Make your own free website on Tripod.com

BigBrother

และแล้ว .. รากหญ้าก็มาวิน

เวลา 105 วันที่ทุกคนเฝ้าจับตามองการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในบ้าน Big Brother ของเหล่าคนธรรมดาทั้ง 12 คน ได้ทำให้ชื่อของตุ้ย แห้ว ป๋อ หยินมี่ และอีกหลายๆคนกลายเป็นชื่อคุ้นหู ทุกวงสนทนาตั้งแต่ในออฟฟิศถึง รั้วโรงเรียน มีเหตุการณ์ในบ้าน Big Brother เป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ หลังจากลุ้นกันเหงื่อตก กับบิลค่าเอสเอ็มเอส ในที่สุดวันนี้เดอะวินเนอร์ของ Big Brother Thailand ก็คือหนุ่มรากหญ้า(อดีต)

หนุ่มวินมอเตอร์ไซร์ นิพนธ์ เพิกทิม หรือ ตุ้ย ที่พลิกสถานภาพมา เป็นเศรษฐีเงินล้าน เรื่องราวเบื้องหน้าเบื้องหลัง ภายใต้หลังคาบ้าน Big Brother คงไม่มีใครเมาท์ได้ถึงพริกถึงขิงเท่ากับ 12 หนุ่มสาวสมาชิก ของบ้านเป็นแน่ อยากรู้กันแล้วล่ะสิ ถ้าพร้อมแล้วติดตามชมกันเลย


นิพนธ์ เพิกทิม (ตุ้ย)

คิดมาตั้งแต่ดูโฆษณา Big Brother แล้วว่ารายการนี้ ต้องการคนอย่างผมไอ้ตุ้ยนี้แหละ ผมไม่รู้ว่าคนอื่นเขา เป็นคนธรรมดาจริงหรือเปล่า แต่ผมนี้แหละคนธรรมดา ไม่ต้องเสแสร้ง ผมเน้นทำวันนี้ให้ดี ตื่นมาก็มองแค่วันนี้กับพรุ่งนี้ อยู่บ้านให้มีความสุขที่สุด แต่ผมต้องเตือนตัวเองว่าทุกคนเขามาเล่นเกม เขาอาจมาทำดีกับเราเพราะ ต้องการให้โหวตให้ก็ได้ ต้องระวังอย่าเชื่อคนมาก ฟังหูไว้หูผมจะ ครับ ครับ ให้เขาตายใจว่าเราเสร็จเขาแน่

แรกๆ ผมคุยกับคนอื่น ไม่ค่อยรู้เรื่อง เขาคุยเรื่องหนัง เรื่องภาษา เรื่องคอมพิวเตอร์ คุยเรื่องอะไรกันผมไม่รู้เรื่อง บางทีผมลุกหนีเลย แต่ถ้าคุยเรื่องชีวิตประจำวันผมคุยได้ ตอนนั้นผมกำลังอึดอัดเรื่องการพูด กิริยามารยาท ของผม เพราะผมเป็นคนพูดกระโชก โฮกฮากเสียงดัง แต่ผมไม่ได้ตะคอกใคร ผมพยายามพัฒนา ให้ตัวเองดีขึ้นเรื่อยๆ โดยถามคนอื่นว่าตอนนี้ ผมพูดจาพอฟังได้ไหม

ถ้าเขาบอกโอเคผมก็จะปรับให้มันน่า ฟังมากขึ้นกว่านี้ มันเป็นความภูมิใจที่ผมสามารถทำได้ คิดแต่ว่าเรา จะปรับตัวยังงัยให้เขาชอบเรา ไม่ให้เขาโหวตเราออก

คนดูคงคิดว่าไอ้ตุ้ย มันทำตัวดีขึ้นทุกวันๆ ไหนลองโหวตให้ให้มันสักทีซิ ดูว่ามันจะดีขึ้นกว่าเดิม อีกไหม ตรงนี้ก็ทำให้ผมมีกำลังใจ เมื่อแฟนคลับทุกคนให้กำลังใจอยากให้ผมดีขึ้น ผมก็จะดีขึ้นให้ดู คุณมาท้า ผมรับคำท้า

