Make your own free website on Tripod.com

ณ บ้านเลขที่ 37/1 หมู่ที่ 3 ตำบลแม่ปะ อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง อันมี นายทรัพย์ และนางขอดแก้ว เตชะโม่ง สองสามีภรรยาเป็นหัวหน้าครอบครัวที่จัดได้ว่าเป็นครอบครัวใหญ่ไม่น้อย สำหรับชาวชนบทในหมู่บ้านแม่ปะ ซึ่งอยู่ห่างจากตัวอำเภอเถินไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 30 กิโลเมตร และเพราะครอบครัวนี้มีรกรากอยู่ตามชนบท การทำมาหากินเลี้ยงชีพจึงหนีไม่พ้นการทำไร่ทำนา เฉกเช่นชาวชนบททั่ว ๆ ไปทางภาคเหนือ แต่แม้จะมีอาชีพทำไร่ทำนาอันเป็นมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษ นายทรัพย์ เตชะโม่ง ก็สามารถเลี้ยงดูลูก ๆ ที่เกิดไล่เลียงกันมาถึง 6 คน ได้แบบตลอดรอดฝั่ง พร้อมส่งเสียให้ได้รับการศึกษาขั้นต่ำ ก็ต้องจบระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 ทั่วทุกคนเช่นกัน เพราะครอบครัว "เตชะโม่ง" ในหมู่บ้านแม่ปะจัดได้ว่ามีฐานะปานกลาง ไม่ขัดสนเรื่องเงินทองเท่าใดนัก และในบรรดาลูก ๆ หากใครรักการเรียนใฝ่การศึกษา นายทรัพย์ผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวก็สามารถส่งเสริมให้เรียนได้อย่างเต็มที่ อย่างเช่น นายนิคม เตชะโม่ง บุตรชายคนโตที่ปรารถนาจะเป็น "ครู" นายทรัพย์ก็สนับสนุนให้เรียนวิทยาลัยครูจนสำเร็จ และปัจจุบัน "นายนิคม" ได้เ้ข้ารับราชการเป็น "ครู" ระดับผู้ช่วยอาจารย์ใหญ่ ส่งเสริมให้ตระกูล "เตชะโม่ง" เป็นที่นับหน้าถือตาของชาวบ้านละแวกนั้นได้มากทีเดียว ส่วนลูก ๆ คนอื่น ๆ อีก 5 คนของนายทรัพย์ บางคนก็เข้ารับราชการเป็น "ผู้พิทักษ์สันติราษฏร์" บางคนที่เรียนสูงหน่อยก็ออกไปทำงานยังต่างเมือง เรียกว่าลูก ๆ ของนายทรัพย์ทุกคนล้วนได้ดีแทบทั้งสิ้น ทว่า...ในบรรดาลูก ๆ ของนายทรัพย์ กลับมีอยู่เพียงคนเดียวเท่านั้น ที่มีชีวิตผกพันเปรียบประดุจเกิดมาเป็น "ไผ่ลอกกอ" ของครอบครัว เขาผู้นี้ก็คือ นายเกรียงไกร เตชะโม่ง บุตรชายคนที่สอง ซึ่งต่อมาก็ได้ผลงานให้ตระกูล "เตชะโม่ง" เหมือนตกอยู่ในฝันร้าย เมื่อบังอาจไปทำการโจรกรรม "เครื่องเพชรล้ำค่า" ของ "เจ้าชายไฟซาล บินฟาฮัด อับดุลอาชีฟ" แห่งประเทศซาอุดีอาระเบีย แล้วทำการลำเลียงกลับประเทศไทยได้อย่างลอยนวล จนได้รับการขนานนามว่าเป็น "จอมโจรบันลือโลก" ความเป็นลูก "ไผ่ลอดกอ" ของตระกูล "เตชะโม่ง" นั้น "ครูนิคม" ผู้เป็นพี่ชายของนายเกรียงไกรได้เปิดเผยว่า "ตั้งแต่เด็กแล้ว น้องชายผมคนนี้ (หมายถึง นายเกรียงไกร) มีนิสัยผิดพี่ผิดน้อง ชอบทำอะไรผ่าเหล่าผ่ากอไปหมด