Make your own free website on Tripod.com

ปรัชญาทุเรียน

"...มันเป็นค่านิยม เป็นอุดมคติ เป็นสุนทรียะ..." สิ่งที่ชายวัย 40 เศษผู้นี้กำลังพูดถึงมิใช่งานศิลปะ ไม่ใช่โบราณวัตถุล้ำค่าหากสำหรับเขาแล้ว มันมีค่ายิ่งกว่านั้นเขาหมายถึง ทุเรียน "ผมไม่ได้พูดถึงทุเรียนด้วยความรู้สึกของผมเอง แต่กำลังเล่าถึงสิ่งที่ทุเรียนเคยเป็นมาในอดีต ทุกเรียนเป็นผลไม้ที่ไปไกลเกินกว่ามีไว้แค่กิน แต่เป็นเรื่องของความงาม สุนทรียะ เป็นสิ่งสะท้อนรสนิยม" กล่าวได้ว่า ทุเรียนเป็นผลไม้ชั้นสูง มีราคาและคุณค่ามาแต่โบร่ำโบราณ ในบันทึกของ เดอ ลา ลู แบร์ ทูตฝรั่งในสมัยสมเด็จพระนารายณืมหาราช ที่เขาค้นมาได้ ถึงกับระบุว่า "ชาวสยามที่เป็นไท เต็มใจยอมขายตัวเป็นทาส เพื่อจะได้กินผลไม้ลูกเดียวที่เรียกว่า ทุเรียน" ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ทุเรียนเป็นผลไม้ที่ต้องเสียอากรใหญ่ ทุเรียนอากรแพงกว่าต้นไม้ทั้งปวงถึง 2 เท่า "ชาตรี โสวรรณตระกูล" เป็นลูกชายชาวสวนทุเรียน เขายอมรับว่าไม่ค่อยเข้าใจในสิ่งที่พ่อทำมากนัก การที่เห็นทุเรียนมาตั้งแต่เกิด เหมือนใกล้เกลือกินต่าง เขาแทบไม่ได้ให้ความสนใจต่อคุณค่าของผลไม้มีหนามชนิดนี้ จวบจนกระทั่งเมื่อพ่อจากไป ยกสวนทุเรียนที่ไม่อาจทำกำไรขนาด 15 ไร่เอาไว้ให้เป็นมรดก ชาตรีบอกว่า การจะเข้าถึงความงาม ต้องเข้าใจธรรมชาติของทุเรียนเสียก่อน "ทุเรียนเป็นผลไม้ชั้นสูง" กล่าว พลางอธิบายว่า แม้จะเกิดในป่าฝนเขตร้อน แต่ทุเรียนไม่ใช่ผลไม้สำหรับสัตว์ทุกประเภท "ทุเรียนมีหนามแหลม เปลือกหนา มีขั้วใหญ่แข็งแรง เหมาะสำหรับหิ้ว สิ่งมีชีวิตที่จะกินทุเรียนได้ก็มีแต่สัตว์ชั้นสูงที่ใช้มือและแขนได้ คือ มนุษย์กับลิงเท่านั้น ทุเรียนยังมีรสหวานจัด เมื่อกินแล้วจะหิวน้ำ ก็เป็นไปได้ว่าเม็ดจะต้องถูกนำไปทิ้งไว้ใกล้ ๆ น้ำที่เหมาะสำหรับการงอก" เมื่อมีการนำพันธุ์มาปลูกในที่ราบดินดีริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา อาณาจักรแห่งความหลากหลายของทุเรียนก็ถือกำเนิดขึ้น

 
ชาตรี โสวรรณตระกูล

ในสมัยพ่อผม คนไม่ได้รู้จักทุเรียนแค่หมอนทองหรือชะนี ทุเรียนไม่ได้ถูกชั่งกิโลขาย การจะไปซื้อทุเรียนไม่ใช่แค่เดินไปที่ตลาด เลือกหมอนทองมา 1 ลูก แล้วให้พ่อค้าแม่ค้าเจาะให้ดูเป็นการพิสูจน์ว่าเป็นทุเรียนแก่ ส่วนพ่อค้าแม่ค้าก็ไม่ได้คิดแต่จะยัดเยียดลงถุงให้ลูกค้าจ่ายเงินแล้วจบ แต่สมัยก่อนคนกินทุเรียนมีทางเลือกมากมาย การซื้อหาทุเรียนจะสำคัญตั้งแต่ขั้นตอนการนำเสนอ ชาวสวนจะเลือกทุเรียนผลงานที่สุด ความงามของทุเรียนดูที่ความสมบูรณ์ของลักษณะประจำพันธุ์ ขั้ว ปลิง จะถูกห่อใบตองอย่างดี รักษานวลที่ขั้วเอาไว้ทรงผลไม้ต้องได้รูป ฐานหนาม เป็นไปตามลักษณะประจำพันธุ์ ซึ่งทุเรียนต้นหนึ่งให้ผลสมบูรณ์เช่นนี้เพียงไม่กี่ลูก ทุเรียนก้านยาวที่มีความงามตามลักษณะประจำพันธุ์ ซึ้อหากันในราคาสูงเป็นผลไม้ของเจ้านายหรือคนมีเงิน แต่มิได้หมายความว่า ชาวบ้านทั่ว ๆ ไปจะไม่ได้สัมผัสสุนทรียะแห่งทุเรียน เพราะยังมีทุเรียนให้เลือกลิ้มรสอีกหลายสิบสายพันธุ์ เมื่อคุณค่าสูง ราคาของทุเรียนจึงสูงตามไปด้วย ในยุคนั้นทองคำบาทละ 400 ทุเรียนผลงาม ๆ ผลเดียวจากสวนของพ่อเขาที่ปากซอยจรัญสนิทวงศ์ 85 เคยทำราคาได้เท่ากับทอง 1 บาท รสนิยมการบริโภคทุเรียนในยุคนั้น ชาวสวนเป็นผู้กำหนดราคาประหนึ่งศิลปินกำหนดคุณค่าของผลงานสร้างสรรค์ของตนเอง และด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้เกิด "ขนบทุเรียน" อันเป็นการยกย่องให้เกียรติกันระหว่างชาวสวนกับคนซื้อ ชาวสวนจะนำเสนอความงามของทะเรียนเสียก่อน จนลูกค้าพึงพอใจ การซื้อขายจึงเกิดขึ้น เป็นการซื้อหาที่ใช้สุนทรียะนำ และเมื่อซื้อหากันประจำ ฤดูต่อ ๆ ไปก็ไม่ต้องพูดอะไรกันมาก เพียงแค่สั่งเอาไว้ พอทุเรียนได้ที่ก็มารับเอากลับบ้านไปชื่นชมได้ทันที พ่อผมนี่ บางครั้งทุเรียนก้านยาวลูกงาม ๆ ออกมา แกจะเก็บเอาไว้ชม โดยไม่ยอมแตะต้อง ปากก็บอกถึงความงามของมันตั้งแต่ขั้วลงมาถึงฐานหนาม ชื่นชมจนทุเรียนดำ โดยไม่ยอมแตะ เวลาผ่านไปมีปัจจัยมากมายเกิดขึ้น ล้วนแต่เป็นการทำลายความแท้จริง และขนบทุเรียน แต่ที่เร่งให้ขนบถูกทำลายจนแทบสิ้นสูญ อาจจะเป็นเพราะทุเรียนพันธุ์หนึ่ง หมอนทอง มันก็คงไม่ต่างอะไรกับขนมเอแคลร์ ในความเอตทัคคะของ ชาตรี โสวรรณตระกูล บ่อยครั้งที่เขาได้รับเชิญในฐานะผู้เชียวชาญให้เข้าร่วมในวงเสวนาทางวิชาการด้านเกษตร นัยว่าเพื่อพัฒนาสายพันธุ์ทุเรียน ซึ่งเทคโนโลยีการเกษตรในบ้านเราก้าวไปไกลเกินเชื่อ มีนักวิชาการบางท่านคิดหาทางที่จะทำให้ทุเรียนไม่มีกลิ่นในที่เสวนาคราวหนึ่ง เขาถามผมว่า ถ้าทำให้ทุเรียนไม่มีกลิ่นจะเป็นอย่างไร ผมก็โพล่งไปว่า คงเป็นได้แค่ขนมเอแคลร์ ไม่ว่าใครจะเชื่อหรือถูกทำให้เชื่อมาอย่างไร ว่าทุเรียนเป็นผลไม้กลิ่นแรง บางคนชอบ แต่หลายคนเกลียด แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยก็คือ กลิ่น ซึ่งคือเอกลักษณ์ของทุเรียน