Make your own free website on Tripod.com

ครั้นความชั่วสั่งการขึ้น ความโลภก็บังเกิด ผมรีบกวาดเอาเครื่องเพชรในตู้เซฟทั้งสามตู้ มากองไว้กับพื้นที่ปูด้วยพรมเปอร์เซียราคาแพง จากนั้นก็หาผ้ามาห่อเครื่องเพชรทั้งหมดเป็นสองห่อ แล้วลำเลียงไปยังประตูด้านหน้าพระตำหนักชั้นล่าง โดยไม่ลืมปิดตู้เซฟทั้งสามตู้ไว้อย่างเดิม พร้อมเปิดประตูห้องเก็บสมบัติ และห้องบรรทมอย่างเรียบร้อยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หลังจัดทุกอย่างเสร็จสิ้นในเวลาอันรวดเร็ว เพื่อป้องกันการสงสัยของคนอื่น ๆ แล้ว ผมก็ทำการเปิดประตูหน้าพระตำหนักแค่พอออกได้ แล้วหอบหิ้วเครื่องเพชรทั้งสองห่องตรงไปยังเรือนรับรอง พร้อมนำไปซุกซ่อนไว้ยังห้องใต้ดิน โดยไม่ลืมปิดประตูหน้าพระตำแหน่งเช่นกัน พอหอบหิ้วเครื่องเพชรไปถึงห้องใต้ดิน ก็เหมือนกับยกภูเขาออกจากอก เพราะช่วงที่จะออกมาจากพระตำหนักนั้น ต้องระมัดระวังอย่างเต็มที่ เรียกว่าวินาทีระทึกใจของผมก็อยู่ช่วงนี้แหละ แม้ว่าจากประตูพระตำหนักไปถึงเรือนรับรองจะห่างกันแค่ถนนกั้นประมาณ 20 เมตรก็ตาม แต่จะมียามคอยเดินตรวจตราอยู่ตลอด ดังนั้นเมื่อหอบหิ้วเครื่องเพชรรอดพ้นจากการพบเห็นของยามได้ ผมถือว่าโชคชะตาเข้าข้างผมอย่างมหาศาล เพราะหากถูกเขาจับได้ก็มีแต่ตายลูกเดียว!!! ทว่าเมื่อ "ความโลภ" มันเข้าสิงสู่ อีกทั้ง "ฤกษ์ดาวโจร" มันบัญชาให้ทำ ผมก็ต้องยอมเสี่ยง เรียกว่าเวลานั้น "ความตาย" กับการได้เป็น "เศรษฐี" ผมขอเลือกเอาประการหลัง!! เมื่อจัดการซ่อนห่อเพชรไว้ยังห้องใต้ดินเรือนรับรองแล้ว ผมก็เดินขึ้นมานอนใต้โซฟาขนาดใหญ่ที่ห้องรับแขก จนกระทั่งรุ่งเช้าจึงเดินออกไปตอกบัตรเข้าทำงานตามปกติ แบบไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซ้ำยังต้องเข้าไปทำความสะอาดยังพระตำหนักที่เมื่อคืนที่ผ่านมา ผมเพิ่งจะไปขโมยทั้งเงินและเครื่องเพชรออกมา โชคเข้าข้างผมจริง ๆ เพราะขณะยังทำงานตามปกติติดต่อกันมาถึงเดือนเศษ ๆ พร้อมทำการขนย้ายเครื่องเพชรทั้งหมดออกจากเรือนรับรองไปซ่อนไว้ยังที่พัก เจ้าหน้าที่ในเขตพระตำหนักตลอดทั้งผู้หญิงชาวซูดานที่เป็นหัวหน้าดูแลพระตำหนักเจ้าชายไฟซาล ไม่มีใครรู้เลยว่าเครื่องเพชรมูลค่ามหาศาลของเจ้าชายได้ถูกขโมยไปแล้ว "แล้วเพราะอะไรล่ะ เขาถึงไม่รู้ แสดงว่าเขาไม่ได้เข้าไปตรวจดูเลยซิ?" (ผู้เขียนถามอีกอย่างต้องการรู้ให้ละเอียดทุกขึ้นตอน) "คงเช่นนั้นแหละ...