงินสดมาตามที่ตกลงแต่พอมาขึ้นรถจะกลับบ้าน ปรากฏว่ามีจดหมายมาเสียบไว้ที่หน้ารถพร้อมมีข้อความว่า "ถ้าต้องการขายของได้ราคาแพงขึ้นให้ติดต่อไปที่เบอร์โทรศัพท์ที่เขาจดไว้ด้วย พร้อมลงชื่อว่า "เสี่ยอ้วน" ซึ่งพอเห็นจดหมายวันต่อมาก็เลยลองโทรศัพท์ไปตามเบอร์ที่เขาจดไว้ ตั้งแต่นั้นมาก็เลยได้ซื้อขายกับเสี่ยอ้วนโดยตรง" "พอมาซื้อขายกับนายอ้วนโดยตรง ได้ราคาดีกว่ามั้ย?" "ดีขึ้น...แต่ก็ไม่มากนัก เพราะเขาก็ยังบอกว่าเป็นเพชรรัสเซียอยู่ดี ซึ่งตอนหลังผมจึงมารู้ว่าที่นายหล้าตีเป็นเพชรรัสเซีย ก็มาจากเสี่ยอ้วนนี่แหละที่เป็นคนหลอกเขาไว้" "ไหนลองเล่าตอนขายเพชรเม็ดใหญ่ที่มีคนบอกว่าเป็นเพชร "บลูไดมอนด์" ที่ทางเจ้าชายไฟซาล ต้องการได้คืนมาก ๆ หน่อยซิ ทำไมถึงขายถูกเหลือเกินแค่ 500 บาท เท่านั้น" ผู้เขียนยังคลางแคลงใจต่อเพชรเม็ดนี้มาก จึงถามเพื่อเค้นเอาความจริง "เรื่องมันนานมาแล้ว ผมจำไม่ได้แล้ว ต้องไปถามนายหล้าบางทีเขาอาจจะจำได้" เกรียงไกรบอกปัด คณะผู้เขียนก็เลยไม่อยากคาดคั้นมาก จึงต้องหันไปถามเรื่องอื่น ๆ พร้อมตั้งใจไว้จะต้องไปสอบถามนายหล้าช่างทำทองที่อยู่ในตลาดอำเภอเถิน ซึ่งวันต่อมาก็ได้รับความร่วมมือด้วยดีจากนายหล้า ด้วยการเปิดเผยว่า "ตอนซื้อของจากเกรียงไกรนั้น แรก ๆ ก็ซื้อด้วยเงินพัน ต่อ ๆ มาก็เป็นเงินหมื่น แล้วไปถึงแสนตามลำดับ ซึ่งพอถึงเงินแสนก็ไม่มีเงินซื้อจึงไปติดต่อเสี่ยอ้วนที่ร้านทอง "ธนานันท์" โดยให้นายแดงเป็นผู้ไปติดต่อ ปรากฏว่าเสี่ยอ้วนรับซื้อหมดโดยมีข้อตกลงกันว่าจะให้กำไรพวกผม 20% ผมก็เลยได้นายหน้าซื้อขายให้ทั้งสองฝ่าย แต่ปรากฏว่าระยะหลังเกรียงไกรไม่ได้เอามาขายให้ผมเลย จึงทำให้รู้ว่าเสี่ยอ้วนแอบไปซื้อขายกันเอง ตั้งแต่นั้นมาผมก็เลยเลิกซื้อขายกับเกรียงไกร" "ลักษณะของเพชรเม็ดใหญ่ที่ใคร ๆ ระบุว่าเป็น "บลูไดมอนด์" ล่ะเป็นยังไงแล้วทำไมจึงคิดว่าเป็นเพชรรัสเซีย?" ผู้เขียนลองหยั่งเชิงดู "ลักษณะเป็นเพชรหยดน้ำ ผ่านการเจียระไนแล้วใหญ่ประมาณหัวนิ้วก้อย ส่วนที่คิดว่าเป็นเพชรรัสเซียก็เป็นเพราะผมไม่มีความรู้เรื่องเพชร แต่สำหรับเรื่องทองแล้วผมรู้อีกทั้งเกรียงไกรบอกว่าไปซื้อมาจากในตลาดซาอุฯ ผมก็คิดว่าเป็นเพชรปลอม ยังเอามาโยนเล่นกันเลย" แล้วคิดว่าเป็นเพชร "บลูไดมอนด์มั้ย" ผู้เขียนถามแบบอยากรู้พร้อมหยั่งเชิงไปด้วย "คิดว่าไม่ใช่มากกว่า...