เป็นลักษณะประจำพันธุ์ และที่สำคัญกลิ่นทุเรียนเป็นองค์ประกอบหนึ่งของสุนทรียะ ถ้าทุเรียนมีแต่รสหวานมัน ไม่มีกลิ่น มันจะไม่มีอะไรเลยทุเรียนมีดีที่กลิ่น กลิ่นทำให้รสแตกต่าง ถ้าไวน์ฝรั่งเศสเขาต้องละเลียดเอากลิ่นตอนจิบดื่ม การกินทุเรียนก็ต้องมีวิธีการที่ไม่แตกต่างกัน ทุเรียนถ้างอมมาก ๆ กลิ่นจะแรง แต่ก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้นทั้งหมด เขายกตัวอย่าง แม่สาวน้อยเรือนงามอายุร่วม 20 ปีในสวนละอองฟ้าที่ให้กลิ่นหอมคล้ายกลิ่นของส้ม หรือเจ้าเหมราชต้นสูงไม่ไกลกัน เนื้อดี สีออกส้มสวย ให้กลิ่นหอมอ่อน ๆ พอชื่นใจ หรือกำปั่นที่ให้กลิ่นหอมเหมือนดอกกระดังงา ในความหลากหลายของกลิ่นได้ถูกทำลายลงไปพร้อมกับการสร้างมาตรฐานผลไม้ให้เป็นระบบอุตสาหกรรม และข้อสรุปง่าย ๆ ที่ว่า กลิ่นคืออุปสรรค ความแท้จริงของทุเรียนจึงไม่มีแล้วไม่จำเป็นต้องปลูกพันธุ์อื่นที่หลากออกไปจากการควบคุม ถ้ากลิ่นหอม คือ หัวใจของผลไม้ จะมีใครสักกี่คนที่ลุ่มหลงขนมเอแคลร์ที่ซ่อนตัวอยู่ในร่างของผลไม้มีหนาม

ยุครุ่งเรืองของสวนทุเรียนริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาใกล้จะสิ้นสุดลง หลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อ พ.ศ.2485 ทุเรียนในสวนยกร่อง 3 ขนัด 2 ไร่ ของ ชม โสวรรณตระกูล ก็ยืนต้นตายจนสิ้น แม้ชายชาวสวนจะพยายามฟื้นฟูสวนขึ้นมาใหม่ด้วยการเพาะขึ้นมาจากเมล็ด แต่ท้ายที่สุดก็ไม่อาจนำสวนทุเรียนหวนกลับคืนสู่คืนวันอันรุ่งโรจน์ได้อีก กล้าทุเรียนในยุคหลังน้ำท่วมแพงมาก แม้แต่พันธุ์รวงที่เป็นพันธุ์หาง่ายยังขายกันถึงกิ่งละ 25 บาท ชาวสวนจะหวงพันธุ์เพราะต้องการฟื้นสวน พ่อผมจึงต้องออกหาเม็ดมาเพาะเองทุกวันพ่อจะแต่งตัวเต็มยศใส่หมวกสวมถุงน่องรองเท้าตามแบบรัฐนิยม จะออกจากบ้านแต่เช้ามืดเพื่อไปให้ถึงก่อนรถขยะตามย่านบางลำพู สำเพ็ง เยาวราช คุ้ยตามถังขยะ เพื่อเก็บเม็ดทุเรียน ปกติเม็ดจะถูกรวมทิ้งไว้พร้อมกับเปลือก จึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับชาวสวนทั้งชีวิตอย่างลุงชมที่จะบอกได้ว่า มันเป็นเม็ดของทุเรียนพันธุ์อะไร ส่วนทุเรียนเริ่มฟื้นคืน เมื่อเวลาผ่านไปร่วม 10 ปี แต่ปัญหาใหม่ ๆ ก็โถมเข้ามาก่อนปี พ.