เพราะในห้องบรรทมของเจ้าชายเท่าที่รู้มา หากไม่มีความจำเป็นแล้ว เขาจะห้ามไม่ให้ใครเข้าไปเด็ดขาด แม้กระทั่งหัวหน้าดูแลพระตำหนัก อีกทั้งตอนนั้นเจ้าชายและพระชายาไม่อยู่ เรื่องที่ของถูกขโมยจึงไม่มีใครรู้" ฟังเกรียงไกรบอกรายละเอียดแล้ว ผู้เขียนต้องลอบถอนหายใจออกมา เพราะขณะที่เขากระทำผิด ทั้ง ๆ ที่รู้ชัดเจนว่าหากทำพลาดมีสิทธิ์เอาชีวิตไปทิ้งที่ซาอุฯ แต่เขายังกล้าทำ นับเป็นคนที่กล้าได้กล้าเสียอย่างแท้จริง แม้กระทั่ง "เล่นกับความตาย" เขายังกล้าเอาชีวิตเข้าเสี่ยง และพอรอดพ้นมาแล้ว ยังลอยหน้าลอยตาทำเป็น "ทองไม่รู้ร้อน" อยู่อีกเป็นเดือน แทนที่จะรีบ ๆ หนีไปให้พ้นโดยเร็วและโดยไว แบบนี้ต้องเรียกว่า ซาตานมาเกิดได้เลย "หลังจากเอาเครื่องเพชรไปซ่อมไว้ยังห้องใต้ดินแล้วมีวิธีไหนจึงขนย้ายออกไปที่พักได้" (ผู้เขียนถามอีก หลังจากปล่อยให้เกรียงไกรดื่มน้ำพร้อมสูบบุหรี่อยู่ชั่วครู่) "ใช้วิธีง่าย ๆ ครับ" เกรียงไกรตอบยิ้ม ๆ "และก็เริ่มขนย้ายในเย็นวันรุ่นขึ้นหลังเลิกงานเลย ด้วยการเลือกเอาเครื่องเพชรชิ้นเล็ก ๆ ยัดใส่กางเกงในพร้อมเงินก็ทยอยออกทีละเล็กละน้อย จึงรอดพ้นจากการตรวจค้นของยามที่ประตูเข้าออกพระตำหนักได้ แต่ก็ต้องใช้เวลาเป็นเดือนกันเลยของแบบนี้ต้องใจเย็น ค่อยเป็นค่อยไป เพราะหากขืนใจร้อนหอบหิ้วออกไปทั้งถุงใหญ่ มีสิทธิ์จบเห่ก่อนได้ใช้มันแม้ว่าพวกตำรวจยามจะมีความคุ้นเคยกันอยู่บ้าน แต่หากทำอะไรเป็นพิรุธ เขาก็มีสิทธิ์ตรวจคุ้นได้ พูดไปแล้ว ชีวิตผมช่วงนั้นเหมือนแขวนอยู่บนเส้นด้ายต้องอาศัยโชคชะตาเป็นเครื่องกำหนดเลยละว่า จะไปรอดหรือไม่รอด" "ตอนเอาเครื่องเพชรไปซ่อนไว้ที่พักล่ะ ไม่กลัวเพื่อน ๆ ที่พักอยู่ด้วยกันรู้หรือ?" (ผู้เขียนยังคงคอยป้อนคำถามให้มาก เพื่อเกรียงไกรจะได้คายหมด) "กลัวเหมือนกัน...แต่ในหมู่พวกเราที่พักอยู่ด้วยกันไม่ค่อยสนใจเรื่องของคนอื่นหรอก อีกทั้งผมมีวิธีซ่อนอย่างมิดชิด ด้วยการนำห่อเครื่องเพชรซุกไว้ในกระเป๋า แล้ววางลงในลังกระดาษพร้อมจัดแจงซื้อหาพวกเครื่องใช้ไฟฟ้ามาวางทับอีกที ทำเหมือนว่าเครื่องไฟฟ้าพวกนี้ผมจะส่งกลับบ้านเมืองไทย ซึ่งพวกเราส่วนใหญ่ก็จะเป็นเช่นนี้ ใครอยากได้อะไรก็ซื้อมาเก็บไว้ก่อนแล้วส่งทีหลัง หรือไม่เวลาใครกลับเมืองไทยก่อนก็ฝากกันมาก็มี" "ถามจริง ๆ นะ ที่เขาพูดกันว่าเกรียงไกรขนเครื่องเพชรมาทั้งหมดตั้ง 90 กิโล จริง ๆ แล้วมันเป็นยังไง?" "ไม่จริงหรอกครับ....