Make your own free website on Tripod.com

ชัยชนะของผู้แพ้

์สนามกลางลานวัด เด็กวัดกลุ่มใหญ่กำลังเล่นฟุตบอลกันอย่างสนุกสนาน คนโน้นเตะไปทางนี้คนนี้เตะไปทางโน้น วิ่งกันเหงื่อไหลไคลย้อย ทุกคนเล่นกันด้วยใจรักปราศจากทักษะพื้นฐานใด ๆ ทั้งสิ้น ผมมองดูแล้วอดถอนหายใจไม่ได้ เด็กพวกนี้มีความมุ่งมั่นทุ่มเทต่อเกมกีฬาประเภทนี้อย่างเห็นได้ชัด สิ่งเดียวที่พวกเขาขาดก็คือทักษะความรู้ที่จะพัฒนาฝีเท้าความสามารถให้ก้าวรุดหน้าไปเท่านั้น ระยะเวลาเกือบหนึ่งพรรษาที่ผมบวชอยู่ที่นี่ ผมเห็นเด็กวัดทุกคนลงไปคลุก "ฟาดแข้ง" กันในสนามกลางลานวัดแทบทุกวัน ด้วยสายตาของอดีตนักกีฬาผู้ผ่านประสบการณ์บนถนนสายนี้มายาวนานกว่ายี่สิบปี ทำให้ผมมองเห็นจุดแข็งและจุดด้อยของพวกเขา พวกเขามีจุดแข็งอยู่ที่พลกำลังและความสดใหม่ เต็มเปี่ยมไปด้วยความกระหายต่อการลงสนาม แม้จะเป็นแค่ "ทีมเด็กวัด" มีโอกาสฟอร์มทีมขึ้นมาได้ ขณะเดียวกันก็มีจุดอ่อนอยู่ที่ขาดทักษะความรู้พื้นฐานการเล่นฟุตบอลที่ถูกต้อง นั่นทำให้ยากจะพัมฯาตนเองให้ก้าวหน้าต่อไปได้ เหตุนั้นทุกครั้งที่เห็นพวกเขาลงสนาม ก็เป็นทุกครั้งที่ผมอดตั้งคำถามกับตัวเองเสมอว่า เป็นไปได้ไหมที่จะพัฒนาเด็กพวกนี้ ถ้าผมช่วยสอนพวกเขาจะผิดศีลธรรมหรือวินัยบัญยัติสงฆ์หรือเปล่า ท้ายที่สุดก็ให้เหตุผลกับตนเองว่า แม้เมื่อก่อนพระยังช่วยสอนทักษะการใช้อาวุธแก่ชาวบ้านเพื่อออกศึกปกป้องบ้านเมืองได้ แล้วทำไมผมถึงจะช่วยสอนเด็กพวกนี้ไม่ได้ ที่แน่ ๆ ผมไม่ได้ลงสนามเอง แค่นั่งดูและชี้แนะทักษะการเล่นที่ถูกต้องให้เด็กเท่านั้น

ย้อนไปก่อนหน้านั้นช่วงวิกฤติเศรษฐกิจฟองสบู่ทำพิษ ผมเป็นหนึ่งในจำนวนผู้คนนับไม่ถ้วนที่ธุรกิจไปไม่รอด ต้องกลับบ้านหัวหินเริ่มต้นนับศูนย์กันใหม่กับครอบครัว หมู่บ้านหนองเหียงที่ผมมาอยู่ยังไม่เจริญเท่าไหร่นัก ว่าง ๆ ก็ขี่จักรยานสำรวจดูสภาพของหมู่บ้าน บังเอิญเห็นมีคนเล่นฟุตบอลกันอยู่ในสนามโรงเรียนของหมู่บ้านจึงแวะเข้าไปดู มีผู้ใหญ่คนหนึ่งกับเด็กวัยรุ่นอายุไม่เกิน 18 ปีจำนวนกว่ายี่สิบคนกำลังเล่นฟุตบอลกันอย่างไม่ค่อยมีพื้นฐานนัก ผู้ใหญ่คนนั้นรู้จักผมจึงเรียนให้เล่นด้วย