เพราะผมมาเห็นในรูปที่ตำรวจถ่ายไว้ มันเป็นเพชรตุ้มหูที่หลุดออกมาจากตัวเรือน" "แล้วเพชรบลูไดมอนด์ เคยผ่านตามั้ย?" "ไม่เคยครับ เพราะเม็ดใหญ่ที่สุดที่ผ่านตาผม ก็คือเพชรหยดน้ำเม็ดนี้เม็ดเดียวเท่านั้น" นายหล้า ช่างทำทองร้าน "แสงทอง" ในตลาดอำเภอเถิน ยืนยันกับผู้เขียนเช่นนี้ ก็ต้องเอามาถ่ายทอดสู่กันฟัง เพื่อผู้อ่านจะได้ไตร่ตรองดูว่าเรื่องราวของคนสองคน (เกรียงไกรกับนายหล้า) มีตรงไหนที่ผิดเพี้ยนกันบ้าง แต่เท่าที่ฟัง ๆ มาก็ตรงกันดี ผู้เขียนจึงมั่นใจว่าทั้งคู่ไม่มีใครโกหกเลย หลังจากที่ฟังนายหล้าเปิดปากแล้ว ทีนี้ขอย้อนมาถึงเรื่องของ "จอมโจรบันลือโลก" เพราะยังมีเรื่องที่ชวนติดตามอีกมาก โดยเฉพาะตอนที่เขาหนี "สุดชีวิต" พร้อม "รอดตาย"

ชีวิตของเกรียงไกร ตั้งแต่วัยเด็กจนเติบใหญ่แล้วพลิกผันกลายเป็น "จอมโจร" จะว่าฉลาดก็ไม่ใช่หรือโง่ก็ไม่เชิง เพราะหากฉลาดคงไม่ดำเนินการขายเพชรแบบไร้คุณค่า หรือหากว่าโง่คงไม่สามารถขโมยเครื่องเพชรมูลค่ากว่า 500 ล้านหนีออกจากประเทศซาอุดีอาระเบียกลับมาสู่เมืองไทยได้ และระหว่างดำเนินการขายเครื่องเพชรจนสร้างความร่ำรวยให้กับตัวเอง ชีวิตของเขาก็ต้องพบกับความพลิกผันอีกวาระ เมื่อทางประเทศซาอุดีอาระเบียที่เพิ่งทราบว่าเครื่องเพชรประจำราชวงศ์อันเป็นมรดกตกทอด ได้ถูกคนงานไทยทำการโจรกรรมหายไปนับร้อยรายการ จึงได้ส่งสารขอความช่วยเหลือและร่วมมือจากรัฐบาลไทย ให้ติดตามเครื่องเพชรคืนพร้อมทำการจับยอดหัวขโมยที่ชื่อ เกรียงไกร เตชะโม่ง ครั้นรัฐบาลซาอุดีอาระเบียขอความช่วยเหลือ รัฐบาลไทยสมัยนั้น ซึ่งมี พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรีพร้อมมี พล.อ.ประมาณ อดิเรกสาร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยไม่ได้อยู่เฉย รีบนำเรื่องให้กรมตำรวจในยุคที่มี พล.ต.อ.แสวง ธีระสวัสดิ์ เป็นอธิบดีกรมตำรวจไปดำเนินการ ดังนั้นในช่วงต้นเดือนธันวาคม 2532 ซึ่งเป็นช่วงที่เกรียงไกร เตชะโม่ง อยู่ในระหว่างการระบายขายเครื่องเพชร ต่อมาในเช้าวันหนึ่ง ขณะเกรียงไกรตื่นแต่เช้ามืดไปทำธุระส่วนตัวยังห้องน้ำที่อยู่นอกตัวบ้านประมาณสิบเมตร (ห้องน้ำของชาวชนบทส่วนมากจะสร้างแยกไว้จากตัวบ้านโดยอยู่หลังบ้าน) และพอเสร็จกิจก็ออกจากห้องน้ำเพื่อกลับเข้าบ้านด้านประตูหลัง แต่แล้วเขาก็ต้องชะงัก หร้อมเสียวสันหลังวาบ เมื่อเห็นมีชายกลุ่มหนึ่งประมาณ 2-3 คน เดินขึ้นบันไดหน้าบ้านอย่างเงียบกริบ และชายกลุ่มนั้นเดินขึ้นบันได โดยไม่ถอดรองเท้าเฉกเช่นคนชนบททั่ว ๆ ไป หากจะขึ้นบ้านใครก็จะต้องถอดรองเท้า พร้องส่งเสียงให้เจ้าของบ้านขานรับเพื่อเปิดประตูบ้านต้อนรับ แต่คนกลุ่มนี้นอกจากจะไม่ส่งเสียงพร้อมถอดรองเท้าแล้ว ยังค่อย ๆ ย่องคล้ายกับเกรงว่าเจ้าของบ้านจะรู้ตัว เมื่อเห็นชายกลุ่มนั้นมาเยือนด้วยท่าทีเปลก ๆ แถมยังมาแต่เช้ามืดเช่นนี้ เกรียงไกรรู้ทันทีว่าเป็นเรื่องไม่ชอบมาพากล ตามประสาทวัวสันหลังหวะ เมื่อรู้เป็นเรื่องไม่ชอบมาพากล เกรียงไกรย่อมไม่อาจที่จะไปเผชิญ หนทางเดียวที่จะกระทำด้ ก็คือ "หนีให้ห่างด้วยการหลบเข้าสวนหลังบ้านแล้วรอดูว่าชายกลุ่มนี้มาทำอะไร ในเวลาต่อมาเกรียงไกรก็ได้ทราบบุคคลเหล่านี้คือ พ.ต.อ.อนันต์ ยูปานนท์ อดีต ผกก.1 ป. (ปัจจุบันเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุรถชน) และ พ.ต.อ.วิชัย เย็นสุดใจ อดีตรอง ผกก.1 ป. พร้อมผู้ใต้บังคับบัญชาอีก 1 นาย ส่วนเหตุผลที่นายตำรวจทั้งสองดังกล่าวมาเยือนบ้านเกรียงไกรแต่เช้ามืด ก็เพื่อจับเกรียงไกรในช้อหา "ลักทรัพย์" จากประเทศซาอุดีอาระเบีย ทว่าพอขึ้นบ้านพร้อมเข้าไปในบ้านก็ได้ ก็หาตัวเกรียงไกรไม่พบ จึงทำการค้นบ้านของเกรียงไกร โดยมีนางทองเพียร และลูกเป็นผู้ให้ตรวจค้น แต่ก็ไม่พบอะไรที่เป็นสิ่งผิดกฏหมายเลย นายตำรวจทั้งสองจึงตรงไปค้นบ้านของนายทรัพย์ ผู้พ่อของเกรียงไกรอีกแห่งที่อยู่ไม่ไกลกันนัก แต่ก็ไม่พบอะไรยกเว้น "กระสุนปืน" จำนวนหนึ่ง จึงได้ทำการจับนายทรัพย์ในข้อหามีกระสุนปืนไว้ในความครอบครอง นายทรัพย์ก็เลยได้รับความเดือดร้อน ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลเป็นบุคคลแรก จากกระทำของลูกชายตัวเอง ตั้งแต่นั้นมา เรื่องราวของเกรียงไกรที่ทำการโจรกรรมเครื่องเพชรของ "เจ้าชายไฟซาล" แห่ง "ซาอุดีอาระเบีย" จึงเป็นที่เปิดเผยให้คนในตระกูล "เตชะโม่ง" ได้ทราบกันทั่วหน้า และพอทราบ นายทรัพย์ผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวก็ไม่อาจหาตัว "ลูกชายตัวแสบ" เจอแล้ว เพราะตั้งแต่เช้าวันนั้นเกรียงไกรก็ได้หลบหนี้เข้าป่าอย่างไร้ร่องรอย ครั้นตำรวจชุดแรกไม่สามารถติดตามจับเกรียงไกรได้ อีกทั้งช่วงนั้นหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ พร้อมข่าว ทีวีทุกช่อง ได้ประโคมโหมข่าวเรื่องคนงานไทยทำการโจรกรรมเครื่องเพชรของเจ้าชายไฟซาลทั่วประเทศ กรมตำรวจจึงแต่งตั้ง พล.