ทุกครั้งที่มีการโหวต ผมกลัวทุกครั้ง ตั้งแต่วันแรกถึงวันสุดท้าย จะรู้สึกว่าทำไมล่ะ เราไม่ดีพอใช่ไหม ทำไมคนในบ้านไม่รักเรา เราพยายามทำดีแล้วนะ ทำไมต้องโหวตเราด้วย จนบีบีแซวว่าป่านนี้แล้ว คุณยังไม่รู้ตัวเองอีกเหรอ

ผมไม่คิดมาก่อนว่า จะมีคนชื่นชอบผมขนาดนี้ นาทีนั้นผมรู้สึกดีใจมากๆพ่อแม่ผมสบายแล้ว ไอ้ตุ้ยทำได้แล้ว ตอนนั้นอยากปล่อยอะไร ก็ปล่อยไปเลย บ้าให้เต็มที่เลย คนหาว่าผมบ้าเกินไป อ้าว! คุณไม่ได้มาเป็นผมคุณจะรู้ เหรอ ถ้าคุณได้ขึ้นมา คุณอาจจะบ้ากว่าผมก็ได้ ใครจะรู้ผมกลับไปบ้านมา

คนแถวบ้านบางคนก็มองด้วย สายตาแปลกๆ บอกเฮ้ย! ดารา ผมก็ดาราอะไร(เสียงดัง) ผมไอ้ตุ้ยคนเดิม เหมือนเดิม ก่อนไปยังไง กลับมาก็ยังงั้น เพียงแต่ว่าเมื่อก่อนจน ตอนนี้มีเงินล้าน..(หัวเราะ) เงินรางวัลที่ผมได้ ตอนนี้ มันมาปัญหา ตอนแรกผมคิดว่าผมรับเต็มๆ เลยหนึ่งล้านบาท พอผมรู้ว่ามันต้องเสียภาษี

ที่เคยคิดว่าจะเอาไปปลูกบ้านให้พ่อแม่ เพราะบ้านที่ได้มาผมจะทำเป็นเรือนหอ หรือทำอะไรต่ออะไร ถ้าโดนหักภาษีแล้วมันเหลือน้อย ผมก็เครียดทุกวันผมเป็นมอเตอร์ไซร์รับจ้าง ที่เป็นเดอะวินเนอร์รายการ Big Brother ผมไม่ใช่สามล้อถูกหวย ผมรู้จักค่าของเงินว่าต้องใช้ยังไง ผมจะใช้ให้มันคุ้มค่าเม็ดทุกหน่วยของมัน เงินล้านมันเป็นจำนวนเยอะใช่ไหมครับ แต่บางคนใช้วันสองวันหมด ผมไม่ค่อยอยากมา ทำงานใน วงการบันเทิง เพราะมันไม่อิสระ ต้องทำตัวเป็นคนของประชาชน

พอหมดสัญญาหนึ่งปีตรงนี้ ผมคงกลับไปวิ่งรถ แต่ผมจะเรียนไปด้วย พอมีวุฒิปุ๊ปผมจะมาสมัครงาน หรือไม่ก็ต่อปริญญาตรีเรื่องเรียน มันสำคัญกว่าวิ่งรถ ถ้าเราเจ็บป่วยไปก็ไม่มีกิน แต่ถ้าคุณได้ทำงาน เจ็บป่วยไปมีสวัสดิการเลี้ยง.

 

เราได้กลับมาใช้ชีวิตธรรมดาที่ไม่ธรรมดา สนุกกับการ ที่เรามีชื่อเสียง แต่บางทีก็ไม่สนุก เพราะเราต้อง ระวังตัวมากขึ้น ขึ้นแท็กซี่ขึ้นรถไฟฟ้าก็ยังมีคนมอง แต่เขาจะกล้ามาทักเรามากกว่า

ที่เราเป็นดารา ตรงนี้ถือว่า เป็นโอกาส ที่เราจะต้องอ้าแขนรับมัน และทำให้ดีที่สุด ทุกวันนี้พี่ยังไม่คิดว่าตัวเองดังนะ สำหรับพี่ ดังคือการเดินแล้วเหมือน อาหารปลาพอโยนลงไปปุ๊ป คนก็เข้ามา ตู้มตู้มตู้ม ซึ่งตอนนี้เรายัง ไม่ได้เจอขนาดนั้น ยังสบายๆ อยู่

เวลาที่อยู่ในบ้านมันน้อยเกินไปที่เราจะพิสูจน์ให้เขาเห็นว่า เราเป็นคนยังไง แล้วพี่ไม่ได้อยู่ในวัยที่ต้องเปลี่ยนแปลง เพื่อให้ใครเข้าใจ เงินหนึ่งล้านบาท บ้านหนึ่งหลัง รถหนึ่งคันนี่พี่ก็ไม่เคยมี แต่มันซื้อพี่ไม่ได้ มันทำให้พี่เปลี่ยนไม่ได้.