"ผมเท้าเปล่านะ ท่าจะไม่ไหว" ผมบอกผู้ใหญ่คนนั้น

"ไม่เป็นไรหรอกน่า อดีตนักกีฬาตัวฉกาจ แค่คงสนามซ้อมกับเด็ก ๆ จะเป็นไรไป เพราะใจจริงแล้วอยากจะให้ดูว่าเด็กพวกนี้มีทักษะพอไปได้บ้างไหม ถ้าไม่ไหวคงต้องใช้ช่วยสอนหน่อย"

"แต่พักหลังผมไม่ค่อยได้ลงสนาม"

"บอกแล้วไงว่าไม่เป็นไร ตอนอยู่ที่ระยองเห็นว่าเป็นทั้งผู้เล่น ผู้จัดการทีม ผู้จัดการแข่งขันมาก่อนมิใช่หรือ"

"ใช่"

"งั้นก็เยี่ยม ลงสนามเลย แล้วมาคุยกันว่าจะเอาไงต่อไป"

ผมจำต้องลงสนามแบบเท้าเปล่า พอเลิกการเล่นก็ตกลงรับคำชวนให้ช่วยสอนเด็กพวกนั้น ซึ่งผมมาทราบภายหลังว่าตัดสินใจผิดพลาดไปถนัดใจ เพราะพอเข้าไปทำการช่วยสอนก็ถูกทอดทิ้งให้อยู่อย่างโดดเดี่ยวไม่มีใครมาช่วยดูแลแม้แต่คนเดียว ผมซึ่งรับคำไปแล้วต้องลงมือทำทุกอย่างเท่าที่พอจะทำได้ปรับพื้นสนามโรงเรียน สอนพื้นฐาน ซ้อมทีมพาไปอุ่นเครื่องกับหมู่บ้านอื่นโดยใช้รถของตัวเอง เพื่อให้เด็กคุ้นเคยกับเกมการแข่งขันมากขึ้น จะได้พัฒนาทัษณะฝีเท้าของแต่ละคน ผมทุ่มเทให้กับเด็ก ๆ โดยดำเนินการเพียงลำพังคนเดียวขอความร่วมมือจากใครไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่บ้านหรือองค์การบริหารส่วนตำบล แต่เวลาผมส่งทีมเด็กเข้าแข่งขันในนามหมู่บ้านผู้ใหญ่บ้านจะมาอ้างตัวว่าเป็ฯเจ้าของทีมฟุตบอลประจำ ผมเผชิญเหตุการณ์อย่างนั้นอยู่นานพอสมควร สุดท้ายหมดความอดทนต้องย้ายไปทำทีมใหม่ให้หมู่บ้านหนองซอ โดยพาเด็กเราบางคนไปเล่นด้วย ผมเพียรฝึกสอนพัฒนาทีมบ้านหนองซอจนมีชื่อเสียงเป็นตัวแทนตำบลเข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลหัวหินพรีเมียร์ลึกปีแรก ต่อมาผู้จัดการทีมมีความท้อแท้กับความไม่ยุติธรรมของกรรมการในท้องถิ่น จึงถอนตัวออกไป ผมต้องรับช่วงดูแลทีมต่อ แต่เพราะไม่มีเงินทุน ผู้นำชุมชนไม่ให้การส่งเสริมสนับสนุนทั้งที่สร้างชื่อเสียงให้ชุมชนเป็นอย่างดี ส่งผลให้ทีมไม่ประสบความสำเร็จและวางมือหลังจบหัวพรีเมีียร์ลีกปีต่อมา หลังจากนั้นผมก็หยุดทำทีมและบวช 1 พรรษา

"สงกรานต์ปีนี้เราน่าจะจัดแข่งขันฟุตบอลกัน"

"เฮ้ย จะจัดไปทำไม"

"เด็กในหมู่บ้านที่เล่นฟุตบอลจะได้พัฒนาขึ้น เพราะได้ลงสนามแข่งจริง"

"แต่หมู่บ้านเรายังไม่เคยทำมาก่อน"