ต.ท. ขลอ เกิดเทศ เป็นหัวหน้าชุดออกไล่ล่าตามจับเกรียงไกร เพราะเป็นผู้ชำนาญในพื้นที่ 4 จังหวัดภาคเหนือมาก่อน พล.ต.ท. ชลอ จึงตั้งทีมออกไล่ล่าเกรียงไกร โดยไปตั้งศูนย์บัญชาการยัง "คุ้มพระลอ" จ.ตาก โดยมี พ.ต.ท.สิทธิพร โนนจุ้ย รอง ผ.1 กก.1 ป. พร้อม พ.ต.ต. ทับเพชร นิตย์วิบูลย์ รอง สวผ.1 ป. กก.1 ป. ด.ต.เอกวัฒน์ สันธนะบูรณ์ ด.ต.ไพรินทร์ ผ่องเกษม จ.ส.ต.สมทบ มีกรสม จากกรองปราบปรามร่วมสมทบเป็นทีมไลล่า จากนั้น พล.ต.ท.ชลอ ได้เรียกตัว ร.ต.ท.ฤทธิศาสตร์ แก้วเดช รอง สวส.สภ.อ.บ้านตาก จ.ตาก ซึ่งเป็นญาติสนิทกับเกรียงไกรให้เป็นผู้ออกสืบข่าวหาความเคลื่อนไหวของยอดหัวขโมย เกือบเดือนเต็ม ๆ ร.ต.ท.ฤทธิศาสตร์ จึงสามารถแกะรอยเกรียงไกรได้ พร้อมสืบทราบแม้กระทั่งเรื่องที่เกรียงไกรนำเครื่องเพชรไปขายให้ "นายหล้า" จูรฐ จันทร์คง ช่างทำทองในตลาดอำเภอเถิน การปฏิบัติการจับ "นายหล้า" จึงเริ่มขึ้น พร้อมนำตัวมาสอบสวนยัง "คุ้มพระลอ" เพื่อขยายผล ในเวลาต่อมาก็สามารถจับ "นายแดง" ประสงค์ กวางศรี พร้อม "เสี่ยอ้วน" สุรศักดิ์ เอนกศิริกุล เสี่ยร้านทอง "ธนานันท์" จังหวัดแพร่ ในข้อหา "รับซื้อของโจร" ซึ่งทุกคนยอมสารภาพพร้อมคาย "ของกลาง" ที่เหลือจากการขายต่อเป็นทอด ๆ บางส่วนออกมา พร้อมซัดทอดต่อว่าได้นำของหลายรายการไปขายให้กับ "เสี่ยสันติ ศรีธนะขัณฑ์" เจ้าของร้านเพชร "สันติมณี" สะพานเหล็ก การติดตามจับทั้งเกรียงไกร และเสี่ยสันติ จึงเริ่มอย่างต่อเนื่อง แต่กว่าจะจับเกรียงไกรได้ ก็เล่นเอาตำรวจไล่ล่าที่มี ร.ต.ท.ฤทธิศาสตร์ เป็นหัวหอก ต้องใช้วิธีการแทบจะพลิกแผ่นดินภาคเหนือหาตัวกันเลย เพราะเกรียงไกร หลังจากหนีหายไปแล้ว ได้ไปซ่อนตัวอยู่บนเขา "ดอยแม่ตั๋ง" ซึ่งต้องเดินด้วยเท้าประมาณ 5 ชั่วโมง จึงจะไปซ่อนตัวบนนั้นได้ ทว่าการซ่อนตัวอยู่บนนั้น ใช่ว่าจะซ่อยได้ปลอดภัยนักอีกทั้งระยะนั้นเกรียงไกรบอกว่าเริ่มป่วยไข้ จึงหนีลงไปโผล่ที่ อ.แม่สาย แล้วหนีต่อไปหาเพื่อนที่ อ.ทุ่งเสลี่ยม จ.สุขโทัย ทีมไล่ล่าจึงได้แกะรอยติดตามไปทุกแห่ง ตามที่ได้กล่าวมา พร้อมทั้งแบ่งทีมแยกไปที่ อ.อุ้มผาง และ อ.ท่าสองยาง ก็ยังหาตัวเกรียงไกรไม่พบอยู่ดี เรียกว่าในช่วงนั้นทีมชุดไล่ล่าของ พล.ต.ท.ชลอ ที่เรียกขานกันว่าเป็นทีมมือปราบ "พระกาฬ" แทบจะกลายเป็นทีมมือปราบ "อับจน" แต่ด้วยความพยายามอันยิ่งยวดในช่วงต้นเดือนมกราคม 2533 ร.