นาล่า ดูเบ
 


ฉัตรชัย โพธิตาปนะ (ป้อม)

ผมก็มีความสุขนะ แต่ยังไม่คุ้นเลยว่าอะไรคือชื่อเสียง ยังปรับตัวไม่ได้ ผมยังชอบที่จะใช้ชีวิตสบายๆ มากกว่าที่จะเป็นบุคคลสาธารณะ

แต่ถ้ามันเป็นโอกาสของเรา ผมก็คงต้องปรับตัว ให้ดีขึ้น เพราะน้อยคนนักที่จะมีโอกาสเท่ากับเรา ก็อยากดูว่าเราจะทำอะไร ได้บ้างถ้าผมมีทุกอย่าง ที่ผมต้องการแล้ว

ผมก็คงไม่จำเป็นต้องมาอยู่ตรงนี้ จริงๆ ผมอยาก เรียนหนังสือ มีกิจการเป็นของตัวเอง มีชีวิตกับ ครอบครัวที่ไม่ต้องถึงกับสบายมากหรอก ขอแค่ไม่ต้องลำบาก

ผมทำใจได้ก่อนที่จะออกจากบ้านแล้ว คิดไว้ก่อน แล้วว่า ต้องร้องไห้มั๊ยว้า ต้องเศร้ามั๊ย จะกอดใคร ก่อนดี แต่พอถึงเวลาจริงๆ เข้ามายังไง ก็ออกไป อย่างนั้น

มาเล่น Big Brother ผมขาดทุนเวลาไป เพราะผม ให้เวลากับกันตนา กับ Big Brother ไป แต่ผมได้ กำไรชีวิตกลับมา.


นภัสณพชร ฐิติวงศาโรจน์ (หยินมี่)

ตอนที่โดนเสนอชื่อทุกๆ อาทิตย์ ก็คิดว่าฉันถูกอิจฉาอยู่ หลงตัวเองนิดๆ เพราะไม่ว่าฉันจะทำอะไร ก็ไม่เห็นเปิดโอกาส ให้ฉันเลย กลัวฉันดังจังเลยนะ

แต่กลายเป็นว่าการที่คุณปิดโอกาสของฉันนั่นแหละ ทำให้ฉันดัง แต่พอออกจากบ้านมา ก็มองว่าเราเองที่พยายามไม่เพียงพอ ที่จะเข้าไปหาเขา

ไอ้ที่คิดว่าเขาอิจฉา คงเป็นความปัญญาอ่อนของเราเอง มี่เคย พูดว่า ถ้าหากแพ้จะยอมแพ้ตุ้ยแค่คนเดียว เพราะเงินสี่ล้าน มี่ก็อยากได้

แต่ถ้าตุ้ยได้ตรงนี้เขาจะมีอะไรที่พัฒนาได้มากกว่าเรา มี่อยาก ได้ชื่อเสียงมากกว่า

มี่รู้สึกว่าฉันเป็นคนพิเศษนะ มี่เชื่อว่าไม่มีใครเลียนแบบมี่ได้ และ มี่ก็ไม่เลียนแบบใคร แค่ออกจากบ้าน ฉันยังไม่เหมือนใครเลย สรุปมี่ไม่ได้แพ้ใคร.