"ไม่เป็นปัญหา ผมเชื่อว่าเราสามารถทำได้ หากทุกคนร่วมมือกันให้ความช่วยเหลือเท่าที่จะทำได้"

"ไม่มีประโยชน์หรอก"

"เราน่าจะริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมา ถึงเราจะไม่เคยจัดแข่งฟุตบอลภายในหมู่บ้าน แต่เราต้องทกได้ หากได้รับการสนับสนุนจากผู้หลักผู้ใหญ่"

สิ้นพรรษานั้นผมลาสิกขาออกมาหลังจากช่วยฝึกสอนเด็กวัดกลุ่มใหญ่ให้มีทักษะการเล่นฟุตบอลที่ถูกต้อง และด้วยใจรักในกีฬาอย่างเข้าสายเลือด ผมหันมาทุ่มเทฝึกสอนให้เด็กวัยระหว่าง 10-14 ปีที่อยู่บริเวณใกล้วัด ผมมีความคิดที่จะจัดแข่งขันฟุตบอลช่วงสงกรานต์ประจำปี นำความคิดไปปรึกษาหารือผู้หลักผู้ใหญ่รวมทั้งผู้นำชุมชนบางคนแต่ไม่มีใครให้ความร่วมมือ ผมต้องตัดสินใจดำเนินการทุกอย่างเอง ซื้อลูกฟุตบอลเองตาข่ายก็ยืมมา ขอถ้วยคนรู้จัก เครื่องเสียงเอามาจากบ้าน ไฟฟ้าของวัดเต็นท์ยืมจากองค์การบริหารส่วนตำบล สกอร์บอร์ดทำเอง เชิญทีมต่าง ๆ เอง เสื้อแข่งขันมีอยู่แล้ว ขอแรงเด็กช่วยตีเส้นสนาม กรรมการก็เป็นเพื่อนกัน และสุดท้ายเป็นโฆษกเอง การแข่งขันฟุตบอลสงกรานต์จบลงด้วยดี แม้จะไม่สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เราคนจัดและผู้เกี่ยวข้องก็พึงพอใจ อีกทั้งทีมเด็กของเราชนะเลิศด้วย หลังจากนั้นหลายคนก็รู้จักผมในนาม โค้ชทีมวัดนิโครา ดูเหมือนผมกับทีมฟุตบอลจะประสบความสำเร็จพอสมควรจากการแข่งขันครั้งนั้น แต่ผลที่เกิดขึ้นก็มีผู้หลักผู้ใหญ่หลายคนไม่พอใจ หาว่าข้ามหน้าข้ามตา จัดงานโดยไม่พึ่งงบประมาณของชุมชน ผมไม่ท้อถอยหรือหมดกำลังใจไปเสียทีเดียว ยังคงทุ่มเทให้กับทีมพาเด็กไปแข่งที่อื่นบ้างจัดเองบ้าง จนเด็กพัฒนาขึ้น หลายคนกลายเป็นนักกีฬาของโรงเรียนสร้างชื่อเสียงต่อไป บางครั้งครูและผู้ปกครองของเด็กขอให้ช่วยส่วนเด็กเข้าแข่งขันผมก็ไปช่วยโดยไม่เคยนึกถึงค่าตอบแทน ผมจากการทุ่มช่วยฝึกสอนไม่ได้ทำให้ทุกคนผิดหวัง ในสัปดาห์เดียวของการทำหน้าที่โค้ชผมนำทีมเป็นแชมป์ฟุตบอลนักเรียนเทศบาลหัวหิน พาทีมทะลุเป้าไปได้อย่างเหลือเชื่อชนะทีมเต็งหลายทีม ผู้ปกครองและครูดีใจกันยกใหญ่ ส่วนผมได้ความภูมิใจแม้จะไม่ได้รับคำขอบคุณจากโรงเรียน

ผมเริ่มท้อแท้กับการทุ่มเทให้สังคม ต้นปี 2545 อบต.ท่านหนึ่งที่อยู่ในวงการฟุตบอลขอให้ช่วยเป็นกรรมการกีฬา อบต.