เพราะตอนขโมยแล้วหอบหิ้วไปซ่อนที่เรือนรับรอง มันไม่ได้หนักมากมายอะไร เพราะถ้าหนักมากผมคนเดียวหอบไม่ไหวแน่ แต่อาจจะเป็นตอนที่ส่งมาเมืองไทย มีพวกเครื่องไฟฟ้าปะปนมาด้วย ก็เลยทำให้หนัก 90 กิโล จริง ๆ แล้วไม่ถึงหรอก 30 กิโลจะถึงหรือเปล่ายังไม่รู้เลย เพราะไม่ได้ชั่งไว้" เกรียงไกรตอบซึม ๆ ผู้เขียนรีบถามต่อ "ตอนหยอยขนของออกจากเรือนรับรองที่ใช้เวลาถึงหนึ่งเดือนนั้น เอาของทั้งหมดไปซ่อนที่พักแห่งเดียวเลยหรือ?" "ไม่.....ของมันเยอะมากหากซ่อมไว้แห่งเดียวเรื่องแตกแน่ เพราะที่พักของผมนั้นเป็นตึกแถวสองชั้น มีหลายสิบห้องที่เขาจัดเป็นแคมป์ของคนงานไทย พวกเราจึงแบ่งห้องกันอยู่ ห้องหนึ่ง ๆ อยู่รวมสี่คนก็มี หกคนก็มี แล้วแต่ว่าใครจะอยู่รวมกับใคร ส่วนห้องของผมอยู่กันสี่คน ผมจึงแบ่งของห่อด้วยผ้าแล้วใช้กระดาษตะกั่ว(ฟอยด์) ห่อทับอีกที ก่อนใช้ผ้าเทปพันซ้ำ แล้วจึงแบ่งไปฝากเพื่อนห้องอื่น ๆ เพื่อจะได้ไม่ต้องเก็บไว้เองมากเกินไป" "ทีนี้ตอนขนกลับเมืองไทยทำยังไง ด่านศุลกากรที่สนามบินไม่ตรวจค้นเลยหรือ?" "เรื่องนี้....มันก็ยาวอีกเหมือนกัน เพราะหลังจากทยอยขนของออกวันละชิ้นสองชิ้นจนจะครบเดือนอยู่แล้วของก็ยังไม่หมดซักที โดยเฉพาะเครื่องเพชรชิ้นใหญ่อย่างสร้อยคอนี่ ยังไม่กล้าขนออกมาเพราะกลัวเขาค้นเจอ เลยใจเย็นซ่อนไว้ที่ห้องใต้ดินก่อน จนกระทั่งผมไปดำเนินการเรื่องขอกลัวเมืองไทยก่อนกำหนดสำเร็จ ผมจึงตัดสินใจขนครั้งสุดท้ายแบบเอาดวงเข้าเสี่ยงอีกตามเคย" "อ้อ...ยังมีการเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายอีกหรือ เป็นยังไงลองว่ามาซิ" ผมรีบรับลูกให้ยอดหัวขโมยเปิดเผยให้หมด ซึ่งก็ได้ผล เพราะเกรียงไกรก็ไม่อิดออดใด ๆ เล่าเป็นฉาก ๆ ขึ้นว่า "ระหว่างที่ผมเริ่าทยอยขนของออกจากเรือนรับรองโดยวิธีซ่อนไว้ในกางเกงใน บางทีก็ใส่ไว้ในกระเป๋าอกเสื้อชุดหมีอันเป็นชุดสำหรับทำงาน ผมก็ครุ่นคิดตลอดเวลาว่าจะต้องรีบหาทางกลับเมืองไทยให้เร็วที่สุด เพราะหากขืนโอ้เอ้นานเกินไป ถ้าเจ้าชายไฟซาลกลับจากต่างประเทศ เรื่องต้องแตกแน่ แต่ช่วงนั้นยังไม่หมดสัญญากับบริษัทจัดหางานก็ยังกลับเมืองไทยไม่ได้ตามข้อสัญญา ดังนั้นจึงตัดสินใจใช้วิธีเขียนจดหมายมาทางบ้าน ด้วยการโกหกว่าผมถูกหวยใต้ดินที่มีนายทุนคนไทยไปรับเป็นเจ้ามือที่ซาอุฯ สองล้านบาทดูเหมือนจะเป็นเลข 621 นี่แหละ พร้อม ๆ กับจดหมายผมก็ส่งเงินมาด้วย ซึ่งเป็นเงินที่ขนมาจากตู้เซฟนั่นเอง เพื่อประกอบเรื่องให้ทางบ้านเชื่อถือ แล้วบอกว่าต้องการกลับบ้านด่วนเพราะรวยแล้ว แต่ยังกลัวไม่ได้สัญญายังไม่หมด เลยต้องขอแรงทางบ้านให้โทรเลขไปถึงผมที่ซาอุฯ พร้อมใช้ข้อความว่า "ทางบ้านมีปัญหามาก ลูกป่วยหนัก อาการเป็นตายเท่ากัน