Make your own free website on Tripod.com

20 นาทีต่อมา แท็กซี่ก็พาเกรียงไกรกลับสู่แคมป์ที่พัก โดยไม่มีเหตุการณ์ใด ๆ เกิดขึ้น เพราะในประเทศซาอุดีอาระเบีย แม้จะเป็นเมืองของมหาเศรษฐีถึงขึ้นจ้างทหารอเมริกันทั้งกองทัพไปรบแทนได้ เมื่อคราวที่ "ซัดดัม" ประธานาธิบดีแห่งประเทศ "อิรัก" ยกกองทัพหมายขยี้ "ซาอุดีอาระเบีย" หลังจากที่ยึดประเทศ "คูเวต" ได้อย่างง่ายดายในสงคราม "ตะวันออกกลาง" แต่ถนนหนทางตลอดทั้งการสัญจรไปมาในเมือง "ริยาด" อันเป็นเมืองหลวงของซาอุฯ ก็ไม่มีการติดขัดหรือเกิดอุบัติเหตุแบบนาทีต่อนาทีเหมือนในกรุงเทพฯ เพราะในเมืองริยาดขณะนั้น รถราต่าง ๆ ยังไม่หนาแน่นนัก ดังนั้นเกรียงไกรที่หอบหิ้วถุงเพชรมูลค่านับร้อยล้านบาทไทย อันเป็นชุดสุดท้ายที่ต้องขนออกมาจากซ่อนในเรือนรับรอง ก็ได้มาอยู่รวมกับชุดแรก ๆ ที่เกรียงไกรได้ทยายขนออกมาก่อนเป็นแรมเดือน สมใจของยอดขโมยไทยทุกประการ จากนั้นเกรียงไกาก็นอนกอดถุงเพชรทั้งคืน ด้วยเกรงว่าหากเพื่อน ๆ คนงานร่วมห้องตื่นขึ้นมาแล้วเปิดดูงานขโมยของเขาที่ "เสี่ยงตาย" กระทำมาย่อมไม่เป็นความลับอีกแล้ว จวบกระทั่งรุ่งเช้า ซึ่งตรงกับวันที่ 1 สิงหาคม 2532 เกรียงไกรก็กลับไปยังเรือนรับรองอีกครั้ง แต่วันนี้เขาไม่ได้มาทำงานตามปกติ เพียงแต่มารับเงินเดือนงวดสุดท้ายพร้อมขอลากลับเมืองไทย ด้วยการนำโทรเลขที่ทางบ้านส่งไปเป็นหลักฐาน เพราะขณะนั้นเจ้าชายไฟซาลและพระชายาก็ยังไม่เสด็จกลับจากต่างประเทศ ซึ่งตัวเกรียงไกรก็ไม่มีสิทธิ์รู้ว่าจะกลับเมื่อไหร่เช่นกันเขารู้แต่เพียงว่า ในเร็ว ๆ นี้เท่านั้น ครั้นการรับเงินเดือนงวดสุดท้ายพร้อมการลากลับเมืองไทยก่อนกำหนด โดยยกเรื่อง "ลูกป่วยหนัก" เป็นข้ออ้างผ่านได้เรียบร้อย เกรียงไกรรีบกลับสู้แคมป์ที่พัก ซึ่งช่วงนั้นเพื่อน ๆ คนงานร่วมห้องต่างไปทำงานกันหมดแล้วเกรียงไกรจึงคิดหาวิธีที่จะขนเครื่องเพชรทั้งหมดกลับสู่เมืองไทย ซึ่งเรื่องนี้เขาคิดอยู่หลายชั่วโมงเช่นกัน เพราะไม่รู้จะทำเช่นไรจึงจะหอบกลับเมืองไทยได้หมด "ทีแรกผมกะว่าจะขนกลับเองทั้งหมดทีเดียว แต่มาคิดอีกทีหากด่านศุลกากรที่ซาอุฯ จับได้ ผมก็มีสิทธิ์ถูกตัดคอในเมืองทะเลทรายแน่ วิธีนี้มันเสี่ยงมาก ไม่ดีแน่ อย่าเสี่ยงเลย" เกรียงไกรเอ่ยบอกด้วยสีหน้ายิ้ม ๆ "ไม่กล้าขนกลับเอง แล้วทำยังไงถึงรอดมาได้?" (ผู้เขียนถามเรื่อย ๆ) "ตอนนั้น ในหมู่พวกผมคนงานหากจะส่งของกลับเมืองไทย ก็มีอยู่ทางเดียวคือ การส่งผ่านทางคาร์โก้ เพราะส่งผ่านทางนี้แล้วเราไม่ต้องรับผิดชอบหอบหิ้วไปที่สนามบินเอง ทางบริษัทคาร์โก้เขาจัดการให้หมด ผมจึงตัดสินใจส่งผ่านบริษัทคาร์โก้เลย ด้วยการรวบรวมเครื่องเพชรทั้งหมดรวมทั้งที่เอาไปฝากเพื่อนไว้ แบ่งออกเป็นสามกระเป๋า และก่อนจะเอาเครื่องเพชรใส่ไว้ในกระเป๋า ก็ต้องห่ออย่างดีด้วยผ้าก่อนแล้วเอากระดาษตะกั่ว(ฟอยส์)ห่อทับอีกที จากนั้นนำผ้าเทปสีตะกั่วมาพันซ้ำ ป้องกันการแกะออกดูของคนมือบอน" "เอ....วิธีห่อเครื่องเพชรแบบนี้ เรียนรู้มาจากไหน?" (ผู้เขียนสงสัย) "ก็ไม่ได้เรียนรู้มาจากไหนหรอก เห็นเขาทำกันแบบนี้ ผมก็เลยทำมั่ง เพราะในช่วงนั้นจำเป็นต้องเสี่ยง ทุก ๆ ด้าน เรียกว่าคิดออกทางไหน ก็เอาทางนั้น ไม่ได้มีแผนวิเศษวิโสอะไรเลย" เกรียงไกรคุยแบบซื่อ ๆ ตรงประสาไอ้หนุ่มลูกทุ่ง ก่อนเปิดปากถึงวิธีส่งเครื่องเพชรทั้งหมดกลับเมืองไทย "หลังจากจัดการห่อเครื่องเพชรทั้งหมดใส่ไว้กระเป๋าแบบสะพายแล้ว ยังต้องเอาพวกเสื้อผ้าพร้อมเครื่องใช้ต่าง ๆ โปะลอยหน้าไว้ด้วยทั้งสามกระเป๋า จากนั้นจึงหาลังกระดาษหนา ๆ ซึ่งก็คือลังแอปเปิลมาสามลัง แยกกระเป๋าทั้งสามกระเป๋าใส่ไว้ในลังแอปเปิลลังละกระเป๋า แล้วเอาเสื้อผ้าเก่า ๆ ทับไว้ก่อน เอาพวกเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ผมไปหาซื้อมาทับอีกที รวมทั้งพวกสบู่ ยาสีฟัน แชมพูสระผม เครื่องใช้ทุกอย่างที่มีและซื้อมาเพิ่มเติมโปะทับเข้าไปแบบมั่วไปหมด จนกระทั่งวันที่ 3 สิงหาคม ผมจึงขนขึ้นรถแท็กซี่ไปติดต่อบริษัทคาร์โก้ของสายการบิน "คูเวตแอร์ไลน์" ให้ส่งของทั้งหมด ซึ่งมีอยู่สามลังกระดาษแอปเปิลกลับเมืองไทย โดยมีชื่อผมเป็นผู้รับของเองอีกด้วย และแน่นอนเจ้าหน้าที่ของแต่ละประเทศ ไม่ว่าจะเป็นคนชาติไหน ๆ หากมีเงินยัดเป็นค่าขออำนวยความสะดวกแล้ว ทุกอย่างมันก็ง่ายขึ้น ผมเองก็ใช้วิธีนี้ยัดเงินให้เขาจัดการให้ การฝากของส่งผ่านบริษัทคาร์โก้ก็ลุล่วงด้วยดีไม่ต้องเสียเวลาอะไรมากนัก และพอจัดส่งของกลับเมืองไทยผ่านไปเรียบร้อย ผมก็มารอเวลาให้ถึงวันที่จะบินกลับอย่างใจจดใจจ่อ พร้อมภาวนาขอให้เจ้าชายไฟซาลอย่าเพิ่งกลับจากต่างประเทศในช่วงนี้เลย โชคยังเข้าข้างผมอยู่ดี หรืออาจจะเป็นเพราะผมจะได้ชื่อว่าเป็น "จอมโจร" ก็เหลือเดา นอกจากเจ้าชายไฟซาลยังไม่กลับแล้ว ผมยังบินกลับเมืองไทยได้ในวันที่ 10 สิงหาคม 2532 พร้อมแหวนเพชร 2 วงที่ใส่ไว้บนนิ้วมือและสร้อยคอทองคำอีก 3 เส้น แถมด้วยนาฬิกาเรือนทองฝังเพชรบนข้อมืออีกหนึ่งเรือน เหตุที่ต้องใส่ติดตัวมาด้วยก็ไม่มีอะไรหรอก ระหว่างส่งของทางคาร์โก้ ผมก็ยังไม่มั่นใจว่าเขาจะตรวจค้นเจอหรือไม่ ดังนั้นต้องนำของขโมยบางส่วนติดตัวมาด้วย เพราะหากการส่งของทางคาร์โก้มีอุปสรรคถูกเขาตรวจเจอ ก็ยังมีของในตัวผมที่พอจะเอามาผ่องถ่ายขายกินได้ ถึงจะไม่มากก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรเหลือเลย และตลอดเวลา 5 ชั่วโมงกว่า ๆ ที่นั่งอยู่บนเครื่องบิน "คูเวตแอร์ไลน์" กลับเมืองไทยในชั้นเฟิร์สคลาส ผมก็ได้แต่ภาวนาขอให้กลับถึงบ้านแม่ปะโดยสวัสดิภาพ อย่ามีเรื่องร้ายใด ๆ เกิดขึ้น แล้วในที่สุด ผมก็มาถึงเมืองไทยได้อย่างปลอดภัยสมใจที่เอาแต่ภาวนา และพอออกพ้นสนามบินดอนเมืองก็นั่งแท็กซี่มาขึ้นรถที่สถานีขนส่งสายเหนือ ตีตั๋วรถปรับอากาศกลับบ้านที่แม่ปะเลย" เกรียงไกรเล่าถึงตอนนี้ก็ถอนหายใจออกมาอย่างคนโล่งอก ผู้เขียนจึงถามขึ้นเรื่อย ๆ เท่าที่จะนึกออกได้ "พอมาถึงบ้านที่แม่ปะแล้ว สิ่งแรกที่กระทำคืออะไร?" "สิ่งแรกที่ผมกระทำคือ รุ่งเช้าไปกราบหลวงพ่อที่วัดแถวบ้าน ซึ่งตอนนั้นวัดยังไม่มีอะไรมาก ผมเลยซื้อตู้เย็นและเตาแก๊สพร้อมข้าวของอื่น ๆ ถวายเป็นการทำบุญเพื่อไถ่บาปที่ไปขโมยเครื่องเพชรของเจ้าชาย โดยบอกกับทุกคนว่าผมรวยเพราะถูกหวยใต้ดิน 2 ล้านบาท ซึ่งทุกคนตลอดทั้งพ่อแม่พี่น้องล้วนเชื่อหมด จากนั้นก็มีการไปเยี่ยมญาติ ๆ และเพื่อน ๆ โดยไม่ลืมมีของฝากจากซาอุฯ ที่เป็นของเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไปหาซื้อมาก่อนเดินทางกลับไปฝากด้วย" "แล้วเครื่องเพชรที่ส่งมาทางคาร์โก้ล่ะ ไปรับของเมื่อไหร่?" "ประมาณเจ็ดวันหลังจากที่ผมมาถึงบ้านแล้ว โดยซื้อรถปิกอัพคันหนึ่งขับไปรับของที่ดอนเมือง" "ตอนไปรับของที่ดอนเมือง เอาออกมาได้ยังไง ด่านศุลกากรเขาไม่ตรวจค้นหรือ อีกทั้งเครื่องเอกซเรย์ก็มี มันน่าจะตรวจเจอนะ" ผู้เขียนถามอีก พร้อมสันนิษฐานในตัวเสร็จ "เครื่องเอกซเรย์พร้อมเจ้าหน้าที่ด่าศุลกากรตรวจเจอหรือไม่ก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะของมาถึงดอนเมืองหลายวันแล้ว ผมจึงไปรับ" "อ้าว....ตอนไปรับของ เขาไม่ได้ซักถามอะไรหรือ?" ผู้เขียนทักท้วงตามประสาคนขี้สงสัย "คือยังงี้ครับ...." เกรียงไกรชี้แจงยิ้ม ๆ "ตอนผมไปติดต่อขอรับของอยู่นั้น ก็มีนายหน้าผู้หนึ่งเดินมาถามว่า มารับของส่งมาจากไหน ผมก็บอกเขาไปว่ามาจากซาอุฯ พอเขารู้ว่าของมาจากซาอุฯ เขาก็ถามแบบไม่เกรงอกเกรงใจเลยว่า "ต้องการเอาของออกเร็วไหม ถ้าต้องการเอาของออกเร็วต้องจ่ายค่าอำนวจความสะดวก 7,000 บาท" ซึ่งพอได้ยินเช่นนั้นผมหูผึ่งทันที อย่าว่าแต่ 7,000 บาทเลย หลาย ๆ หมื่นก็ให้ได้ ผมรีบตกลงพร้อมควักเงินจ่ายไป แต่เขาขออีก 500 บาทเป็นค่าดำเนินการผมก็ไม่รีรออะไร ควักเงินจ่ายอย่างไม่เสียดายแล้วยืนรออยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง นายหัวหน้าคนนั้นก็เข็นของมาให้ ซึ่งพอตรวจดูแล้วเป็นของที่ผมจัดส่งมาทั้งหมด ผมรีบนำขึ้นรถขับกลับบ้านที่แม่ปะ" เกรียงไกรเล่าจบคณะผู้เขียนต่างก็ถึง "บางอ้อ" กันทุกคน "เงิน" ตัวเดียวแท้ ๆ ที่ทำให้เรื่อง "ยาก ๆ กลายเป็นง่าย" แม้กระทั่งตัวเกรียงไกรเองกล้าเสี่ยงต่อ "ความตาย" เขาไปขโมยในพระตำหนักเจ้าชายไฟซาลก็เพราะต้องการ "เงิน" ก่อนเรื่องอื่น และขโมยออกมาได้ก็ใช้ "เงิน" เป็นใบเบิกทางส่ง "เครื่องเพชร" ทั้งหมดผ่านทางบริษัท "คาร์โก้" สู่เมืองไทย กระทั่งตอนไปรับของที่ดอนเมืองเขาก็ใช้ "เงิน" อีกเช่นกันนำของขโมยออกมาได้ นับว่า "เงิน" คือพระเจ้าที่สามารถบันดาทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างแท้จริง "กลับบ้านถึงบ้านแล้ว เกรียงไกรทำอย่างไรกับเครื่องเพชรทั้งหมด?" ผู้เขียนยิงคำถามต่อ "พอมาถึงบ้านในวันแรก ก็ยังไม่ทำอะไรหรอกเพราะกลัวลูกเมียรู้ รอกระทั่งวันรุ่งขึ้นให้ลูกไปโรงเรียน โดยให้นางทองเพียรไปส่ง ผมจึงมารื้อเครื่องเพชรทั้งหมดออกเป็นสามส่วน ส่วนหนึ่งก็เป็นพวกสร้อยคอทองคำ แหวนทองคำตลอดอื่น ๆ ที่เป็นทองคำล้วน อีกส่วนหนึ่งเฃที่เป็นพวกเครื่องเพชร ส่วนสุดท้ายก็เป็นเครื่องประดับธรรมดา ๆ โดยเอาส่วนที่เป็นเครื่องเพชรและทองไปฝังไว้ในสวนหลังบ้านเครื่องประดับก็ใส่กระเป๋าไว้เหมือนเดิม เพราะดูแล้วไม่มีราคาค่างวดเท่าไหร่ เลยคิดกะเอาไว้แจกญาติพี่น้อง ซึ่งต่อ ๆ มาก็มีการแจกเป็นของฝากในฐานะคนที่รวยมาจากซาอุฯ น่ะแหละ" "ทีนี้....มาเริ่มขายของเมื่อไหร่ แล้วทำไมขายแบบถูก ๆ ล่ะ?" ผู้เขียนยังคงซักอย่างไม่หายสงสัยซะที "แรก ๆ ผมยังไม่เอาไปขายหรอก เพราะต้องรอฟังข่าวจากทางซาอุฯ ด้วย ว่าเขารู้เรื่องที่คนไปขโมยเครื่องเพชรหรือยัง อีกทั้งในตอนนั้นผมก็ยังมีเงินส่วนที่ขโมยมาอยู่จึงยังไม่รีบร้อนขาย พร้อม ๆ กันนั้นก็ต้องคอยระวังตัวตลอดว่าจะมีตำรวจมาถามหาผมไหม ก็เลยยังไม่รีบขาย" "รออีกนานไหม จึงเอาไปขาย?" "เกือบเดือนแหละ เพราะหลังจากรอฟังข่าว ก็เห็นเรื่องเงียบ ๆ จึงกล้าเอาออกมาขาย อีกทั้งตอนนั้นเงินที่ขโมยมาก็เริ่มหมด เพราะช่วงนั้นผมใช้เงินอย่างหูดับตับไหม้นอกจากแจกจ่ายไปในหมู่ญาติ ๆ แล้ว ผมก็เอามาละเลงอย่างไร้ค่า เที่ยวกินทุกคืน ยิ่งเรื่องผู้หญิงแล้วผมจ่ายไม่อั้นจนแทบจะมีเมียเป็นผู้หญิบหากินอีกคนเลย" "ขนาดนั้นเลยเรอะ?" ผู้เขียนอุทาน "ทำไมต้องไปมีเมียเป็นผู้หญิงหากินล่ะ ในเมื่อเราเป็นเศรษฐีแล้วนี่" "เพราะความสงสารครับ" เกรียงไกรตอบยิ้ม ๆ พร้อมเขิน ๆ ไปในตัว "พอจะเล่าสู่กันฟังได้ไหม?" ผู้เขียนแย็บเบา ๆ "ได้...เพราะเป็นเรื่องที่ญาติ ๆ ตลอดทั้งเมียผมเขาก็รู้" เกรียงไกรตอบก่อนควัาบุหรี่มาจุดสูบอีกมวน พลางคิดทบทวนเรื่องราวที่ก้าวผ่านมาในชีวิตก่อนสิ้นอิสรภาพ

พักสายตาสักนิด แล้วกลับมาอ่านต่อ คลิก