Make your own free website on Tripod.com

ทวนโลกไปตามลำน้ำปิง

"...จากข้อเขียนของแมคกิลวารีข้างต้น จะเห็นได้ว่าเมื่อรัฐบาลสยาม จัดการขนส่งไปรษณีย์สายเหนือขึ้นเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ค.ศ. 1885 (พ.ศ. 2428) โดยจัดเรือเมล์ระหว่างกรุงเทพฯ กับเชียงใหม่ ทุก ๆ 2 สัปดาห์ คือ ขึ้นเหนือ 7 วัน ลงใต้ 7 วัน..." นี่คือข้อความ 4 บรรทัดที่อ้างอิงต่อมาอีกที ปะปนอยู่ในบทความ "พ่อครูหลวงกับการสื่อสารในภาคเหนือ" ซึ่งเขียนโดย นายแพทย์ พิพัฒน์ ชูวรเวช ตีพิมพ์ลงในวารสารตราไปรษณียากร ปีที่ 36 ฉบับที่ 5 เดือน ธันวาคม 2548 ข้อความดังกล่าวคงไม่มีความสลักสำคัญอะไร แม้ว่าใครบางคนจะเคยอ่านผ่านตามาบ้างก็ตาม มันอาจให้ภาพแบน ๆ ของการขนส่งไปรษณีย์เมื่อ 120 กว่าปีก่อน ในยุคที่ยังไม่มีทางรถไฟ ไม่มีการโยงสายโทรเลข ไม่มีเขื่อนขนาดใหญ่ปิดกั้นลำน้ำ แต่ในอีกด้วนหนึ่ง ข้อความห้วนสั้น ไม่มีนัยยะแฝงใด ๆ นี้ กลับมีผลอย่างยิ่งยวดต่อชายวัยครึ่งศตวรรษ 2 คน คนหนึ่งขาดแรงทะเยอทะยานทางความฝัน และอีกคนว่ายน้ำไม่เป็น ให้กล้าที่จะจับไม้พายลงเรือลำเดียวกัน และฝากชีวิตไปกับคำถามที่นำมาซึ่งความฝันในการที่จะตามหาเศษชิ้นส่วนของประวัติศาสตร์ที่จมหายไปนานแล้วกลางลำน้ำปิง ความฝันที่ทำให้ทั้งคู่แปรเปลี่ยน 4 บรรทัดให้กลายเป็น 660 กิโลเมตร ของลำน้ำปิง จากเชียงใหม่จนสุดปลายน้ำ โดยเรือ...

พฤฒ วันทอง และ ปราโมทย์ จันทนดิษฐ์ อดีตคู่หูนักเรียนกรมไปรษณีย์โทรเลยรุ่นเดียวกันเมื่อ 30 กว่าปีก่อน เลือกที่จะเอารากเหง้าทางความคิดมาหลอมรวมก่อนร่วมออกตามหารากเหง้าทางการงานด้วยกัน "เราอ่านเจอข้อความนี้แล้วรู้สึกผูกพัน นึกย้อนกลับไปในยุคนั้น จินตนาการไปว่าเขาทำงานกันอย่างไรอยากรู้ขึ้นมาทันทีว่า บรรยากาศมันจะเป็นยังไง เราคิดว่าหน่วยงานที่เราทำงานให้มานานกว่า 30 ปีนี้ มันต้องมีประวัติศาสตร์ มีความเป็ฯมาที่ยาวนานมากกว่าแค่ 4 บรรทัดนี้แน่" พฤฒเป็นหัวหน้าที่ทำการไปรษณีย์ระดับ 8 ที่ทำการไปรษณีย์บ่อสร้างอำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ เล่าถึงวาบความคิดที่เกิดขึ้นมาจากข้อความ 4 บรรทัดที่ว่า ผิวเข้มคร้ามแดด ใบหน้าเหี้ยมเกรียม หนวดเครารุงรังของเขา ไม่อาจซ่อนความช่างคิดช่างฝัน มันถูกเผยออกมาจากแววตาคู่นั้นในยามที่มองคุ้งน้ำข้างหน้า เขามองกลับไปเห็นเรือหางแมงป่องกำลังทะยานทวนกระแสน้ำนำถุงเมล์ขึ้นมาก็มิปาน