ศ.2508 ไม่นาน ชาตรีอายุประมาณ 3 ขวบ ถนนจรัญสนิทวงศ์ตัดผ่ากลางสวนแบ่งสวนทุเรียนบางพระครูออกเป็น 2 แปลง ประกอบกับน้ำเค็มหนุนเข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยาสูงขึ้นทุกปี การจะรักษาทุเรียนเอาไว้จึงทำให้ยาก ในยุคพ่อผม การเก็บทุเรียนต้องปีนขึ้นไปหาลูกที่แก่จัดพร้อมตัด โดยดูจากสีเปลือก เคาะฟังเสียง เพราะทุเรียนแก่น้ำในเนื้อจะน้อย จึงกิดเป็นโพรงที่ว่าง เคาะฟังดูจะรู้ แต่ที่สำคัญคือดมจากสาบทุเรียนที่โชยออกมาตามร่องพู เป็นกลิ่นเฉพาะที่ชาวสวนทุเรียนโบราณจะจดจำได้ คุณลุงชมเริ่มมองหาที่มั่นสุดท้ายให้กับสวนทุเรียน จนในที่สุดได้มาพบที่ดินในหุบเขาเล็ก ๆ ที่ตำบลเขาพระ อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก เหตุผลที่เลือกที่นี่ก็เพราะภูเขาเหนือที่ดินมีชื่อว่า เขาทุเรียน และในย่านนี้ก็มีวัดชื่อวัดเขาทุเรียน ซึ่งทำให้ลุงชมแน่ใจว่า ที่นี่ต้องเคยมีทุเรียนป่า และน่าจะเหมาะสำหรับการปลูกทุเรียน แม้ว่าในความเป็นจริง สวนของแกจะถูกล้อมรอบด้วยนาข้าว เป็นเกาะทุเรียนในทะเลท้องนา และมีคนพูดให้ได้ยินถึงคนกรุงเทพฯ ที่บ้ามาปลูกทุเรียนกลางทุ่ง "ชื่อสวน ละอองฟ้า" ก็เป็นชื่อทุเรียนพันธุ์หนึ่งที่มาจากเม็ดที่พ่อปลูก และมักจะพูดบ่อย ๆ ว่า เป็นทุเรียนมีสกุล ใบเรียวสวย จนกระทั่งในอีก 8 ปีต่อมาให้ลูกที่มีทรงผลและลักษณะเหมือนกับหมอนทอง แต่สีเปลือกออกเขียวเหมือนก้านยาว รสชาติให้ผู้เชี่ยวชาญลองชิมสัก 10 คน 5 คนจะบอกว่าเป็นหมอนทอง อีก 5 คนจะบอกว่าเป็นก้านยาว และยิ่งได้เห็นละอองความชื้นที่ดปรยพรมลงมายังสวนทุเรียนในหุบเขาตลอดวัน พ่อบอกว่า มันไม่ใช่ละอองฝน แต่เป็นละอองฟ้า เป็นจุดที่ฟ้ากับดินเชื่อมกัน ด้วยเหตุนี้ เขาจึงตั้งชื่อสวนใหม่ที่ย้ายมาลงหลักปักฐานว่า สวนทุเรียนละอองฟ้า การอพยพออกจากกรุงเทพฯ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับสวนของคุณลุงชมเท่านั้น แต่รายอื่น ๆ ในละแวกบางพระครู บางอ้อก็ต้องย้ายหนีถนน และน้ำเค็มหนุนออกไปจนสิ้น บ้างก็ย้ายไปอยู่ในทำเลใหม่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาในเขตจังหวัดนนทบุรี เกิดเป็นสวนทุเรียนเมืองนนท์อันลือชื่อ บ้างไม่อยู่ที่จังหวัดปราจีนบุรี และบางรายไปไกลถึงจังหวัดระบบ และจันทบุรี พร้อม ๆ กับการโยกย้ายแหล่งปลูกทุเรียน โดยเฉพาะในถิ่นไกลออกไปถึงปราจีนบุรี ระยอง จันทบุรี ชาวสวนหันมาปลูกทุเรียนไม่กี่พันธุ์ หลัก ๆ ก็มีพันธุ์ชะนีหมอนทอง เนื่องจากเป็นพันธุ์เศรษฐกิจ ขายง่าย ขนบเดิมของการปลูกคละพันธุ์ คำนึงถึงความงามตามลักษณะประจำพันธุ์ของทุเรียนแต่ละชนิดก็เปลี่ยนไป ปี 2517 หมอนทองจากเมืองจันทร์ก็ออกสู่ตลาด คนถูกทำให้คุ้นเคย กลายเป็นสิ่งที่ทุกคนนึกถึงเมื่อพูดถึงทุเรียน เมื่อผลผลิตออกมามากภายใต้ปัจจัยที่ควบคุมได้ด้วยระบบอุตสาหกรรม ราคาทุเรียนก็ตกต่ำอย่างน่าใจหาย

 