 


รัตน์ฟ้า แดงพิบูลย์สกุล (หมวย)

พอพี่นาล่าออกไป หมวยก็โดดอยู่คนเดียว ในบ้านก็มีเรื่อง ช่องว่างของวัยจริงๆ หมวยก็ไม่ใช่คนซีเรียสมากมาย แต่ความที่เราเป็นผู้ใหญ่

ทำให้เราแบ่งช่วงเวลาสนุกกับช่วงที่ต้องจริงจัง หมวยคงไม่เล่นตลอด แต่ก็เข้าใจพวกน้องๆ ทุกคน เราไม่รู้ข่าวสารข้างนอก เลยทำให้เรา คาดเดาความรู้สึกของคนข้างนอกไม่ได้

สำหรับความรู้สึกของคนในบ้าน หมวยก็คาดเดาไม่ออก เพราะทุกครั้ง เรารู้สึกว่า เราจะต้องถูกโหวตออก รู้สึกว่าเราเป็นเป้าของน้องๆ เสมอ จะด้วยเหตุผลที่ว่าพี่หมวยมีอายุ

จู้จี้จุกจิกไม่สนุกกับเขาหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่เราก็ค่อยให้กำลังใจตัวเอง
เสมอ ถ้าถึงวันนั้นเราต้องอยู่ให้ได้.
 


ประมุข จารีประสิทธิ์ (ป๋อ)

ป๋อพูดเรื่องรากหญ้าออกไปโดยไม่ได้คิดอะไรเลย เพราะนั่นเป็นศัพท์วิชาการจริงๆ ที่ใช้แทน ประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศ

แต่คนเข้าใจผิดว่า ป๋อไปดูถูกตุ้ย เวลาทำรายงาน ป๋อก็ใช้ศัพท์คำนี้ตลอด เจตนาตอนนั้นก็คือ ต้องการ บอกตุ้ยว่า คนหมู่มากเชียร์คุณอยู่นะ เพราะ ตอนนั้นตุ้ยเขาชอบพูดว่าผมไม่เหมือนคนอื่นเลย
ผมเลยเป็นเหมือนคนจุดกระแสเรื่องตุ้ยขึ้นมา

แต่ก่อนเราคิดว่าเราเกิดมาเพื่อตัวเองและครอบครัว เราก็ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด แต่พอเราเข้า ไปในบ้าน Big Brother แล้วเราได้แรงใจ จากประชาชนเยอะมาก ถ้าเขาไม่รักคุณ เขาไม่มานั่ง เสียเวลา เสียตังค์หกบาทโดย ไม่ได้ลุ้นมือถือ หรือวีซีดีหรอก เขาเสียเงินหกบาท เพื่อคุณ ฉะนั้น การที่จะทำอะไรต่อไปคง ต้องคิดถึงคน ที่เขาให้กำลังใจคุณด้วย


มนทรีญา วิเชียรสรรค์ (อ๋อมแอ๋ม)

ตอนที่เราอยู่ในบ้าน เราจะเห็นเพียงด้านเดียว คือมุมที่ เรามอง บ้านตั้งกว้าง คนตั้งหลายคน แต่พอเรามาเป็น คนดูเราเห็นทุกมุม อะไรที่ไม่เคยเห็นก็ได้เห็น กลายเป็นว่าอะไร ที่มันใช่มัน กลายป็นไม่ใช่ อะไรที่คิดว่า ไม่ใช่มันกลับใช่

ทำให้เรารู้ว่าในโลกนี้มันไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร ตอน ออกมากระแสภายนอกเกี่ยวกับเรามันไม่ค่อยดีเท่าไหร่ โดนด่าเยอะมากว่ายัยนี่มันด่าคนจน มันดูถูกคน ซึ่งจริงๆ แล้วมันไม่ใช่

เพราะอ๋อมแอ๋มก็ไม่ได้รวย เคยขนาดโดนแฟนคลับของ ตุ้ยด่าบนรถไฟฟ้า เขาบอกตุ้ยสุดยอดเลย เขี่ยอีอ้วนนี่ ออกจากบ้านได้ เราก็ยิ้มสู้ แต่ก็รู้สึกว่าทำไมคนไม่รักเราเลย เสียใจมาก คิดไม่ถึงว่าจะมีคนเกลียดเรา ร้องไห้อยู่เป็นอาทิตย์เลย.

   

เราไม่คิดว่าเรื่องกุ๊กกิ๊กของเราจะถูกตัดออกอากาศ เพราะมันมีเหตุการณ์อื่นที่น่าสนใจมากกว่านี้ และเราก็ ไม่ได้ทำอะไรที่ไม่เหมาะสม

ช่วงออกจากบ้าน Big Brother มาแรกๆ ผมงงมากกับ กระแส ซึ่งแรงมาก แต่ที่บ้านก็ให้กำลังใจเพราะเขารู้จัก และเข้าใจเรา ผมไม่เสียใจเลยตอนที่ผมโดนโหวตออก

ผมไม่โกรธใครเพราะ คิดว่ามันเป็นเกม และเดอะวินเนอร์ ก็มีคนเดียว แต่ผมน้อยใจสิ่งที่สื่อได้นำเสนอไป เราไม่มี โอกาสได้พูดหรือแก้ตัว เพราะมุมมองอื่นของเราในบ้าน ก็มีเหมือนกัน

ตอนอยู่ในบ้านดูไม่รู้เลยว่าใครจะได้ ที่ผมคิดว่าน่าจะอยู่ได้ นานน่าจะเป็น พี่เป็กกี้ พี่แห้ว แล้วก็พี่หนุ่ม แต่พอออกมา นี่ก็รู้เลย กระแสของน้องตุ้ยเขาดีมาก

สำหรับพิมพ์ผมก็ยังรู้สึกดีๆ กับเขา รู้สึกว่าเขาเป็นคน ที่น่ารักสดใส พูดคุยกันแล้วรู้สึกแฮปปี้ แต่จะเป็นยังไง ต่อไป คงต้องเป็นเรื่องของอนาคต.


ภูวดล จิณศิริ (โตโต้)
   


โสภณ ศรีสกุล (แห้ว)

วันแรกที่ผมเข้ามาทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน แต่เห็น แววตาของเพื่อนคนหนึ่งชื่อตุ้ย ตาเขาเหมือน ความรู้สึกผม เลยมาอยู่กับไอ้ตุ้ยนี่แหละ แล้วเวลา คุยกับ ตุ้ยผมก็สบายใจ ไม่ต้องคิดมาก (ยิ้ม)
ผมก็อยุ่ไปเรื่อยๆ ไม่ต้องฝืน ไม่ต้องเกร็ง

ไม่สร้างกฏเกณฑ์ให้กับตัวเอง อยากรู้จักใครก็คุย แต่ไม่เคยคิดว่าเอ๊ะ! ถ้าไม่เข้าไปคุยกับคนนี้ แล้ว เราจะ ไม่ได้คะแนน มีอย่างเดียวที่เปลี่ยนไป คือตัวเอง บ่อน้ำตาแตกง่ายเหลือเกิน

ตั้งแต่วันที่ออกจากบ้านจนถึงวันนี้ผมยัง ไม่ตื่นเลย ครับ มันเหมือนอยู่ในความฝัน เพราะตอนที่อยู่ใน บ้านเราไม่ได้รับรู้อะไรเลยว่า ออกมาเราต้องเจอ สภาพอย่างนี้เลยเหรอ

เรามาแข่งรายการนี้ คนดูเขาเห็นความเป็นตัวตน ของเราหมดแล้ว เพราะฉนั้นถ้าคนมาหมั่นไส้เรา ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าหากชื่นชอบเรา ก็เพราะเขา ยอมรับในความเป็นตัวเรา ซึ่งทำให้ผมรู้สึกดี.


วริศรา บุตรเขียว (เป็กกี้)

เข้ามาอยู่ก็ไม่ได้ปรับตัวอะไร เพราะถึงเราจะ พยายาม ปรับยังไง ความเป็นตัวของเรามันก็ต้องออกมา ซึ่งภาพที่ ออกมาของเป็กกี้มันจะดูแรงๆ แต่จริงๆ

ตอนอยู่ในบ้านมันไม่ได้แรงอย่างนั้นเลย จนเพื่อนข้างนอก โทรมาถามทางกันตนาว่า ทำไมตัดภาพเป็กกี้ออกมา เป็นอย่างนี้ จริงๆ เป็กกี้มันไม่ได้เป็นอย่างนี้สักหน่อย

เป็กกี้ไม่ชอบอยู่แล้วเรื่องการนินทากัน แต่ตอนที่อยู่ในบ้าน เขาห้ามติดต่อกับคนภายนอก เราก็ต้องพูดถึง 11 คน ที่อยู่ในบ้าน ถ้าคนจะคิดว่าเป็นการนินทาก็ได้อยู่แล้ว