ให้กลับบ้านด่วน" หลังจากจดหมายมาทางบ้านไม่ถึงสิบวัน ทางบ้านก็โทรไปถึงผมด้วยข้อความตามที่บอก พอได้รับโทรเลขผมดีใจมาก เพราะมีสิทธิ์ได้หนีกลับเมืองไทยแล้ว จึงรีบเอาโทรเลขไปแสดงต่อบริษัทจัดหางานแล้วขอกลับบ้านด่วน ทางบริษัทก็ตกลงเพราะเห็นเป็นเรื่องร้ายแรง อนุญาตให้กลับได้ ผมก็รีบไปติดต่อซื้อตั๋วเครื่องบิน ด้วยการเลือกเที่ยวบินที่จะกลับมาเมืองไทยอย่างเร็วที่สุด ปรากฏว่าจะได้กลับต้องรออีกประมาณสิบวัน และต้องซื้อตั๋วชั้นหนึ่งด้วย เนื่องจากชั้นสองและชั้นสามเต็มหมด ผมก็ไม่รีรอใด ๆ รีบจัดการซื้อตั๋วไว้ก่อน เพราะช่วงนั้นมีเงินเต็มกระเป๋าอยู่แล้ว เพราะเงินที่ขโมยมาจากตู้เซฟชายนั้น เงินดอลลาร์สหรัฐคิดเป็นไทยประมาณล้านบาทเศษ ส่วนเงินยาดก็ตกเก้าแสนกว่า ๆ ต่อมาเมื่อรู้ว่าจะได้กลับเมืองไทยแน่นอนแล้ว ผมก็ตัดสินใจขนเครื่องเพชรจากเรือนรับรองให้หมดในคืนนั้นเลย เพราะถ้ามัวโอเอ้อีกไม่ทันการแน่ อักทั้งเครื่องเพชรที่ยังตกค้างอยู่ก็เหลือไม่ถึงครึ่งที่ขโมยมา" "เดี๋ยว...เกรียงไกร ขอถามอีกนิด ที่มีคนบอกว่าขนเพชรออกจากวังซาอุฯ ด้วยวิธีซุกไว้ในลูกแอปเปิ้ลล่ะ เป็นยังไง?" (ผู้เขียนถามอีกเมื่อไม่เห็นเขาพูดถึงเลย "ไม่จริง...ผมเป็นคนทำความสะอาด ไม่มีเวลาที่จะมาแคะลูกแอปเปิ้ลเอาเครื่องเพชรยัดเข้าไปหรอก เพราะวิธีนั้นเสียเวลาและผมก็ไม่กล้าเสี่ยงที่จะซื้อแอปเปิ้ลเป็นลัง ๆ แล้วเอาเครื่องเพชรซ่อนไว้ขนออกมา มันง่ายเกินไปที่จะถูกเขาจับได้ พวกเขาโม้กันเอง" เกรียงไกรตอบแล้วหัวเราะออกมาอย่างขบขัน ก่อนบอกวิธีขนเพชรครั้งสุดท้ายด้วยท่าทีมีความสนุกไปด้วย "เย็นวันนั้น ก่อนเลิกงานผมใช้ถุงผ้าอย่างหนาไปรวบรวมเครื่องเพชรทั้งหมดในห้องใต้ดินไว้เป็นถุงเดียว เพราะเครื่องเพชรส่วนนี้ล้วนแต่ชิ้นใหญ่เป็นจำพวกสร้อยคอนะแหละ จากนั้นก็ใช้เชือกเส้นยาวมัดปากถุงไว้ โดยให้มีปลายเชือกเหลือไว้ประมาณสามเมตร แล้ววางไว้ในกระป๋องน้ำที่ใช้ใส่น้ำสำหรับทำความสะอาด พร้อมเอาผ้าขี้ริ้วโปะลอยหน้าก่อนหิ้วกระป๋องน้ำตรงไปยังสระน้ำขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านข้างเรือนรับรอง โดยไม่ลืมแบกบันไดขนาดเล็กไปด้วย ทำทีว่าจะไปทำรั้วความสะอาดบริเวณนั้น แต่พอไปถึงสระน้ำที่อยู่ติดกำแพงรั้วหินอ่อนที่สูงประมาณ 5 เมตร ผมก็อาศัยต้นไม้ที่ขึ้นเรียงรายระหว่างกำแพงและสระน้ำเป็นที่กำบัง เอาบันไดพาดกำแพงแล้วปีนขึ้นไปจัดการนำถุงเครื่องเพชรวางไว้บนสันกำแพง โดยทิ้งปลายเชือกที่ผูกปากถุงไปยังกำแพงรั้วด้านนอก