ความจริงหมอนทองเป็นทุเรียนที่ดีพันธุ์หนึ่ง ความดีของหมอนทองที่ว่าก็คือ เป็นทุเรียนที่ให้ผลดก เนื้อมาก เม็ดลีบ เส้นใยน้อย กลิ่นไม่แรงจนฉุน น้ำในเนื้อไม่มากแห้ง ไม่ติดมือ แต่ที่พิเศษไปกว่านั้นก็คือ หมอนทองเป็นพันธุ์ที่ตอบสนองสารเคมีได้ดี และมีจุดเด่นหลายอย่างที่เอื้อต่อการจำหน่ายในแบบอุตสาหกรรม ชื่อหมอนทองมาจาก "หม้อตาล" ซึ่งเป็นกระเปาะเก็บน้ำหวานของดอกทุเรียนที่มีสีเหลืองทอง และคำเรียกได้เกลื่อนกลายมาเป็น "หมอนทอง" ทุเรียนพันธุ์นี่ปรากฏในปี 2505 ผ่านการประกวดได้รางวัลมาหลายครั้ง ลักษณะภายนอกน่าจะเป็นการผสมระหว่างรวงกับกำปั่น เกิดเป็นทุเรียนผลใหญ่ที่รับเอาข้อดีของพ่อแม่มาไว้ ในยุคพ่อผม การเก็บทุเรียนต้องปีนขึ้นไปหาลูกที่แก่จัดพร้อมตัด โดยดูจากสีเปลือก เคาะฟังเสียง เพราะทุเรียนแก่น้ำในเนื้อจะน้อย จึงเกิดเป็นโพรงที่ว่างเคาะฟังดูจะรู้ แต่ที่สำคัญคือ ดมจากสาบทุเรียนที่โชยออกมาตามร่องพู เป็นกลิ่นเฉพาะที่ชาวสวนทุเรียนโบราณจะจดจำได้ การตัดทุเรียนเป็นขั้นตอนที่สำคัญอย่างยิ่ง ทุเรียนดี ๆ หากตัดผิดเวลาจะให้ทุเรียนที่เลวทั้งรสชาติและกลิ่น การตัดทุเรียนยุคใหม่จะใช้วิธี "สุ่ม" คือมองสีสัน ลักษณะ จากใต้ต้น เมื่อคิดว่าแก่พอน่าจะตัดได้ ก็ใช้เครื่องมือตัดยกต้น จึงมีคละเคล้าทั้งทุเรียนแก่ทุเรียนอ่อน แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อีกต่อไปเพราะเทคโนโลยีการเกษตรยุคใหม่สามารถบ่มทุเรียนที่ตัดอ่อนตัดเร็วกว่าปกติถึง 15 วัน ให้สุกเหลืองน่ากินได้ ทั้งหมดนี้นำมาใช้กับหมอนทองได้เป็นอย่างดี สอดรับการกินทุเรียนยุคใหม่ ง่ายต่อการขนส่งไปไกล ๆ หมอนทองเก็บได้หลายวัน โดยเนื้อยังแห้งดี ผิดกับชะนี เพียง 2 วันหลังตัดก็กลายเป็น "ปลาร้า" แล้ว หมอนทองจึงเป็นเรือธงของธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมครบวงจร ที่ขายชาวสวนได้ทั้งยาฆ่าแมลง ปุ๋ย ตลอดจนกรรมวิธีบ่มทุเรียนอ่อนให้สุกเหลืองตามที่ต้องการ ผมเหมือนกับคนใกล้เกลือกินด่าง ชาตรี โสวรรณตระกูล ย้ำถ้อยคำนี้ เพราะแม้แแต่ตัวเองก็ไม่เคยคิดว่าในที่สุดเขาจะกลายเป็นต้นกล้าจากดินที่เหมาะสมของพ่อจากบรรดาพี่น้อง 5 คน พ่อมีผมตอนท่านอายุ 60 ตอนผมยังเล็ก ๆ พ่อแม่ก็ย้ายสวนจากบางพระครูมายังสวนที่บ้านหุบลึก