ต.อ.ฤทธิศาสตร์ ก็สามารถสืบพบการติดต่องของเกรียงไกรและ "ครูนิคม" ผู้พี่ชายทางโทรเลข โดยได้รับความร่วมมือจากผู้ใหญ่บ้านสมพรที่นำโทรเลขฉบับนั้นมอบให้ข้อความมีว่า "ให้นำเงินสองแสนไปให้ช่างสมเกียรติ ทุ่งเสลี่ยม" ครั้นได้รับโทรเลข ร.ต.ท.ฤทธิศาสตร์ จึงไปขอความร่วมมือจากครูนิคม ซึ่งนอกจากจะเป็นญาติสนิทแล้ว ยังเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็ก พร้อมชี้แจงเหตุผลต่าง ๆ นานา ให้ครูนิคมเข้าใจ ประจวบกับช่วงนั้น ครูนิคมก็เกรงเกรียงไกรผู้น้องชายที่กลายมาเป็นจอมโจร จะถูกตำรวจจับตายหรือไม่ก็เกรี่ยงไกรอาจจะกรอกยาพิษฆ่าตัวเองหากสิ้นหนทางหนี ครูนิคมจึงเปลี่ยนใจหันมาให้ความร่วมมือกับ ร.ต.ท.ฤทธิศาสตร์ ด้วยการพาไปพบ "ช่างเกียรติ" ซึ่งเป็นเจ้าของอู่ซ่อมจักรยานยนต์แห่ง อ.ทุ่งเสลี่ยม จ.สุโขทัย เพราะช่างเกียรติผู้นี้เป็นเพื่อนสนิทที่เกรียงไกรไว้วางใจในยามหน้าสิ่วหน้าขวาน อีกทั้งหากปล่อยให้ตำรวจรายอื่นไปจับเกรียงไกรแล้วเกรียงไกรก็จะต้องต่อสู้ เพราะขณะหนีการตามล่าของตำรวจเกรียงไกรได้พกปืนลูกซองติดตัวตลอดเวลา พร้อมเตรียมยาพิษชนิดร้ายแรงไว้ด้วย ด้วยเหตุนี้ในคืนวันที่ 9 มกราคม 2532 ร.ต.ท.ฤทธิศาสตร์ ก็ได้ไปพบช่างเกียรติที่ อ.ทุ่งเสลี่ยม จากการนำพาของครูนิคม ด้วยเหตุผลที่ว่า หาก ร.ต.ท.ฤทธิศาสตร์ เป็นผู้เข้าจับเกรียงไกรด้วยตัวเองแล้ว เกรียงไกรก็จะไม่ต่อสู้และจะไม่กรอกยาพิษฆ่าตัวเอง ครั้นได้พบช่างเกียรติ ร.ต.ท.ฤทธิศาสตร์ จึงได้ทราบว่าบัดนี้เกรียงไกรได้หลบไปอยู่โรงแรม "พรเทพ" อ.แม่สอด จ.ตาก เพื่อหนีออกสู่ประเทศพม่า โดยได้ติดต่อกับหญิงบริการชื่อ "เจนจิรา" ให้เป็นผู้จัดหาหญิงบริการที่เป็นชายพม่าที่มาหากินใน อ.แม่สอดเป็นผู้นำทางด้วยค่าจ้างเป็นเงินถึง "สองแสนบาท" เมื่อทราบเรื่องชัดเจนและถี่ถ้วน ร.ต.ท.ฤทธิศาสตร์ ไม่รีรออะไรีบบึ่งรถกลับ จ.ตาก พร้อมตรงเข้ารายงาน พล.ต.ท.ชลอ ทันที ที่ "คุ้มพระลอ" แล้วในเช้าของวันที่ 10 มกราคม 2532 ทีมไล่ล่าของ "มือปราบชลอ" ก็ไปปรากฏตัวที่โรงแรมพรเทพใน อ.แม่สอดพร้อมกับนำตัวหญิงบริการ "เจนจิรา" มาทำการเค้นถามถึงเกรียงไกร พักอยู่ห้องไหนกี่คนและในตัวมีอะไรบ้าง ในที่สุดหญิงบริการบ้านนอกอย่าง "เจนจิรา" ก็ไม่อาจปกปิดใด ๆ ได้เผยสภาพของเกรียงไกรในเวลานั้นหมดสิ้น

พักสายตาสักนิด แล้วกลับมาอ่านต่อ คลิก