ผิวคล้ำกรำแดดแบบคนทำงานหนักอยู่กลางแจ้ง ผ่านโลกมา 50 ฤดูฝนเข้าไปแล้ว แต่ชายคนนี้ว่ายน้ำไม่เป็น "ผมว่าน้ำไม่เป็น ทุกวันนี้ก็ยังว่ายไม่เป็น แต่ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเอาการว่ายน้ำไม่เป็นของเรามาปิดกั้นความท้าทายของตัวเอง ผมว่า ถ้าทำอย่งนั้นมันไม่เข้าท่า "ถ้าเรารู้ว่าเราว่ายน้ำไม่เป็น ก็ต้องหาทางเซฟตัวเอง ในสังคมมีคนเยอะแยะเหมือนกันที่ว่ายน้ำไม่เป็นแล้วปิดตัวเองไม่กล้าที่จะลงน้ำ ไม่กล้าไปหาสิ่งแปลกใหม่ให้กับชีวิต" "ว่ายน้ำไม่เป็น แต่กล้าพายเรือ เป็นการใช้ชีวิตในแบบของพฤฒ แต่ที่ต่างออกไปนั้นคือ คนที่ถือท้ายในยามที่คายัก 2 ที่นั่งลำนั้น ล่องตามกระแสน้ำมุ่งหน้าลงใต้ "พฤฒเขาไปอ่านเจอข้อความ 4 บรรทัดตรงนั้น แล้วก็มาคุยกับผม ไอ้เราก็ขัดเพื่อนไม่ค่อยจะเป็น อีกอย่างมันก็เป็นบรรพบุรุษทางสายงานของเรา ถ้าเราไม่แสวงหาเองแล้วใครจะทำให้เรา"

พฤฒ วันทอง (หน้า) และ ปราโมทย์ จันทนดิษฐ์ (หลัง)

สำหรับปราโมทย์ เขามีรายได้จากการทำงานประจำที่ไปรษณีย์ทำเนียบรัฐบาลเป็นเงินเดือนมากพอควร ประกอบกับมีธุรกิจเปิดอาคารให้เช่า ก็ทำให้ชีวิตมีอยู่มีกินอย่างไม่อัตคัด ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่จำเป็นต้องหาอะไรท้าทายให้ชีวิตมีความสุขกับความจริงและชีวิตที่ไม่ทะเยอทะยาน ลักษณะโดยทั่วไปของปราโมทย์เป็นคนช่างยิ้ม แลดูเป็นผู้ใหญ่ใจดี ผิดกันกับคู่หูของเขาแบบคนละโลก ไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์ภายนอกหรือรากความคิดภายในอย่างไรก็ตามเขาทั้งสองกลับเหมือนแม่เหล็กต่างขั้วที่วิ่งเข้าหากันได้ดี "เราไม่มีอะไรเหมือนกันเลย ไม่ว่าจะเป็นด้านไหน โมทย์มันเป็นคนง่าย ๆ สบาย ๆ อะไรก็ได้ ส่วนผมมันเป็นช่างเพ้อ ช่างฝัน ช่างจินตนาการ ไอ้ที่มาลงเรือนี่ก็เหมือนกัน เขาว่ายน้ำเป็น ผมว่ายไม่เป็น แต่ผมจะจินตนาการความเป็นไปในอดีตได้ดีกว่าเขา ก็ต่างคนต่างทดแทนซิ่งกันและกัน บางทีก็เถียงกันบ้างทะเลาะกันบ้าง แต่ที่สำคัญก็คือยังรักกัน แล้วก็ไปด้วยกันได้ดี (พฤฒอธิบายถึงความแตกต่างระหว่างเขาและเพื่อนซึ่งคบกันมาตั้งแต่สมัยเป็นวัยรุ่น ถึงวันนี้เวลาล่วงเลยมาร่วม 35 ปี ความสัมพันธ์นั้นก็ยังไม่เคยเปลี่ยน) ทุกวันนี้ทั้ง 2 คนก็ยังมีเรื่องให้พูดคุย ทะเลาะ หยอกล้อ หรือแม้กระทั่งไล่เตะกันอยู่เหมือนเดิม ในบางครั้นเขาด่าทอ ล้อเล่นกันแรง ๆ ในแบบที่คนอื่นอาจต้องหน้าตาเลิ่กลั่กรับไม่ได้ แต่สำหรับพฤฒกับปราโมทย์ มันกลับเป็นเรื่องธรรมดาจบแล้วก็กอดคอหัวเราะกันไม่เก็บมาเป็นอารมณ์ บางทีนี่อาจเป็นสิ่งที่เพื่อนแท้พึงมีต่อกัน ในช่วงเวลาของการลาพักร้อนเพื่อพักผ่อนหลังจากกรำงานหนัก หลายคนคงเลือกที่จะใช้ช่วงเวลาดังกล่าวไปกับการผ่อนคลายกับสถานที่อันเย็นสบายแต่กับคู่หูแห่งวงการไปรษณีย์ไทย เขาทั้งสองกลับลาพักร้อนเพื่อจะไปร้อน หรือถ้าจะพูดกันให้ถูกตรงตามความเป็นจริงเขาลาพักร้อนเพื่อจะไปเลี่ยงตาย "เราคิดกันมาตั้งนานแล้วจะหาเวลาช่วงไหน พอดีเราเลือกลาพักร้อนควบไปกับสงกรานต์ก็กินเวลาไปได้ร่วม 3 อาทิตย์ ก็เลยตกลงกันว่าเอาช่วงนี้แหละที่จะลุยตามที่เราตั้งใจ" ก่อนที่จะลงตะลุยลำน้ำปิงซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักของการขนส่งไปรษณีย์ทางภาคเหนือในสมัยก่อน พฤฒและปราโมทย์ได้ร่วมขอบริจาคเงินจากเพื่อนร่วมรุ่นคนละ 3 บาท เพื่อให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการเจาะเวลาหาอดีตในครั้งนี้ แต่สิ่งที่ได้รับกลับเป็นคำพูดเย้ยหยันแกมหัวเราะเยาะ "ก่อนไปไอ้เราก็คิดถึงพวกเพื่อน ๆ อยากให้พวกเขาได้มีส่วนร่วมกับสิ่งที่เราจะทำ ก็เลยขอบริจาคกันคนละ 3 บาท แต่ปรากฏว่าไม่มีใครเข้าร่วมด้วยสักคน ไม่เข้าร่วมนี่ยังไม่เท่าไหร่ มันดันพูดจาดูถูกเราอีก บางคนถามว่าจะมีปัญหาทำได้เหรอ มึงจะบ่าหรือเปล่า บางคนบอก 3 บาทมันไม่ให้หรอก มันเอาไปซื้อสวิงกับถุงดำดีกว่า จะเอาสวิงไว้ช้อนศพเรา 2 คนใส่ถุงดำ พวกมันว่าอย่างนั้น" แม้จะโดนสบประมาทจากกลุ่มเพื่อนฝูงนี่รู้เลยว่า เรายิ่งต้องทำให้สำเร็จ จะเลิกล้มกลางคันไม่ได้เด็ดขาดเพราะไม่อย่างนั้นลูกดอกแห่งความดูถูกจะย้อนกลับมาปักอกเรา ซึ่งถ้าคำพูดเหล่านั้นเป็นความจริง มันจะเจ็บปวดกว่านี้หลายเท่า" พฤฒเอ่ยขึ้นเมื่อนึกถึงคำพูดของเพื่อนด้วยแววตาที่แฝงฉาบไปด้วยความมุ่งมั่น สำหรับลูกผู้ชายวัยขึ้นเลขห้าอย่างเขาปละปราโมทย์ ไม่มีอาวุธชิ้นใดที่จะต่อสู้กับความฝัน และคำหมิ่นแคลนได้ดีไปกว่าการลงมือทำ แต่คำสบประมาทจากเพื่อนฝูงก็ไม่ใช่เชื้อไฟดวงเดียวที่กระตุ้นให้เขาอยากทำในสิ่งที่ตั้งใจ คำทัดทานจากคนในครอบครัวถือเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้การค้นหาภาพในอดีตมีรสชาติมากยิ่งขึ้น มันเป็นกลับแกล้มชั้นดีของการออกค้นหาร่องรอยไปรษณีย์โบราณ "เมียผมเขากลัวเสียผู้นำในครอบครัว เขาไม่อยากให้เราไป กลัวว่ามันจะเป็นอันตราย