จังหวัดนครนายกแล้วผมยังอยู่กรุงเทพฯ โตมากับพี่สาวคนโตจะมีโอกาสได้พบกับพ่อแม่ก็วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ หรือช่วงปิดเทอม ซึ่งจะเป็นช่วยเวลาที่ผมมีความสุขมาก เด็กชายจำได้ดีถึงวันที่พ่ออุ้มตัดลูก "อีรวง" ต้นสาวที่เพิ่ง "สอนเป็น" หรือออกลูกเป็นปีแรก จำได้ดีถึงการลองลิ้มน้ำเลี้ยงหวานจัดที่ซึมออกมาตามขั้วทุเรียนแก่จัดที่ตัดลงมารอขาย ทุเรียนรวงหรืออีรวง ชาวสวนเขาเรียกว่า "อีลวง" ปกติอีลวงสอนเป็นมักจะมีแต่พูฟลอก ลูกสวย เมื่อแกะดูในพู จะไม่มีเนื้อ เหมือนกับหลอกลวง ชาวสวนจึงเรียกว่า อีลวง ทุเรียนที่เก็บได้แม่จะพันขั้วด้วยใบตองอ่อนเพื่อรักษานวล มัดด้วยเชือกกล้วยเป็นเงื่อนกระตุก รวมไว้ในกระจาดเอาลงเรือพายไปขายที่ตลาดนัดวัดบางพลัดใน ชาตรีจำได้ดีกว่า ตลาดนัดทุเรียนวัดบางพลัดในเป็นที่พบปะระหว่างเจ้าของสวนผลไม้กับลูกค้าโดยตรง ชาวสวนจะนำผลไม้มาขายเอง ไม่มีระบบคนกลางถ้าเป็นหน้าทุเรียน ตลาดนัดแห่งนี้จะคึกคักไปด้วยผู้คน โดยเฉพาะพวกที่มีอันจะกินที่พากันหลั่งไหลมาหาซื้อทุเรียนดี แม่จะพายเรือเอาทุเรียนไปขายถ้าไม่หมดก็เอามาขายที่หน้าบ้านริมคลองซึ่งเป็นแนวถนนจรัญสนิทวงศ์ บ่อยครั้งที่แม่พายเรือจากคลองหน้าบ้านไปออกคลองบางพระครู เลี้ยวทะลุแม่น้ำเจ้าพระยา จากนั้นพายข้ามแม่น้ำ เอาทุเรียนไปขายที่ศรีย่าน บางลำพู บางทีมีทุเรียนเพียงลูกเดียว แม่ก็ยังพายไปขายที่ตลาดบางลำพู สำหรับอีรวงลูกนี้พ่อบอกกับแม่ว่ามันออกก่อนใครคงได้ราคาดี แต่อย่าไปบอกเขาแพงมากนักนะถ้าเลย 2 วันมันจะงอม ชาวสวนสมัยนั้นกำหนดราคาทุเรียนกันเป็นลูก ราคาเป็นสิ่งบอกคุณภาพที่ดูกันตั้งแต่ความงามภายนอก ซึ่งโยงไปถึงความพิเศษของแต่ละสวนที่อุตส่าห์คัดเลือกพันธุ์กันจนได้ทุเรียนดีที่สุด เมื่อผลสวยเนื้อในก็เป็นที่รู้กัน ลูกค้าจะมีรสนิยมเฉพาะในการเลือกกินทุเรียนแต่ละพันธุ์ ราคาจึงเกิดขึ้นบนความพอใจของคนซื้อและคนขาย การซื้อขายไม่ได้จบลงที่ลูกค้าจ่ายเงิน นำทุเรียนกลับไปแต่หมายถึงความสัมพันธ์บางอย่างที่ดำเนินต่อไปหลังจากนั้น ตอนที่ผมเรียนจบแล้วยังไม่ได้ทำงาน มีหน้าที่นำทุเรียนจากสวนไปขายก็ยังพอมีกลุ่มที่กินทุเรียนด้วยการดูลึกถึงสกุลอยู่ บางคนจะหยอดกระปุกออมสินเอาไว้เพื่อทุเรียนโดยเฉพาะ พ่อตายมาหลายปี กลางหน้าทุเรียนในปีหนึ่ง ชาตรีนำทุเรียนลูกงาม ๆ หลากพันธุ์ที่ออกในสวนละอองฟ้า ใส่เต็มท้ายรถกระบะคันเก่า เอาไปขายที่ตลาดผลไม้หนองชะอม จังหวัดปราจีนบุรี