ซึ่งกำแพงรั้วด้านนอกเป็นถนนใหญ่แต่ก็มีต้นไม้ขึ้นเรียงรายเป็นระเบียบดี จึงช่วยปิดบังปลายเชือกไม่ให้ใครเห็นได้ พอจัดการเรียบร้อยผมรีบลงแล้วแบกบันไดพร้อมกระป๋องน้ำไปเก็บยังห้องเก็บขอชั้นใต้ดินเรือนรับรอง แล้วรอคอยเวลาเลิกงานจึงเดินไปตอกบัตรตามปกติ พร้อมกลับที่พักอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าหาข้าวหาปลากิน จนกระทั่งสามทุ่งจึงออกจากที่พักโดยบอกเพื่อน ๆ ร่วมห้องว่าจะไปเล่นไฮโล" "แต่แท้จริงแล้ว...คืนนี้ผมจะต้องเสี่ยงต่อความตายอีกครั้ง เพราะจะไปเอาถุงเพชรที่วางไว้กำแพงรั้วให้ได้เรียกว่าคืนนี้เป็นคืนที่ผมจะต้องเสี่ยงขั้นแตกหัก เนื่องจากไม่มีเวลาที่จะค่อยเป็นค่อยไปเหมือนที่ผ่าน ๆ มาอีกแล้ว พอถึงสามทุ่มก็นั่งแท็กซี่ย้อนกลับไปยังตำหนักเจ้าชาย แต่พอใกล้จะถึงก็บอกให้หยุดแล้วลงจากรถ เดินลัดเลาะไปยังกำแพงรั้วด้านสระน้ำที่วางถุงเครื่องเพชรไว้ ครั้นไปถึง ผมก็ยืนชั่งใจพร้อมหันซ้ายมองขวาดูว่าปลอดคนหรือไม่ เพราะจุดที่ยืนอยู่ติดกับถนนใหญ่ มีรถวิ่งไปวิ่งมาอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งยังมีรถตำรวจรักษาการณ์คอยวิ่งตระเวนตรวจอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง ผมจึงถือว่าการมาเอาเครื่องเพชรครั้งนี้ เป็นการเสี่ยงตายที่สำคัญอีกครั้ง โชคยังเข้าข้างอยู่ดี เพราะผมเลือกเวลาที่เหมาะสม เพราะช่วงนั้นมีรถวิ่งผ่านไปมาน้อยมาก ดังนั้นเมื่อเห็นปลอดคนผมรีบตรงไปกระตุกปลายเชือกที่ทิ้งไว้ ถุงเพชรถุงสุดท้ายจึงร่วงลงมาอยู่ในมืองอย่างง่ายดาย ผมรีบหอบถุงเพชร เดินลัดเลาะไปยังถนนอีกสายเพื่อไม่ให้ใครสงสัย ชั่วครู่ก็มีแท็กซี่ผ่านมา ผมรีบโบกมือเรียกให้ไปส่งยังแคมป์ที่พัก จากนั้นก็มวางแผนหาทางขนเครื่องเพชรทั้งหมดกลับประเทศไทย เพราะถึงวันนี้ผมมีเวลาที่อยู่ในประเทศซาอุฯ อีกแค่ 9 วันเท่านั้น" เกรียงไกรเล่าจบก็ถอนหายใจออกมา ขณะที่ผู้เขียนต้องนั่งนิ่งอึ้งเพราะอดตื่นเต้นกับพฤติการณ์ การ "ขนย้ายเพชร" ด้วยวิธีพิสดารไม่ได้ เพราะนอกจากจะไม่เหมือนโจรทั่ว ๆ ไปในโลกแล้ว ยังเสี่ยงต่อการถูกจับได้อย่างเอกอุ และแน่นอนกฏหมายในซาอุฯ หากใครถูกจับด้วยโทษเป็น "ขโมย" สถานเบาก็คือ "ตัดมือ" สถานหนัก "ความตาย" เท่านั้นที่จะได้รับ แต่สำหรับเกรียงไกร นอกจากจะมีวิธีการขนย้ายเพชรแบบพิสดานแล้ว เขายังสามารถขนกลับเมืองไทยได้อย่างเหลือเชื่อ ชนิดที่ผู้เขียนขอพูดได้เต็มปากเต็มคำได้เลยว่า "มาเหนือเมฆ"

พักสายตาสักนิด แล้วกลับมาอ่านต่อ คลิก