ทั้งนี้ั้งนั้นอาจจะเป็นเพราะเขาเกิดในฤกษ์ "ดาวโจร" ก็เป็นได้ เพราะเกิดในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2501 ในบรรดาพี่น้องผมทุกคนไม่มีใครสูบบุหรี่ เล่นการพนันเลยแต่สำหรับเกรียงไกรเขาเอาทุกอย่าง ใครห้ามก็ไม่ฟังและไม่ยอมเชื่อด้วย อีกทั้งมีนิสัยหัวดื้อไม่เกรงกลัวใคร ในกลุ่มเพื่อน ๆ ของเขาทุกคนรู้ดี เวลาจับกลุ่มไปเที่ยวเตร่เฮฮา จึงยกให้เขาเป็นผู้นำตลอด และเขาก็มักจะเป็นคนที่คิดจะทำอะไรแล้วเป็นต้องทำให้ได้ ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นก็ตาม กระทั่งพอเติบใหญ่ก็เลยกลายเป็นคนติดบุหรี่ ติดการพนัน โดยเฉพาะการพนัน "ไฮโล" เขาชอบมากเป็นพิเศษ แทบจะเรียกได้ว่าเป็นของโปรดปรานได้เลย ซึ่งเรื่องนี้ได้ทำความหนักใจต่อคุณพ่อเสมอมา ครูนิคม เปิดเผยเรื่องราวของ "ไผ่ลอดกอ" ของตระกูล "เตชะโม่ง" ที่เขาเป็นพี่ใหญ่ ได้เพียงนี้ก็หยุดชั่วขณะ เพื่อทบทวนความทรงจำในอดีต ชั่วครู่ก็เปิดเผยต่อ และมีอีกเรื่องที่เกรียงไกรผ่าเหล่าผ่ากอก็คือ "การเรียน" เพราะระหว่างเรียนชั้นมัธยม เขาเริ่มย่างเข้าสู่วัยรุ่นจึงเอาแต่เที่ยวเตร่ เรียกว่างานบวชงานวัดหรืองานอะไรก็แล้วแต่ที่มีในละแวกบ้านพร้อมต่างตำบลอีกด้วย เขาจะลุยไปเที่ยวทุกงานโดยไม่สนใจการเรียนเลย หลายครั้งเจ็ดวันเจ็ดคืนไม่หลับบ้่านเลยก็มี ซึ่งเรื่องนี้คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ได้นิ่งเฉย ได้ดุด่าว่ากล่าวเสมอมาแต่เขาก็ไม่ยอมฟัง การเรียนเลยตกต่ำลงเรื่อย ๆ แม้ผมและคุณพ่อจะพยายามเข็นกันเช่นไรก็เข็นไม่ขึ้น สุดท้ายก็ต้องปล่อยเลยตามเลยชีวิตเขาก็สุดแท้แต่เขาจะกำหนด ซึ่งแม้ว่าจะปล่อยเลยตาเลย แต่คุณพ่อก็บังคับให้เรียนจบชั้น มศ.3 เขาก็ได้แต่เรียนแบบเสียไม่ได้ เขาจึงกลายเป็นคนเรียนไม่ดี และต่อมาก็กลายเป็น "ปมด้อย" แก่ตัวเขาเอง กระทั่งเขาเรียนจบ มศ.3 ก็ต้องออกมาอยู่บ้านเฉย ๆ พอถึงฤดูทำนาก็ช่วยคุณพ่อคุณแม่ทำนาไปตามเรื่อง และดูเหมือนเขาจะพอใจกับชีวิตแบบนี้ เพราะการทำงานด้านนี้เป็นคนอึดมาก น้ำอดน้ำทนดีขยันขันแข็งเอาการ แต่พอว่างก็จะออกเที่ยวเล่นการพนันตามที่เขาชอบ ซึ่งผมและคุณพ่อเห็นเขาชักจะไปกันใหญ่ ก็ได้แต่ห่วงกลัวเขาจะกลายเป็น "ผีพนัน" จึงได้กล่าวตักเตือนพร้อมแนะให้เขาหางานอื่นทำเพื่อจะได้พ้นจากสภาพที่เป็นอยู่ ด้วยการแนะให้ไปสมัครสอบเป็นผู้คุมเรือนจำ หลังจากเราแนะเขาก็เชื่อด้วยการไปสมัครสอบ แต่เป็นเพราะการเรียนไม่ดีนัก ปรากฏว่าสอบไม่ผ่านก็เลยกลับมาใช้ชีวิตแบบเดิมอีก จวบถึงปี 2523 ตอนนั้นอายุเขาประมาณ 22 ปี เพราะผ่านการเกณฑ์ทหารแล้ว