เขาบอกเราว่าเคยมีคนทำอย่างเราแล้วตาย ไม่มีชีวิตรอดกลับมา" พฤฒเล่าถึงคำเตือนของภรรยาที่มีการอ้างอิงประวัติศาสตร์เพื่อให้การรบเร้าดูน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น แต่คำพูดเหล่านั้นก็ไม่อาจโน้มน้าวให้เขาและเพื่อนรักเปลี่ยนใจ "เรารู้ว่าเขาหวังดี แต่คนนอกกรอบอย่างเรายิ่งห้ามมันก็เหมือนยิ่งยุ เรายิ่งอยากรู้ว่าไอ้ที่เขาห้ามเราไม่ให้ไปมันเป็นเพราะอะไร ทำไมถึงต้องห้าม ถ้ามันอันตราย มันอันตรายตรงไหน ซึ่งบางครั้งคำถามคำตอบนี้ มันเหมือนเด็กดื้อที่วิ่งเล่นอยู่ในหัวคิดของเรา แล้วพอเราถามใคร เขาก็ตอบเราไม่ได้ เขาแค่ห้ามว่าอย่าไปเลย มันเสี่ยงแล้วมันเสี่ยงยังไง มันก็เลยเป็นแรงกระตุ้นให้เรายิ่งอยากรู้เข้าไปอีก ยิ่งห้ามกันหลายคนก็เลยตกลงใจว่าต้องไปล่ะ" ในเมื่อโลกนี้ยังมีที่ว่างสำหรับนักแหกคอก และไม่มีตำราเล่มไหนลิขิตเอาไว้ว่าความฝันกับการเรียนรู้ต้องเป็นลิขสิทธิ์ของคนวัยหนุ่ม ประตูมหาวิทยาลัยแห่งชีวิตของพฤฒและปราโมทย์จึงเปิดออกตอนวัยย่าง 50 ทั้งคู่ตัดสินใจแบกเรือคายักที่หุ้นกันซื้อด้วยราคา 20,000 บาทลงน้ำทันที โดยถือเอาเวลา 9 โมงเช้าของวันต้นฤดูร้อนเป็นฤกษ์งามยามดี ก่อนตวัดพายครั้งแยก พฤฒและปราโมทย์ได้ทำพิธีบวงสรวงพระแม่คงคา เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการเดินทาง นอกเหนือไปจากมิตรภาพ และความเชื่อมั่นที่ทั้งคู่มีให้แก่กัน หนทางอีกร่วม 600 กิโลเมตรข้างหน้า เขาทั้งสองยังไม่รู้ว่ามันจะเกิดอะไร แต่ที่แน่ ๆ เรือของเขาโลดแล่นอยู่เหนือผิวน้ำด้วย 4 บรรทัดแห่งความฝัน 4 แขนจ้วงพาย โดยมีฉากหลังแห่งคำสบประมาทเป็นแรงขับเคลื่อน "แรกเริ่มเดิมทีเรากะว่าจะพายตั้งแต่เชียงใหม่ยันกรุงเทพฯ เลยนะ" ปราโมทย์เอ่ยขึ้นก่อนด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มตามแบบฉบับ เขาคาดการณ์ว่าคงใช้เวลาพักร้อนทั้งหมดอยู่บนเรือตั้งแต่เชียงใหม่ยันกรุงเทพฯ เหมือนกับการขนส่งไปรษณีย์เมื่อ 120 ปีก่อน แต่เมื่อเอาเข้าจริง ๆ พบว่า อาจต้องใช้เวลาเป็นแรมเดือน เขาจึงต้องลดระยะทางลงมาเพื่อให้พอดีกับ 3 อาทิตย์ที่ลาพักร้อนเพราะอุปสรรคมากมายเหลือเกิน ลำพังแค่หามเรือข้ามฝายที่กั้นลำน้ำถี่ยิบจากเชียงใหม่ถึงอำเภอจอมทองนี่ก็หมดเวลาไปร่วมอาทิตย์แล้ว ปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ จุดเริ่มต้นของแม่น้ำเจ้าพระยา คือจุดหมายใหม่ที่เขาสองคนเลือกที่จะปักธง "ไป ๆ มา ๆ เวลาของเราไม่เอื้ออำนวย คือเราเผื่อแต่เวลาที่เราคิด แต่ไม่ได้เผื่อเวลาสำหรับปัญหา ว่าระหว่างทางจะต้องเจออุปสรรคที่มันทำให้เราเกิดความล่าช้า ตรงนี้มันเป็นบทเรียนบทแรกเลยที่สอนให้เรารู้ว่า ในสายน้ำเราไม่สามารถกะเกณฑ์อะไรได้แน่นอน" แม้การที่จะไปให้ถึงจุดหมายที่ไกลกว่าต้องเปลี่ยนไปเพราะเวลา กระนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าจะเลิกล้มความตั้งใจ ทั้งสองยืนยันว่าสักวันหนึ่งเขาจะกลับมาสานฝันบนสายน้ำต่อให้จงได้ ซึ่งบางทีความตั้งใจดังกล่าวอาจไม่นานเกินรอ การเดินทางไปตามสายน้ำปิงเพื่อค้นหาหน้าประวัติศาสตร์ในครั้งนี้ สิ่งที่ทั้งพฤฒและปราโมทย์ต้องการก็คือ การซึมซับเอาบรรยากาศริมน้ำที่จะสะท้อนให้เห็นภาพของไปรษณีย์ครั้งอดีตให้มากที่สุด ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเลือกที่จะไม่ใช้เทคโนโลยีเพื่อการสื่อสารทุกชนิด "เราต้องการจำลองบรรยากาศให้เหมือนจริงที่สุด ต้องการรู้ว่าคนที่ทำงานขนส่งไปรษณีย์สมัยก่อนนั้นเขาลำบากขนาดไหน เหนื่อยยากอย่างไร 2 อาทิตย์ที่อยู่บนเรือเขากินนอนกันยังไง ต้องต่อสู้กับอะไรบ้าง ยิ่งสมัยนั้นยังไม่มีโทรศัพท์มือถือหรือเครื่องมืออำนวยความสะดวกเหมือนสมัยนี้ มันยิ่งไม่ง่วยเลยที่การขนส่งไปรษณีย์สมัยก่อนจะเป็นเรื่องสะดวกสบาย"

ร่องรอยแห่งไปรษณีย์โบราณและกาลเวลา

บรรยากาศการกรำแดดล่องเรือตามลำน้ำปิงของทั้งคู่ แม้สภาพแวดล้อมจะเปลี่ยนไปจากเมื่อร้อยกว่าปีก่อนอย่างสิ้นเชิง แต่อย่างน้อยทั้งพฤฒและปราโมทย์ก็ได้ซึมซับบรรยากาศของการรอนแรมตามสายน้ำ โดยใช้รูปแบบการเดินทางที่ดั้งเดิมที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ "เรายกย่องการทำงานของคนรุ่นก่อน คนจะทำงานไปรษณีย์ในยุคนั้นต้องมีความตั้งใจจริงมาก ๆ ไม่อย่างนั้นคงทำไม่ได้ สมัยนั้นโทรศัพท์ก็ไม่มีวิทยุ โทรทัศน์ก็ไม่มีจากกรุงเทพฯ ถึงเชียงใหม่จะติดต่อสื่อสารกันก็ต้องทางเรืออย่างเดียว "คิดดูแล้วกันคนที่ต้องนั่งเรืออยู่ 2 อาทิตย์ เพื่อแบกเอาความหวังในการรับรู้เรื่องราวของผู้อื่นไปยังจุดหมาย เขาต้องเสียสละขนาดไหนต้องต่อสู้กับความเหนื่อยยากความเชี่ยวของแม่น้ำ แถมสมัยนั้นยังมีโจรคอยดักปล้นอยู่ เรารู้เลยว่าเขาต้องลำบากมากจริง ๆ" และบางทีการแผ้วถางทางเอาไว้ด้วยความเสียสละของคนรุ่นนั้น ได้ทำให้การสื่อสารอันแสนสะดวกและง่ายดายเกิดขึ้นได้ในวันนี้ "มันทำให้มีคำถามใหม่เกิดขึ้น