ทุเรียนมีสกุลของพ่อทั้งคันรถต้องขายเหมาะเป็นทุเรียนเบญจพรรณ ในราคาซื้อเท่ากับทุเรียนส่งไปกวน กิโลกรัมละ 10 บาท ทั้งคันรถขายได้ 500 บาท มันขายไม่ได้หรอกไอ้หนู คนเขาไม่กิน ลุงเจ้าของสวนทุเรียนปราจีนฯ บอกมาแม้แกจะเป็นอีกคนที่รู้จักทุเรียนหลากพันธุ์ แต่ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ก็ไม่มีปัญญาช่วยอะไรได้มากกว่านี้ โดยไม่ต้องบอกชาตรีรู้ซึ่งว่าขนบทุเรียนแบบโบราณได้ถูกทำลายลงจนสิ้นแล้ว

 

ผมมาอยู่เกาะสีชังเมื่อปี 2530 ชาตรีเรียนจบชั้นปีที่5 จากวิทยาลัยช่างศิลป์ ก่อนหน้านั้นมีโอกาสออกมาวาดภาพทะเลที่เกาะสีชังในชั้นเรียนที่มีอาจารย์ สวัสดิ์ ตันติสุข ศิลปินแห่งชาติเป็นผู้สอน กลับจาก "ซี สเคป" ไม่นานก็ปิดภาคเรียน สำเร็จการศึกษาและโดยไม่ต้องไตร่ตรองใด ๆ เขากับแฟนสาวมุ่งหน้ามาที่เกาะสีชังขึ้นเรือที่ท่าล่างเดินหาบ้านเช่าสอบถามเอาจากร้านขายกล้วยแขกและได้เช่าบ้านในราคาเดือนละ 1,200 จากผู้ใหญ่บ้าน ไม่ได้คิดอะไรเลยประทับใจอยากมาอยู่ มีเงิน 3,000 บาทตั้งใจจะมาทำงานศิลปะ เขาเล่าว่าเด็กช่างศิลป์ที่มาอยู่ในสังคมของคนทะเล เป็นภาพที่ขัดแย้ง ไม่ต่างจากฝรั่งชกมวยไทย มองไปรอบเวทีก็มีคนเชียร์มีคนยิ้มให้แต่ไม่ว่าจะชกอย่างไรก็ไม่มีทางเหมือนกับคนไทย ผลไปตกปลาได้ไอ้หลามดุกระหว่างหิ้วเดินกลับบ้านมาก็มีคนทักทายตามรายทาง โอ้โฮ!! ได้ไอ้หลามดุกเสียด้วย เยี่ยมเลย อย่างนี้ต้องผัดเผ็ดนะทั้งที่ความจริงรู้ทั้งรู้ว่าหลามดุกเป็นปลากระจอกที่เขาไม่เอากัน ตกได้เจ้านี่ก็เหมือนว่าไม่มีอะไรจะให้ตกแล้ว แต่เขาไม่ได้พูดกับเราตรง ๆ เราจะถูกมองอย่างสนใจยิ้ม ๆ แต่ไม่ได้นับเป็นพวกไม่มีทางที่จะได้ความจริงใจเหมือนคนทะเลเขาพูดหรือปฏิบัติต่อกัน วันหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้เองหลังจากใช้เวลาบนเกาะนานนับ 10 ปี สิ่งที่เขาแสวงหา่จึงบังเกิดผล เรือของผมขึ้นคานหลายวัน ตกเย็นก็จะมีหมึกใส่ถุงมาแขวนไว้ที่หน้าบ้าน ไม่ต้องไปสนใจหาว่าใครเอามาแขวนให้ มีหน้าที่เพียงรับเอาไปกิน นี่เป็นน้ำจิตน้ำใจแบบคนทะเล เมื่อเห็นเรือขึ้นคานแปลว่าออกทะเลหาปลาไม่ได้ ไม่มีอะไรกินฉะนั้นถ้าได้อะไรมาก็เอามาเผื่อแผ่นี่คือวิถีที่คนทะเลในสังคมเดียวกันปฏิบัติต่อกัน เหมือนกับจะบอกว่าเราเหมือนเขาแล้วไม่ได้เป็นสิ่งแปลกปลอมอีกต่อไป อยู่เกาะสีชังมาได้ 3 ปี มีรายได้ไม่มากนัก ก็มีลูกชายคนแรก นอกจากพ่อแล้ว บุคคลอีกท่านหนึ่ที่มีบุญคุณกับผมอย่างมากก็คือ อาจารย์สวัสดิ์