เกรียงไกรก็ได้ชอบพอกับทองเพียร คนละแวกบ้านแม่ปะด้วยกัน คุณพ่อจึงจัดการแต่งงานให้มีครอบครัวเลย เพื่อจะได้เลิกเที่ยวเตร่เลิกเล่นการพนันบ้าง ก็นับว่าได้ผมพอสมควร หลังจากแต่งงานแล้วต่อมาก็มีลูกชาย เกรียงไกรจึงเริ่มเป็นผู้ใหญ่มีความรับผิดชอบมากขึ้น แต่ในปีต่อ ๆ มาฟ้าฝนทางภาคเหนือ โดยเฉพาะหมู่บ้าน "แม่ปะ" ไม่ค่อยดี การทำไร่ทำนาได้ผลไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย หนุ่ม ๆ ชวาแม่ปะก็เลยต้องออกหางานทำนอกบ้าน ประจวบกับระยะนั้นประเทศซาอุดีอาระเบียกำลังต้องการแรงงาน หนุ่ม ๆ ในหมู่บ้านแม่ปะจึงทยอยไปขายแรงงานกัน ปรากฏรุ่นแรก ๆ ที่ไปขายแรงงานพอกลับมาก็มีเงินมีทองกันทั่วหน้า เกรียงไกรก็อยากไปบ้าง ผมและคุณพ่อก็สนับสนุนทันที เพราะคิดว่าแต่ว่าให้เขาไปเผชิญโลกกว้างบ้าง ดีกว่าให้อยู่กับท้องไร่ดักดานอยู่กับท้องนา ที่ระยะนั้นอยู่ในภาวะแห้งแล้งอีกด้วย อีกทั้งการไปเผชิญโลกกว้างที่ห่างไกลบ้านเกิดเมืองนอน คงจะทำให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าอยู่ในหมู่บ้านแม่ปะ ด้วยเหตุนี้แหละเกรียงไกรจึงได้เดินทางไปขายแรงงานที่ประเทศซาอุณ โดยที่พวกเราไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่า การไปขายแรงงานที่ประเทศซาอุฯ ของเกรียงไกรครั้งนี้จะนำความเจ็บปวดมาสู่คนในตระกูล "เตชะโม่ง" อย่างสาหัสสากรรจ์ เพราะโดยนิสัยส่วนตัวแล้ว ตั้งแต่เด็กจนมีครอบครัวและมีลูก เกรียงไกรไม่มีนิสัย "ลักเล็กขโมยน้อย" เลยเพราะครอบครัวผมไม่ได้ยากไม่ได้จนถึงขึ้นต้องไปกระทำเช่นั้น แต่ที่เกรียงไกรต้องมาเป็นผู้สร้างรอยด่างให้เกิดขึ้นกับคนตระกูล "เตชะโม่ง" ผมถือว่าเป็นเรื่องของ "โชคชะตาฟ้าลิขิต" เพราะท่านที่ผมเอาดวงชะตาของเขามาตรวจดู อาจารย์ท่านหนึ่งทักไว้ว่าเกิดใน "ฤกษ์ดาวโจร" ซึ่งดวงชะตาเช่นนี้ หากตกอยู่กับใคร ไม่ว่าเขาผู้นั้นจะตกอยู่ในฐานะดีเป็นลูกผู้ดีมีตระกูล หรือลูกชาวไร่ชาวนา ชีวิตของเขาก็จะต้องผันแปรเป็น "โจร" อย่างแน่นอนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เหมือนเช่นชีวิตของเกรียงไกร ลองคิดดูให้ดีนะครับ เกรียงไกรแม้จะมีนิสัยชอบเล่นการพนัน แต่เขาก็ไม่เคยสร้างความเดือดร้อนให้ใครเลบ จะมีก็เป็นเพีียงความทุกข์ใจของพ่อแม่เท่านั้น และอีกประการแม้การศึกษาของเขาจะไม่สูงนัก แต่สันดานความเป็นโจรก็ไม่มีให้เห็นเลย เพื่อน ๆ ตลอดทั้งคนในหมู่บ้านแม่ปะต่างรู้ดี แต่พอบทจะเป็น "โจร" ขึ้นมา เขากลับไปกระทำอย่างชนิด "เหลือเชื่อ" และไม่ได้กระทำในบ้านเกิดเมืองพ่อเมืองแม่เลย หากจะคิดลึก ๆ ผมไม่ได้ตำหนิเกรียงไกรอะไรเลย ผมตำหนิ "ดวงชะตา" ที่ลิขิตให้ชีวิตเขาต้องเป็นอย่างนี้ ผละผมก็ยังดีใจอยู่บ้าง แม้น้องผมจะเป็นจอมโจร แต่เขาก็เป็นจอมโจรที่มี "ฤกษ์ดาวโจร" มันสิงอยู่ อีกทั้งการเป็นโจรของน้องผม ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงและมหาศาล แต่เขาก็ไม่ได้เป็นโจร "ปล้ม ฆ่า" ใครกิน และก็ไม่ได้เป็นโจรโดยสันดานอีกด้วย เพราะผมเคยถามเขาว่าทำไมถึงคิดไปขโมยของคนอื่น เขาตอบผมว่าไงรู้ไหม เขาตอบว่า "ไม่รู้เหมือนกัน พอเห็นแล้วก็เกิดอยากได้ดื้อ ๆ มันเหมือนมีอะไรมาดลใจให้กบ้าทำเช่นนั้นแหละ" ครูนิคม จบประวัติชีวิตของน้องชาย ผู้ไปสร้างตำนานบันลือโลก ด้วยสีหน้าที่บ่งบอกอย่างเต็มเปี่ยมว่า แม้เกรียงไกรจะได้ชื่อเป็นจอมโจรบันลือโลก แต่ก็ไม่อาจทำให้ ครูนิคม ละทิ้งความเป็น "พี่ชายที่ดี" ที่ยังมีความห่วงใยในพี่น้องร่วมสายโลหิตได้

หลังจากทราบประวัติในวัยเด็กของ "เกรียงไกร เตชะโม่ง" ผู้ถือกำเนิดใน "ฤกษ์ดาวโจร" จาก ครูนิคม ผู้พี่ชายแล้ว ผู้เขียนพร้อมคณะที่ประกอบไปด้วย ่"นายตำรวจ" อีก 2 คน ก็เลี่ยงไปคุยกับ "จอมโจรบันลือโลก" ที่บ้านของเขาเองคือ บ้านเลขที่ 28 หมู่ที่ 3 ต.แม่ปะ อ.เถิน ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านของนายทรัพย์ผู้เป็นบิดาไม่มากนัก และบ้านของเกรียงไกรนี้อยู่ในสภาพเก่ามาก ยกพื้นสูงประมาณเมตรเศษ ๆ หน้าบ้านปิดตายอย่างไม่ต้องการเปิดรับผู้ใด คณะผู้เขียนจึงต้องเดินอ้อมไปเข้าทางหลังบ้าน ที่เปิดประตูรอรับอยู่แล้ว พอขึ้นบ้านของเกรียงไกร ก็พบเห็นเจ้าตัวยืนรอต้อนรับด้วยชุดเสื้อยืดสีเขียวลายขวาง ที่เป็น "เสื้อตัวเก่ง" เพีียงตัีวเดียวที่เขามีอยู่ในขณะนี้ เพราะจากการบอกเล่าของเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงได้ชี้ให้เราเห็นว่า สภาพของเกรียงไกรในปัจจุบันย่ำแย่กว่าก่อนไปขายแรงงานที่ซาอุฯ และผิดกับเมื่อครั้งกลับมาจากซาอุฯ ใหม่ ๆ "ราวฟ้ากับดิน" ช่วงนั้นเกรียงไกรมีนาฬิกาเรือนทองฝังเพชร พร้อมเครื่องประดับอื่น ๆ แพรวพราวเต็มตัว ไปไหนก็พกเงินเป็นฟ่อนแถมมีรถปิกอัพขับโก้หรู เป็นที่อิจฉาของคนในหมู่บ้านแม่ปะตาม ๆ กัน แต่ในปัจจุบัน หลังจากพ้นโทษออกมาแล้ว เกรียงไกรไม่มีอะไรเหลือเลย เครื่องประดับพร้อมรถปิกอัพและเงินเป็นฟ่อน ๆ ต่างถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจยึดเอาไปหมดสิ้น เมื่อคราวถูกจับใหม่ ๆ ดังนั้นสภาพในตอนนี้ของเกรียงไกรก็คือ "กรรมกร" ที่ออกรับจ้างทำงานทุกชนิด โดยมีรายได้วันละ 50-100 บาท โดยที่จะได้รับค่าจ้างมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับงานที่กระทำ นอกจากนั้นความเป็นอยู่ของเขาก็อยู่อย่าง "หวาดระแวง" และ "หวาดผวา" หากมีคนแปลกหน้ามาถามหา เขาจะหลบทันทีเหตุก็เพราะตั้งแต่เกิดคดีเพชรซาอุฯ และถูกจับไปชดใช้กรรมในคุกกระทั่งพ้นโทษออกมาอยู่บ้าน ชีวิตของเกรียงไกรไม่มีความสุขเลย ยิ่งเกิดคดีฆาตกรรมอำพราง "อุ้มไปฆ่า" ยิ่งทำให้เกรียงไกรระมัดระวังตัวมากขึ้น ด้วยเกรงว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้กับเขาโดยเฉพาะ "ลูกเมีย" ดังนั้นเขาจึงไม่วางใจ "คนแปลกหน้า" ไม่ว่าคนผู้นั้นจะเป็น "เจ้าหน้าที่ตำรวจ" สาเหตุหลักก็คือ กลัว "ถูกอุ้มไปฆ่า" นั่นเอง แม้กระทั่งคณะของผู้เขียนกว่าจะได้ "จับเข่าคุย" ก็ต้องใช้เวลาพอควรและต้องไหว้วาน "นายตำรวจ" ที่เคยออกไล่ล่าเขาเมื่อครั้งเกิดคดีใหม่ ๆ นายตำรวจที่ว่านี้คือ พ.ต.ท.สิทธิพร โนนจุ้ย และ ร.ต.ท.ฤทธิศาสตร์ แก้วเดช ซึ่งนายตำรวจรายหลังก็คือ "ญาติสนิท" ของเกรียงไกรเองอีกด้วย เหตุที่ต้องไหว้วานนายตำรวจดังกล่าวก็เพราะ นายตำรวจทั้งสองเป็นนายตำรวจที่เกรียงไกรไว้วางใจที่สุด ไม่มีการปฏิบัติที่ "เป็นพิษเป็นภัย" ในภายหลังกับเกรียงไกรเลย ทว่าในเวลาต่อมา นายตำรวจทั้งสองกลับโดน "อาถรรพณ์เพชร" เล่นงานแทบ "กระอักเลือด" ตาม ๆ กัน โดยรายแรก พ.ต.ท.สิทธิพร โนนจุ้ย ปัจจุบันรักษาการ ผกก.1 ป. ทั้ง ๆ ที่การปฏบัติงานขณะอยู่ในชุด "ไล่ล่า" เป็นไปด้วยความถูกต้องและ "ตรงไปตรงมา" เพชรเม็ดเดียวหรือเงินแม้แต่บาทก็ไม่ได้ "ยักยอก" เหมือนเจ้าหน้าที่คนอื่น ๆ แต่สภาพของเขาในเวลานี้เปรียบเสมือน "ลูกแกะ" ที่ตกอยู่ในวงล้อมของฝูง "หมาจิ้งจอก" ที่จ้องคอยตะปบเขาเป็นเหยื่ออันโอชะ เพียงเพราะคำให้การขณะปฏิบัติหน้าที่พาดพิงไปถึงญาติผู้ใหญ่ในกรมตำรวจเท่านั้นเอง เขาจึงถูกกลั่นแกล้งสารพัดจนต้องฮึดสู้ เพราะหากไม่สู้ก็ต้องตายลูกเดียว ทางด้านรายหลัง ร.ต.ท.ฤทธิศาสตร์ แก้วเดช ปัจจุบันเป็นรองสารวัตร สภ.อ.บ้านตาก จ.ตาก ซึ่งเป็นนายตำรวจผู้เดียวที่ออกไล่ล่า "ญาติตัวเอง" จนถูกญาติ ๆ คนอื่นประณามว่า "ฆ่าได้แม้กระทั่งญาติของตัวเอง" ทำให้เจ้าตัวได้แต่ "หวานอมขนกลืน" มาตลอด กระทั่งเกรียงไกรถูกจับมาลงโทษ ญาติ ๆ ที่เคยประณามจึงเข้าใจนี่คือ "หน้าที่" ที่เขาต้องกระทำ แต่ในปัจจุบัน ร.ต.ท.