Make your own free website on Tripod.com

รางวัลชีวิต...เจ้าชายนิทรา

์11 กุมภาพันธ์ 2543... อีกไม่กี่วันจะถึงวันแห่งความรัก เด็กกลุ่มหนึ่งนำเรือออกไปพายเล่น ณ ลำห้วยท้ายหมู่บ้าน เด็กกลุ่มนี้ส่วนใหญ่แล้วว่ายน้ำไม่เป็นแต่ด้วยความคึกคะนองประสาเด็ก ๆ ทำให้ไม่ได้คำนึงถึงความปลอดภัยหรือลืมนึกถึงเรื่องความปลอดภัยไปสนิท เด็กกลุ่มนั้นพายเรือเล่นอย่างสนุกสนาน เพราะแม้ส่วนใหญ่จะว่ายน้ำไม่เป็น แต่ก็มิได้รู้สึกเกรงกลัวอันตรายใด ๆ แม้อาจจะเกิดเรือล่มขึ้นมา เพราะลำห้วยสายนี้ทุกคนคุ้นเคยเป็นอย่างดีมาแต่ไหนแต่ไร เนื่องจากอยู่ไม่ไกลจากตัวหมู่บ้านมากนัก

"น้องฟาง ไม่น่ามากับพวกพี่ ๆ เลยนะ" เด็กตัวโตในกลุ่มเอ่ยกับน้องเล็กที่กำลังเรียนอยู่แค่ชั้นประถมปีที่ 1

"ทำไมหรือ" น้องฟางย้อมถามเพราะปกติมักไปไหนมาไหนกับเพื่อน ๆ พี่ ๆ กลุ่มนี้เสมอ

"มันอันตราย" เด็กตัวโตเอ่ย

"อันตรายตรงไหน" น้องฟางเอ่ยโต้กลับ

"น้องฟางว่ายน้ำเป็นไหม" เด็กโตเอ่ยถาม

"ไม่เป็น" น้องฟางตอบ

"นั่นแหละ อันตราย หากเกิดเรือรั่วน้ำเข้าวิดออกไม่ทัน เรือล่มขึ้นมาคงลำบากแน่" เด็กโตเอ่ย

"มาทุกทีไม่เห็นมีอะไร" น้องฟางตอบ

"คราวนี้พี่ก็หวังว่าคงไม่มีอะไรเหมือนกันนะ" เด็กโตเอ่ย

เด็กโตตัวพูดกับคนตัวเล็ก แต่ดูเหมือนคราวนี้เหตุการณ์จะไม่ราบรื่นอย่างที่ผ่านมา เพราะประมาณห้าโมงเย็นเศษ ท้องเรือเจ้ากรรมเกิดรั่วน้ำพุ่งเข้าในลำเรืออย่างแรง ทุกคนรู้สึกตกใจจนทำอะไรไม่ถูกยกเว้นเด็กตัวโตที่ยังพอมีสติรีบฉีกเศษผ้าขี้ริ้วพยายามอุดรอยรั่ว เพราะเคยเห็นผู้ใหญ่ทำอย่างนั้นยามเกิดรูรั่วขึ้นมา

"ไม่เห็นหยุดรั่วเลย ทำไงดี"

หลายคนร้องด้วยความตกใจเพราะน้ำทะลักเข้ามาเรื่อย ๆ ถึงวินาทีนี้ทุกคนคงรู้ถึงชะตากรรมของตนเอง คนที่พอจะว่ายน้ำเป็นก็เตรียมตั้งท่ากระโดดลงจากเรือ ส่วนคนที่ว่ายน้ำไม่เป็นซึ่งมีอยู่ทั้งหมดสามคนนั่งตัวสั่นเทาอยู่บนเรือรอวินาทีสุดท้ายที่จะมาถึง

"ช่วยด้วย เรือล่ม"

ชั่วเวลาไม่นานนักปริมาณน้ำที่รั่วทะลักเข้ามาในลำเรือก็มากพอที่จะทำให้เรือเริ่มจมลง เด็กที่ว่ายน้ำเป็นต่างกระโดดตูมว่ายหนีขึ้นฝั่งเอาตัวรอด สามคนที่ว่ายไม่เป็นก็ลงไปตะเกียกตะกายอยู่ในน้ำร้องเรียกให้คนช่วยด้วยน้ำเสียงที่ค่อยแผ่วลงเรื่อย ๆ เพราะผลุบ ๆ โผล่ ๆ กลางลำห้วย ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตาย... ตั้ม วิชัยเนาว์ ซึ่งบังเอิญอยู่แถวนั้นได้ยินเสียงร้องเรียกให้ช่วยจึงรีบวิ่งไปที่ลำห้วย พอเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นก็กระโจมว่ายตรงไปยังร่างที่ผลุบ ๆ โผล่ ๆ สามร่างกลางลำห้วย "ช่วยด้วย" หนึ่งในสามที่ยังพอมีสติหลงเหลืออยู่ร้องตะโกนพลางชูมือเหนือน้ำ ตั้มว่ายอย่างเร็วตรงไปที่นั่นช่วยคนแรกขึ้นฝั่งสำเร็จ ว่ายกลับไปยังคนที่สองช่วยให้รอดตายหวุดหวิดได้อีกคน แทบไม่น่าเชื่อเลยว่า ตั้มซึ่งเป็นเพียงเด็กชายคนหนึ่งจะมีกำลังกายกำลังใจกล้าแข็งสามารถช่วยเหลือเด็กสองคนที่กำลังจมน้ำให้รอดพ้นเงื้อมมือมัจจุราชมาได้ คงเป็นเพราะความปรารถนาดี มีนิสัยชอบเสียสละช่วยเหลือคนอื่น ซึ่งครอบครัววิชัยเนาว์ปลูกฝังให้แก่ลูกทั้งชายหญิง ทำให้ตั้มทุ่มแรงกายใจเท่าที่มีว่ายน้ำแข่งกับพญามัจจุราชออกไปกลางลำห้วยช่วยเหลือเด็กรอดตายมาได้ถึงสองคน "ยังเหลือแค่คนเดียว คนเดียวเท่านั้น เราก็จะสามารถช่วยน้อง ๆ ให้รอดพ้นการจมน้ำตายได้สำเร็จ" ตั้มบอกกับตัวเองขณะโผสู่กลางลำห้วยเป็นคำรบสาม น้องฟางที่ตัวเล็กกว่าเพื่อนกำลังผลุบโผล่สำลักน้ำ ร้องเรียกไม่ออกอยู่ตรงนั้น ตั้มว่ายตรงเข้าไปหาน้องฟางอย่างรวดเร็วเท่าที่มีเรี่ยวแรงจะทำได้ เขาพยายามใช้มือข้างหนึ่งสอดประคองตรงบริเวณลำตัวส่วนบนของน้องฟาง เพื่อให้สามารถเงยหน้าขึ้นหายใจได้ น้องฟางคงสำลักน้ำเข้าไปมากจึงหมดเรี่ยวแรงกระทุ้งน้ำพยุงตัว หันมาใช้มือโอบรัดตั้มเสียแน่นหนึบจนหายใจแทบไม่ออก แต่ตั้มก็พยายามกัดฟันว่ายน้ำนำร่างน้องฟางกลับขึ้นถึงริมฝั่งจนได้

