Make your own free website on Tripod.com

นักเรียนนักเลง

ไอร้อนปะทะหน้าชาวาบ เมื่อรถประจำทางคันใหญ่ขนคนจนแน่น พุ่งผ่านก่อนเบี่ยงซ้ายเข้าป้ายพอดิบพอดี นัทนที ยกมือป้ายเหงื่อซอยเท้าในลักษระวิ่งเพื่อให้ทันขึ้นก่อนรถออก เป็นเรื่องน่าเบื่อมากกับการเบียดเสียดบนรถเมล์ในชั่วโมงเร่งด่วน แต่ทำยังไงได้ในเมื่อโรงเรียนเลิกสี่โมงเย็นทุกวัน เด็กชาวัย 14 เพิ่งเข้าเรียนชั่นปีที่ 1 โรงเรียนอาชีวะกรุงเทพฯ แม้จะเคยได้ยินกิตติศัพท์การตีกันของเด็กอาชีวะแต่เขาไม่คิดว่าจะเกิดกับตัวเอง ประการหนึ่งคือเขาไม่ใช่คนเกกมะเหรกเกเร อีกประการสถาบันที่เรียนก็ไม่เคยมีเรื่องเสื่อมเสียทำนองนี้ ทุกวันที่เดินทางมาเรียนหรือกลับจึงไม่ได้กังวัลว่าจะมีใครมุ่งทำร้าย จากโรงเรียนกว่าจะถึงบ้านต้องขึ้นรถประจำทางสองต่อ คันแรกไปลงป้ายสุดท้ายตรงถนนเทวาแล้วจึงต่ออีกคัน ป้ายรถเมล์มีคนประปรายเนื่องจากส่วนใหญ่ขึ้นรถคันก่อนหน้าไปเมื่อครู่ เสียงจักรยานต์สองคันฉุดสายตานัทนทีให้หันไปมองชาย 4 คนเดินดุ่มตรงลิ่วเข้ามาหลังจอดรถแอบข้างทาง สัญชตญาณบางอย่างเตือนว่าอาจเกิดเรื่องไม่ดี เด็กชายทำใจดีสู้เสือ

"เรียนที่ไหนวะ" คนนำหน้าเอ่ยปากถามน้ำเสียงยียวนส่อแววอันธพาลเต็มตัว วัดขนาดแล้วตัวมันใหญ่กว่า แค่ตัวต่อตัวก็ย่ำแย่นี่ห่กันมาตั้งสี่แพ้ตั้งแต่ในมุ้ง

"อาชีวะ" เขาตอบเสียงเขาพยายามใช้สายตาแสดงความเป็นมิตรแต่ดูจะไร้ผล เมื่อหนึ่งในนั้นปลดเข็ดขัดออกจากเอวอีกคนดึงฟุตเหล็กจากกระเป๋าหลัง หญิงชายในป้ายรถกระจายตัวออก ห่างไม่มีใครกล้ายุ่ง

นักเรียนในคราบนักเลงไม่พูดพล่าทำเพลงกรูกันเข้าหา วางสีหน้าแสดงอิทธิพลว่าข้าแน่ หารู้ไม่ว่าช่างน่ารังเกียจและสมเพช ในสายตา สุจริตชน นัทนที อยากตะโกนให้คนช่วยแต่รู้ว่าไม่มีประโยชน์

ปั่ก!! หมัดดุ้น ๆ ตุ๊ยเข้าลิ้นปี่ตัวงอเป็นกุ้ง จังหวะเดียวกับเขาอีกข้างหนึ่งเหวี่ยงโครมเข้าขมับ อีกคนถีบชายโครง แค่นี้ก็เพียงพอให้ร่างเล็ก ๆ ลงไปคลุกฝุ่น ณ นาทีนั้นสหบาทาไม่รู้ของใครเป็นของใครก็พร้อมใจระดมเข้าตามตัว นัทนทีใช้สองแขนป้องศีรษะ คู้เข่าทั้งสองข้างให้เหลือจุดอ่อนน้อยที่สุด เขาทำได้แค่นั้นจริง ๆ