พอออกมาตกใจมาก เพราะอยุ่ในบ้านเพื่อนๆ รักเราหมด ทุกคน แต่ทำไมคนข้างนอกเกลียดเรามาก ฉันเลวร้ายขนาด นั้นเลย ใช่ไหม น้องๆ เอาที่เขาโพสท์กันในเน็ทมาให้อ่าน อ่านไปได้สองสามแผ่น...ก็พอแล้วๆ ฉันไม่อยากอ่านแล้ว แต่เวลาที่เป็กกี้เดินไปไหนมาไหน ทุกคนก็น่ารักมาก ไม่มีใครด่าว่าเรา มันไม่ได้เลวร้ายอย่างที่เราคิด.

   

อุดร เพชรสิงห์ (หนุ่ม)

ตอนแรกก็อยากเป็นคนชนะ แต่พอมาเจอคนที่ลำบากกว่า เลย คิดว่าเราเล่นกับภารกิจและ แสดงความสามารถของเราดีกว่า เพราะเราอยากได้โอกาสที่ดีกว่า อยากได้งานที่ดีกว่า และหนุ่มก็ค้นพบตัวเองแล้วว่า

เราเป็นคนที่ชอบเรียกร้องความสนใจอย่างสุดขีด หนุ่มเลย เสียดายที่ต้องออกจากบ้าน มาในตอนนี้เราเจอตัวเองแล้ว และเรายังไม่ได้แสดงศักยภาพที่เรามีทั้งหมดออกมา
หนุ่มบอกตรงๆ เลยว่าสี่ล้านบาทนี่ผมไม่สนเลย ถ้าเทียบ กับการ ที่ผมได้มีโอกาส มาแสดงตัวตนของเราที่นี่

เพราะถ้าเรามีโอกาสแล้ว เดี๋ยวเงินก็มาเอง สิ่งที่ผมประทับใจ ที่สุดคือการที่ผม ได้เข้าไปอยู่ในใจของคนที่เป็นอัมพาต คือมีคุณป้าท่านนึงเขาชอบหนุ่มมาก

เขาก็ติดตามดู Big Brother และเขาต้องดูแลคุณลุง ที่เป็นอัมพาต คุณลุงคนนี้แกดูผมแล้วหัวเราะ ตั้งแต่นั้น ไม่ว่าหนุ่ม จะเล่นอะไรลุงแกจะขำ ปลื้มมากๆ เลยครับ มันเหมือนเป็นโบนัสสำหรับผม

   

ไม่ได้คิดว่าสิ่งที่ทำไปมันเป็นเรื่องเสียหาย พิมกับโต้ ห่มผ้าผืนเดียวกันเท่านั้น พอออกมาตกใจเลยว่า บางทีมุมมองของคน มุมของกล้องที่สื่อออกไป มันไม่ใช่สิ่งที่เราเข้าใจ

ในบ้านเหมือนสวนสนุก ที่เราสนุกกับมันมาก พอต้อง ออกจากบ้านครั้งแรก เราเลยเสียดายว่าเรายัง อยากเล่นต่ออีก เป็นอารมณ์ว่าถ้ามีซีรีย์สองก็ยัง อยากไปสมัครเล่นอีก

ตอนกลับเข้าไปในบ้านอีกครั้ง เราต้องระมัดระวัง การวางตัวของเรา เพราะมันมีผลกระทบต่อคนสังคม และคนดู เราต้องปรับปรุงและพัฒนาตัวเราให้เป็น ที่ยอมรับ ซึ่งพิมพ์ไม่คิดว่าเป็นการเฟกนะคะ

ตอนนี้โต้กับพิมพ์ก็ยังเหมือนเดิม เป็นเพื่อนกัน (ยิ้ม) เพราะเราไม่เคยบาดหมางกัน ก็มีแต่สิ่งดีๆ ให้กัน แต่เรื่องที่จะเป็นแฟนกันไหม มันเป็นเรื่องของอนาคต.


พิมพ์จักร ชิวารักษ์ (พิมพ์)
ผมชอบ ชุดนี้ เพราะเป็นชุดที่ติดตามดูตลอดทุกฉาก และเป็นธรรมชาติชองชีวิตที่ไม่ได้นัดหมายกันมาเจอ แต่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้