เนื่องจากความลำบากของการเดินทาง ทำไมชาวบ้านในสมัยโน้นเขาถึงอยู่กันได้ไม่เดือดร้อน ส่งข่าวคราวกันทีก็คอยกันนานเป็นแรมเดือน แต่ปัจจุบันนี้ถ้าการขนส่งขัดข้อง ส่งข่าวสารคลาดเคลื่อนไป 2-3 วัน มันกลายเป็นเรื่องใหญ่ เป็นไปได้ว่าสายน้ำคงอยู่ แต่วิถีชีวิตเปลี่ยนไป" พฤฒให้ความเห็น สายน้ำปิงต้นหน้าแล้งไหลรินเอื่อยไปตมร่องน้ำแคบ ๆ ของอำเภอบ้านตากแม่น้ำไหลซอกซอนไปตามแอ่งทราย ครั้งหนึ่งสันดอนทรายเหล่านี้ แม่น้ำนั่นเองที่พัดพาพวกมันมา แต่ในหน้าแล้งเช่นนี้ ดูราวกับว่าแม่น้ำสายกำลังจะจมหายไปในเงาของตัวเอง 100 ปีก่อน มีคนไม่น้อยที่เฝ้ารอคอยข่าวสารจากแม่น้ำ แม่น้ำเป็นโครงข่ายเชื่อมโยงแผ่นดินหนึ่งเข้าไว้ด้วยกันกับอีกแผ่นดินหนึ่ง ถึงวันนี้แม่น้ำกลับร้างสนิทสายน้ำอันเปลี่ยวเหงาที่ไม่มีใครรอคอยช่าวสารใด ๆ จากมันอีกแล้ว แม้เรือสักลำก็ยากที่จะเห็น การพายเรือล่องตามลำน้ำนี้จึงเป็นความผิดแปลกที่คนริมฝั่งชี้ชวนกันดู เรือคายักแบบ 2 ที่นั่งสีลดใสที่นำชายวัยกลางคน 2 ชีวิตให้ออกเดินทางไปทุกจังหวะที่ออกแรงจ้วงพาย เปรียบได้กับการออกแรงให้กับการค้นร่องรอย และคำตอบทางประวัติศาสตร์ที่อาจซ่อนอยู่ที่ไหนสักแห่ง บางคำตอบเป็นจริง บางคำตอบก็คลุมเครือ บางคำตอบง่ายเสียจนหยั่งรู้ได้ด้วยความรู้สึก แต่ก็มีบางคำตอบที่ลึกซึ้งราวกับปริศนา "ยิ่งเดินทางไปเรื่อย ๆ มันก็ยิ่งมีคำถามให้เราอยากรู้มากขึ้น จากแค่ 4 บรรทัดที่เราอยากรู้ให้มากขึ้น อยากซึมซับให้เข้าถึงบรรยากาศของการขนส่งไปรษณีย์โบราณ ตอนนี้มันทำให้เราเริ่มอยากรู้วิถีของคนสองฝั่งน้ำ วัฒนธรรมของแต่ละชุมชนต่างกันตรงไหน กระทั่งเรื่องของภาษาท้องถิ่น แม้จะเป็นภาษาคำเมือง แต่มันก็เกลื่อนกลายไปตามระยะทางที่หอดห่างออกไป มันทำให้เราอยากรู้ไปเสียทั้งหมดกับสิ่งที่เราเห็นหรือสัมผัส การเดินทางของเรา ถ้ามันไม่เป็นคำตอบ อย่างน้อยเราก็มีคำถาม มันอาจไม่ใช่คำตอบ แต่ก็ให้ความกระจ่างได้พอสมควร กับคำถามต่อสองคู่หูว่า ได้เจอะเจอในสิ่งที่ต้องการหรือไม่ เราก็หาคำตอบไปเรื่อย ๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะตอบได้ทุกข้อนะอย่างเช่นเรื่องที่เราสงสัยและอย่างรู้มาก ๆ บางเรื่องก็ยังไม่มีคำตอบ" บางเรื่องที่ว่านั้น ทั้งคู่หมายถึง "ข้อมูล" ที่คลาดเคลื่อนกันไปในบันทึกทางประวัติศาสตร์ "เราอ่านหนังสือ เชียงใหม่ หัวใจล้านนา ของคุณณัฐกานต์ ลิ่มสถาพร ในนั้นมีภาพที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขของเชียงใหม่หลังแรกที่ชาวบ้านเรียกว่า "โฮงสาย" ซึ่งระบุว่าสร้างขึ้นใน พ.