เพี้ยว!! เสียงสายเข็ดขัดเสียอดสีอากาศก่อนควั่บลงบนร่างโดยไม่ใส่ใจว่าจะโดนส่วนไหน เลือดสด ๆ ซึมซ่านทันตาเห็น สันฟุตเหล็กกระหน่ำซ้ำกลางหลัง หลายคนที่เห็นเหตุการณ์อยากปรี่เข้าช่วยแต่แหน่งในความบ้าระห่ำของ 4 สหาย ทยอยสลายตัวออกจากบริเวณนั้นหลีกไปให้ไกลที่สุด

นัทนทีมองแขนตัวเองถูกกระชากให้กางออกในลักษณะหงายท้องสัญลักษณ์ประจำโรงเรียนโดนกระชากจนเสื้อขาด แม้สายตาของเด็กชายจะแสดงการยอมแพ้โดยสิ้นเชิงก็หาทำให้ฝ่ายตรงข้ามปรานีกลับฮึกเหิมหมายขย้ำต่อให้สะใจ ขณะกำลังเมามันทำร้ายเหยื่อไม่มีทางสู้ หนึ่งในสี่ก็หันมาเห็นรถยนต์คันหนึ่งแฉลบจอดพร้อมกับการก้าวลงมาของคนขับ แค่นั้นคงไม่กระไรถ้าในมือชายผู้นั้นไม่ติดเหล็กแป็ปมาด้วย แสดงให้เห็นว่าเขาจะเข้ามายุติเหตุการณ์ด้วยอาการของ คนจริง...คนกล้า!!!!!

การเดินอย่างแน่วแน่ไม่สะทกสะท้านไม่ยี่หระว่าคู่ต่อกรจะมีกี่คน ยิ่งมีเหล็กแป๊ปเป็นอาวุธด้วยแล้วย่อมสร้างความหวั่นไหวต่อกลุ่มวัยรุ่นที่ถนัดแต่การทำร้ายคนไม่มีทางสู้ ต่างมองหน้ากันก่อนลงความเห็นว่า...เผ่นดีกว่า

4 วัยรุ่นคิดเพียงว่าแค่รามือควบรถออกจากที่เกิดเหตุก็จบกัน...ผิดถนัด!!! สถานการณ์หาได้จบแค่นั้น ฮีโร่ยุคดิจิตอลไล่กวดจักรยานต์หวดเหล็กแป๊ปเข้าหมวกกันน็อคคนขับคนหนึ่งจนล้มคว่ำ สองวัยรุ่นยอมทิ้งรถอาศัยหลวงพ่อโกยฝุ่นตลบตามเพื่อนอีกสองคนที่ล่วงหน้าไปก่อน

พงษ์ สมพงษ์ เจ้าหน้าที่กองช่าง คือ ฮีโร่ผู้นั่น!!

หลังช่วยเด็กชายให้รอดพ้นจากการรุมสกรัม เขาได้เข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวัน ก่อนส่องเด็กชายขึ้นรถยนต์โดยสารประจำทางกลับบ้าน

เรียบเรียงจากเรื่องของ คุณพันธนา

จากใจเจ้าของเรื่อง

เหตุการณ์นี้เกิดกับญาติของข้าพเจ้า คุณพงษ์ได้เข้าช่วยเหลือโดยไม่เกรงกลัวอันตรายเลย เพราะสงสารเด็กและทนดูเหตุการณ์ไม่ได้ จึงขอขอบคุณและระลึกบุญคุณการช่วยเหลือมา ณ ที่นี้ พร้อมกันนี้อยากฝากเตือนสติวัยรุ่นให้คิดก่อนทำ อย่าใช้ความรุนแรงเป็นทางออก เพราะจะมีผลเสียทั้งต่อตัวผู้ก่อเหตุและผู้ถูกทำร้าย

ทางเว็บมาสเตอร์ขอขอบคุณบทความของ คุณพันธนา

ขอบคุณครับ

22 สิงหาคม 2549 - 07.45 น.