แต่...วินาทีนั้นเอง ร่างของตั้มกลับทรุดหมดแรงจมหายไปกับลำห้วย ท่ามกลางความตกตะลึงของผู้เห็นเหตุการณ์ที่วิ่งเข้ามาถึงในช่วงหลัง ตั้มคงเหนื่อยมากจึงหมดแรงไปอย่างไม่มีใครคาดคิด หรือไม่อีกทีอาจเป็นเพราะการช่วยเหลือน้องฟางคนสุดท้ายที่กอดรัดเขามากทำให้หายใจขัดขาดอ็อกซิเจนไปพอสมควร จนสุดท้ายแม้จะกัดฟันช่วยเหลืออีกฝ่ายได้แต่ตัวเองกลับสิ้นเรี่ยวแรงจมหายไปในพริบตา ตั้มจมหายไปในลำห้วยนานมากกว่าคนจะช่วยเหลือนำร่างสลบไสลไม่ได้สติขึ้นมา ไม่่รู้ว่าเป็นโชคดีหรือโชคร้าย แม้จะรอดตายได้ราวปาฏิหาริย์ แต่เขากลับนอนนิ่่งตลอดกาล ตั้มถูกนำตัวส่งโรงพยาบาทยโสธร แทพย์บอกว่าต้องส่งต่อไปรักษาที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ จังหวัดหนองคาย ตั้มอยู่ในห้องผู้ป่วยหนักนานนับเดือน สมองขาดอ็อกซิเจนนานเกินไปทำให้หมดทางเยียวยาให้กลับฟื้นคืนสติขึ้นมาได้ นอนหลับสนิทเป็นเจ้าชายนิทราบนเตียงตลอดไป

ครอบครัวของตั้มซึ่งประกอบด้วยคุณพ่อที่เป็นนักการภารโรง คุณแม่และน้องสาวอีกคนต่างตกอยู่ในภาวะเศร้าโศกเสียใจจนไม่เป็นอันกินอันนอน ทุกคนทำได้เพียงปลอบประโลมกันและกัน เฝ้าดูแลตั้มที่นอนบนเตียงหลับใหลไม่รับรู้เรื่องราวใด รับสารอาหารผ่านทางหน้าท้อง นอนหลับอย่างนั้นนานหลายปี แล้ววันหนึ่งท่านกลางความสิ้นหวัง ครอบครัววิชัยเนาว์ก็ได้รับหนังสือจากสภากาชาดไทยแจ้งว่า ตั้มได้รับเหรียญกาชาดสรรเสริญโดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์อุปนายิกาสภากาชาดไทย ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เข้าเฝ้า เพื่อรับพระราชทานเหรียญดังกล่าว ครอบครัววิชัยเนาว์รู้สึกปลาบปลื้มใจยิ่งที่สังคมมองเห็นความดีการเสียสละของตั้ม ทุกวันคุณแม่จันทร์เพ็ยจะเข้าไปนั่งข้างเตียงพร่ำพูดข้างหูตั้มตลอดเวลาว่า

"ลูกตั้มของแม่ แม่ดีใจและภูมิใจที่ลูกเป็นคนดีรู้จักเสียสละช่วยเหลือคนอื่น แม้ลูกอาจไม่มีวันฟื้นคืนสติกลับมารับรู้วีรกรรมความกล้าหาญของลูก แต่คนรอบข้างสังคมก็รับรู้เป็นพยานการกระทำความดีของลูกแล้ว..."

เรียบเรียงจากเรื่องของ คุณจันทร์เพ็ญ วิชัยเนาว์

จากใจเจ้าของเรื่อง

ดิฉันภูมิใจในความดีของลูกมาก ถึงน้องตั้มจะพิการ ดิฉันก็จะรอปาฏิหาริย์ บางทีความดีของลูกสักวันหนึ่งเขาต้องหาย น้องตั้มจะเป็นวีรษรุษผู้ยิ่งใหญ่ของทุกคน.

ทางเว็บมาสเตอร์ขอขอบคุณบทความของ คุณจันทร์เพ็ญ วิชัยเนาว์

ขอบคุณครับ

23 สิงหาคม 2549 - 19.30 น.