ฤทธิศาสตร์ ต้องซวยซ้ำสองเมื่อตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา "ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ" ร่วมกับนายตำรวจคนอื่น ๆ ที่เข้ามาพัวพันคดีเพชรซาอุฯ ส่วนรายละเอียดที่นายคำรวจทั้งคู่โดน "อาถรรพณ์เพชร" เล่นงานผู้เขียนจะแฉรายละเอียดในภายหลัง เพราะเป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่จะข้ามไปไม่ได้ และเป็นเหตุการณ์ที่พัวพันกับเกรียงไกรมากที่สุดเช่นกัน "เป็นไงบ้างคุณเกรียงไกร" ประโยคแรกที่ผู้เขียนทักทาย ขณะรับไหว้จากเกรียงไกร "ก็อย่างที่เห็น ๆ นี่ละครับ" เกรียงไกรตอบยิ้ม ๆ "มันย่ำแยไปหมด" จากนั้นก็เดินนำคณะของเขาไปนั่งลงยังเสื่อเก่า ๆ ที่ปูไว้กลางขานเรือน โดยมีนางทองเพียรผู้ภรรยานำน้ำเข็นมาต้อนรับ ระหว่างนั้นผู้เขียนก็เริ่มสอบถามความเป็นไปของเขาทั้งก่อนไปซาอุฯ และขณะเข้าขโมยเพชร เกรียงไกรนั่งทบทวนอยู่ชั่วครู่จึงเอ่ยว่า "ที่จริง...ผมไม่ได้คิดจะขโมยเพชรหรอก" "อ้าว....แล้วไปขโมยทำไมล่ะ?" เป็นคำถามที่คณะผู้เขียนระดมใส่ เพื่อต้องการรู้ความเป็นมา "แรก ๆ ผมคิดจะขโมยเอาแค่เงินเท่านั้น เพราะอยากกลับมาอยู่บ้านเต็มที อยู่ที่นั่นตั้ง 5-6 ปีแล้ว มันเบื่อคิดถึงบ้านคิดถึงลูก จึงคิดจะเอาแค่เงินมาตั้งตัว แล้วจะไม่กลับไปอีก แต่พอเห็นเครื่องเพชรเลยเกิดความโลภ จึงกวาดเอามาหมดเลย" เกรียงไกรตอบสีหน้าเศร้าลง "แล้วตอนขโมย ไม่คิดหรือว่ากำลังทำความผิดอย่างมหันต์?" คำถามอีกประโยคที่คณะเราป้อนเข้าหา "คิดครับ...แต่เมื่ออยากได้ก็ต้องยอมทำ และที่กล้าทำก็เพราะคิดว่า เขาคงไม่รู้เป็นผมขโมย" เกรียงไกรตอบเศร้า ๆ เช่นเคย "แล้วตอนขโมยทำยังไง มีคนอื่นร่วมมือด้วยไหม แล้วขนย้ายออกมาได้ยังไง ตำรวจเขาไม่มีเลยหรือ?" ผู้เขียนถามอีกอย่างอยากทราบเต็มที่ "พูดไปแล้ว...มันส์ครับ" เกรียงไกรตอบยิ้ม ๆ คล้ายกับมีความภูมิใจอยู่บ้างที่สามารถกระทำความผิดครั้งสำคัญได้ แถมยังหอบหิ้วข้ามน้ำข้ามทะเลหนีกลับมาบ้านเกิดเมืองนอนได้อย่างลอยนวล ชั่วครู่ก็ย้ำกับคณะของผู้เขียน "แต่ผมมีข้อแม้นะครับ หากจะเอาไปเขียนแล้ว ขอให้เขียนอย่างที่ผมพูด อย่าไปเขียนยกเมฆเหมือนหนังสือบางฉบับ หาว่าผมเป็นคนสนิทเจ้าชายไฟซาล เพราะแบบนั้นไม่ถูกต้องไม่ใช่เรื่องจริง ประเดี๋ยวคนซาอุฯจะหาว่าผมเอามาแอบอ้างแล้วผมจะเดือดร้อนอีก และอีกอย่างตอนนี้ผมก็ได้ชดใช้กรรมไปแล้ว เพชรของเขาเงินของเขาที่ผมเอามาผมก็ได้คืนตำรวจไปหมด จึงขออย่าเอาผมไปพัวพันอีกเลย ผมไม่อยากเดือดร้อนอีก ที่ผ่าน ๆ มาผมก็ตกทุกข์สาหัส เข็ดไปจนตายครับ" เกรียงไกรต่อรองกับคณะผู้เขียนที่รีบพยักหน้าตอบรับจากนั้นยอดขโมยบันลือโลก ก็เริ่มลำดับเหตุการณ์ครั้งสำคัญในชีวิตให้คณะผู้เขียนได้ยินได้ฟัง ด้วยการย้ำอีกว่า สิ่งที่เขาถ่ายทอดคราวนี้ยังไม่เคยบอกเล่าใครเลย เพราะถือเป็นความลับที่ไม่ต้องการบอกใครในการกระทำที่บางคนก็ประณามว่า "ชั่วช้าเลวทราม" แต่บางคนก็ยกย่องเป็น "จอมโจรแห่งอัจฉริยะ" เมื่อสามารถโจรกรรมเครื่องเพชรและทองรูปพรรณที่มีน้ำหนักถึง 90 กิโลกรัม และมูลค่ากว่า 500 ล้าน ออกจากพระตำหนักของเจ้าชายไฟซาล แล้วนำมาประเทศไทยได้แบบ "มาเหนือเมฆ" "ผมเดินทางไปขายแรงงานที่ซาอุฯ ครั้งแรกในกลางปี 2525 โดยติดต่อผ่านบริษรัทจัดหางานเหมือนเพื่อน ๆ ผู้ขายแรงงานทั่วไป ครั้งแรกของการไปขายแรงงานที่นั่น ต้องไปทำงานเป็นกรรมกรสร้างทาง เป็นงานที่หนักมาก ทำอยู่ 1 ปี กับ 3 เดือน งานก็เสร็จ ผมจึงเดินทางกลับประเทศไทย และก็กลับแบบหมดเนื้อหมดตัวอีกด้วย ต้องหยิบยืมเงินเพื่อน ๆ เป็นค่าเครื่องบินสร้างความอับอายให้ตัวผมไม่น้อย เพราะคนอื่น ๆ เขากลับมาพร้อมเงินเป็นปึก แต่ผมกลับบ้านแม่ปะด้วยหนี้สินเป็นหมื่น ๆ" "อ้าว....ทำไมเป็นอย่างนั้นล่ะ?" ผู้เขียนรีบท้วง เพราะเท่าที่รู้มาคนที่ขายแรงงานที่ซาอุฯ ส่วนใหญ่มีเงินกันทั้งนั้น "คือยังงี้ครับ...หลังจากที่ผมไปทำงานได้ครึ่งปี ก็มีความคุ้นเคยกับเพื่อน ๆ ผู้ขายแรงงานคนไทย ที่เดินทางมาจากทุกทิศของประเทศ แล้วก็มีหลาย ๆ กลุ่มที่ชอบเล่นการพนันไฮโลเช่นเดียวกับผม พวกเราเลยมีการเสี่ยงดวงกันหลังจากเลิกงานแล้ว ส่วนมากจะเล่นกันตอนกลางคืน เพราะช่วงนั้นผมก็มีรายได้เดือนละเป็นหมื่น จึงมีเงินเล่นและหากใครหมดตัวก็ขอหยิบยืมเพื่อน ๆ ไปแก้ใหม่อย่างผมเช่นกัน คืนไหนหมดตัวก็ยืมเพื่อนเล่นตัวใหม่ แรก ๆ ก็มีได้บ้าง แต่ตอนหลัง ๆ ผมเสียมาก เพราะเรื่องไฮโลนี้ผมจัดอยู่ในประเภทไม่เป็นสองรองใคร แต่พอเล่น ๆ ไปกลับมีแต่เสีย จึงเริ่มตั้งข้อสังเกตเลยได้รุ้ว่าพวกเจ้ามือไฮโลเล่นโกง ซึ่งกว่าผมจะรู้ก็ทำให้ผมหมดตัวเป็นหนี้เป็นสินพะรุงพะรัง ผมเจ็บใจมากในตอนนั้น แต่ก็ทำอะไรเขาไม่ได้เพราะกฏหมายที่นั่นแรงมาก อีกทั้งนิสัยส่วนตัวของผมไม่ชอบมีเรื่อง ก็เลยได้แต่พกเอาความเจ็บใจไว้ในอก คิดแต่ว่ามีโอกาสเมื่อไหร่ผมจะต้องหาทางโกงเขาคืนให้ได้เท่านั้น" เกรียงไกรเล่าถึงตอนนี้ก็เอื้อมมือฉวยเอาแก้วน้ำมาดื่ม ก่อนหยิบบุหรี่มาจุดสูบพ่นควันโขมง ทำให้ผู้เขียนที่คอยสังเกตอากับปกิริยาของเขาตลอดเวลาได้รู้ว่าเขาเป็นคนสูบบุหรี่จัด เพราะขณะร่วมวงสนทนาเขามักจะฉวยบุหรี่มาจุดสูบแทบจะมวนต่อมวนเลยทีเดียว "เมื่อรู้ว่าถูกโกง ผมก็ได้แต่คิดจะต้องหาทางโกงเขาบ้าง เพราะเรื่องกลโกงไฮโลผมก็มีความรู้อยู่บ้าง อย่างเช่น มีวิธีหนึ่งจะโกงได้แบบไม่มีใครจับได้คือ เล่นไฮโลฝังแม่เหล็กไว้ที่ลูกไฮโล แล้วใช้แม่เหล็กอีกอันฝังไว้ที่นิ้วเรา เพื่อให้ดูดแม่เหล็กที่อยู่ในลูกไฮโลให้ออกลูกอะไรก็ได้ตามที่เราต้องการ ดังนั้นในช่วงนั้นจึงอยากกลับเมืองไทย เพื่อไปซื้อไฮโลชนิดนี้กลับมาโกงเขาคืน ต่อมาพองานที่ผมทำอยู่เสร็จ ผมก็กลับเมืองไทยพอถึงกรุงเทพฯ ก็ไปซื้อไฮโลชนิดนี้มาสองชุดแล้วไปหาหมอให้เขาผ่าตัดฝังแม่เหล็กไว้บนนิ้วมือ" พร้อม ๆ กับลำดับเหตุการณ์ เกรียงไกรก็ชูนิ้วให้ผู้เขียนดูประกอบไปด้วย จึงได้เห็นบนปลายนิ้วมือกลางและนิ้วมือนางของเขามีร่องรอยของการผ่าตัดจริง ๆ "หลังจากผ่าตัดฝังแม่เหล็กไว้ในนิ้วมือแล้ว ผมก็กลับบ้านที่แม่ปะด้วยความอับอายญาติพี่น้องตลอดจนทั้งคนในหมู่บ้าน เพราะผมไม่มีเงินเหลือกลับมาเลย จากนั้นก็รอให้แผลที่ผ่าตัดหาย ซึ่งต้องใช้เวลาเป็นเดือนทีเดียว และพอแผลหายผมก็เริ่มฝึกเล่นไฮโลฝังแม่เหล็กเพื่อให้เกิดความชำนาญแล้ว ผมก็เข้ากรุงเทพไปติดต่อบริษัทจัดหางานไปทำงานที่ซาอุฯ อีก แต่กว่าจะได้ไปก็ต้องใช้เวลานานหลายเดือน เพราะช่วงนั้นคนไทยไปทำงานที่ซาอุฯ กันมาก รวมเวลาที่ผมกลับบ้านมาคราวนี้ปีเศษ ๆ ทีเดียวจึงได้กลับไปทำงานที่ซาอุฯ อีกราว ๆ ปลายปี 2527 และการกลับไปทำงานหนสอง ผมถูกส่งไปทำงานที่ต่างเมือง แต่ก็ไม่ไกลจากเมืองเดิมมากนัก พอว่างจากทำงานผมก็กลับมาหาพวกที่เล่นไฮโลโกงผม แต่ผมก็ต้องผิดหวังเพราะพวกนั้นกลับเมืองไทยกันหมด ผมเลยหมดโอกาสได้ล้างแค้นพวกเขาคืน" เกรียงไกรเล่าด้วยสีหน้าเจ็บแค้น เพราะอุตส่าห์กลับเมืองไทยเพื่อฝึกวิทยายุทธ "นิ้วมือมาร" ไปล้างแค้น แต่ก็ต้องคว้าน้ำเหลวทั้ง ๆ ที่ได้ลงทุนกับการฝึกวิทยายุทธินิ้วมารไปหลายเงิน นอกจากจะเสียเงินแล้วยังเจ็บตัวอีกต่างหากแถมพอฝึกสำเร็จกลับไม่ได้ล้างแค้น พวกที่ทำให้เขาหมดเนื้อหมดตัวตามที่ตั้งใจเอาไว้ เป็นใครก็ต้องช้ำใจเหมือนกัน "เมื่อไม่มีโอกาสได้ล้างแค้นคืนแล้ว ผมก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เลยตั้งหน้าตั้งตาทำงานเพื่อหาเงินใช้หนี้เขา" เกรียงไกรเริ่มบรรยายเรื่องราวในอดีตอีก อย่างผู้ที่มีความจำฝั่งแน่นไม่รู้ลืม "แต่การทำงานในครั้งหลังนี้ผมทำได้ 6 เดือน ก็ต้องวิ่งเต้นหางานใหม่เพราะได้เงินน้อยมาก เนื่องจากในระยะหลัง ๆ คนไปทำงานมากรายได้ก็เลยลดน้อยลง ทั้ง ๆ ที่งานยังหนักเหมือนเดิม ดังนั้นผมจึงไปวิ่งเต้นที่บริษัทจัดหางานให้เขาหางานใหม่ให้ ไม่นานต่อมาผมก็ได้งานใหม่สมใจและเป็นงานเบากว่าเดิมเยอะ คือเป็นพนักงานทำความสะอาด "เรือนรับรอง" ของ เจ้าชายไฟซาล แห่ง ซาอุดีอาระเบีย ที่อยู่ในเมืองริยาด ผมดีใจมากเพราะนอกจากเป็นงานไม่หนักแล้ว ยังได้เงินมากขึ้น ผมจึงตั้งหน้าตั้งตาทำงานอย่างขยันขันแข็ง"

พักสายตาสักนิด แล้วกลับมาอ่านต่อ คลิก