"ผมเริ่มท้อแล้วครับกับวงการกีฬาบ้านเรา" ผมบอก

"ผมพอจะรู้ถึงความรู้สึกของคุณ แต่เพื่อเห็นแก่ผมเห็นแก่ อบต. อยากให้ช่วยสักครั้ง"

"ตกลงครับ ผมจะลองดู คราวนี้หากไม่มีอะไรเกิดขึ้นคงต้องโบกมือลาวงการเสียที"

ผมตอบตกลงเพราะคิดว่าน่าจะทำอะไรให้ดีขึ้นได้บ้าง แต่ปรากฏว่าอยู่ได้ไม่ถึงปีก็ประกาศขอลาออก เพราะไม่สามารถทำงานร่วมกับ อบต. ได้ เหตุผลคือกรรมการกีฬาไม่มีความจริงใจกับท้องถิ่น ไม่ร่วมกันช่วยงานกีฬาของตำบล สรุปคือไม่มีความพร้อมที่จะพัฒนางานด้านกีฬา ปัจจุบันผมผันตัวมาเป็นกรรมการผู้ตัดสินใจในท้องถิ่น

"การแข่งขันฟุตบอลแต่ละครั้ง ต้องใช้เงินว่าจ้างกรรมการตัดสินสูงมาก จนทำให้ผู้ที่คำจะจัดต้องหาเงินมากขึ้นหรือไม่ก็ไม่อยากจัดอีกเลย"

นั่นเป็นความคิดจากประสบการณ์ที่ผมได้มาจากการคลุกคลีในวงการฟุตบอลท้องถิ่น ทำให้ผมพยายามเรียนรู้ถึงกฏกติกาของฟุตบอลมากขึ้น แล้วลองทำการตัดสินและพัฒนาขึ้นเป็นลำดับได้ค่าน้ำมันรถบ้างไม่ได้บ้างไม่ว่ากัน หลังจากนั้นผมได้สมัครเข้าร่วมอบรมกรรมการผู้ตัดสินฟุตบอลห้าคน (ฟุตซอล) จัดโดยกรรมการจากสมาคมฟุตบอลฯ ผมเข้าอบรมเป็นรุ่นแรกของหัวหิน ได้รับความรู้ กฏกติการ เทคนิคการเล่นใหม่ ๆ ไปสอนเด็กรุ่นหลังให้ได้รับประโยชน์ต่อไป ความฝันและความหวังของผม เพียงอยากเห็นสังคมเรามีความจริงใจและเอื้อเฟื้อแก่ส่วนรวมให้มากขึ้น ไม่มองเพียงผลประโยชน์ที่จะได้จากสิ่งที่ตนเองเข้าไปร่วมและคิดว่านั่นคือ "การลงทุน" สิ่งที่ผมทำไปแล้วมีค่าตอบแทนคือ "ความภูมิใจ" ซึ่งสัมผัสได้เกือบทุกช่วงชีวิต เช่น ขณะขับรถเข้าไปส่งลูกในโรงเรียนชุมชน มีเด็กหลายคนตั้งแต่ระดับอนุบาลตะโกนเรียก "พี่ตี้" หรือเดินซื้อของในตลาดนัดตัวเมือง มีเด็กเรียนและยกมือไหว้ ยิ้มให้ บางคนผมรับไหว้ทั้งที่ยังงงว่าเป็นใคร

เมื่อไม่นานมานี้ มีผู้ใหญ่บ้านในตำบลท่านหนึ่งซึ่งรู้จักกันดีเพราะคลุกคลีในวงการกีฬาด้วยกัน ท่านเรียกผมไปปรึกษาขอให้เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน โดยจะช่วยให้ผมได้เป็นไอ้นั่น-ไอ้นี่ ในอนาคต ผมตอบไปว่า "ขอคิดดูก่อน"

เรียบเรียงจากเรื่องของ คุณวัชระ ทรัพย์มงคล

ทางเว็บมาสเตอร์ขอขอบคุณบทความของ คุณวัชระ ทรัพย์มงคล

ขอบคุณครับ

25 สิงหาคม 2549 - 10.35 น.