ศ. 2452 เราพบว่า มันไม่ตรงกับบันทึกของแมคกิลวารีที่บอกว่า จัดตั้งการขนส่งไปรษณีย์สายเหนือมีขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2428 ซึ่งเวลาที่คลาดเคลื่อนไปถึง 20 กว่าปี ช่วงเวลาที่หายไปถึง 20 กว่าปีนี้ไม่ใช่สั้น ๆ มันทำให้เราสงสัยว่า เกิดอะไรขึ้นในช่วงเวลาที่หายไปนี้ ทั้งคู่บอกว่า เพียงแค่ต้องการหาคำตอบในสิ่งที่กังขา ไม่ได้นำพาว่าใครจะผิดหรือถูก ถ้าบันทึกของเอกสารเท่าที่มีการเผยแพร่ทั้งสองไม่ผิด แสดงว่าระบบไปรษณีย์โบราณของเชียงใหม่หยั่งรากมานานหลายปีก่อนจะมีระบบโฮงสาย พฤฒและปราโมทย์พยายามตามหาข้อมูลในเรื่องนี้ แต่ก็ไม่มีหลักฐานหรือเอกสารที่เชื่อถือได้มาคลี่คลายปริศนา และในเมื่อยังไม่สามารถหาคำเฉลยให้กับปริศนาข้อนี้ได้ ทั้งสองก็เลือกที่จะเว้นไปทำข้อสอบข้ออื่น สิ่งที่พฤฒและปราโมทย์ต้องต่อสู้ต่อระยะทางร่วม 600 กิโลเมตร ไม่ใช่มีเพียงแค่การไล่ทำข้อสอบในมหาวิทยาลัยชีวิต และการค้นหาความหมายของลูกผู้ชายวัย 50 ปีเท่านั้น การคิดถึงบ้านและครอบครัวอันเป็นที่รักก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เขาต้องเผชิญหน้ามันเป็นสงครามเงียบที่ก่อขึ้นในสมรภูมิเล็ก ๆ ที่เรียกว่า "หัวใจ" ผมก็คิดถึงบ้านนะ คิดถึงลูก คิดถึงเมีย บางทีเราล่องเรืออยู่มันก็มีความรู้สึกแวบขึ้นมาว่า เขาจะกินอยู่กันยังไง ตอนนี้เขาเป็นยังไงกันบ้าง เขาทั้งสองบอกถึงบางช่วงของความรู้สึก แล้วเลือกที่จะจัดการกับมันด้วยวิธีของคนที่มีเลือดไปรษณีย์ เราเขียนจดหมายหรือไม่ก็ไปรษณีย์บัตรส่งกลับบ้าน เพื่ออย่างน้อยให้คนที่บ้านได้รู้ว่าเราคิดถึงเขา อีกอย่างเขาก็จะได้รู้สึกอุ่นใจว่าเราปลอดภัย และติดตามการเคลื่อนไหวของเราได้ว่าตอนนี้เราอยู่ที่ไหน ประโยชน์อีกประการก็คือ เราได้มีโอกาสใช้บริการขนส่งไปรษณีย์ เพราะระบบการสื่งสารสมัยโบราณ เขาล่องเรือนำส่งจดหมายกัน นอกจากนั้น จดหมายพวกนี้มันก็เหมือนการบันทึกการเดินทางของเราเองด้วย มันเป็นการบันทึกความทรงจำที่เราสามารกลับไปรวบรวมมันได้อีกครั้งหนึ่ง มันเป็นสิ่งที่มีร่องรอย มีคุณค่า เปี่ยมไปด้วยความห่วงหาที่ระบบสื่อสารในยุคดิจิตอลให้ไม่ได้ การกอดคอผจญภัยของลูกผู้ชายวัยครึ่งร้อยทั้งคู่ ดำเนินไปใต้แสงแดดแผดกล้าและความเดียวดายเหนือสายน้ำ ที่ครั้งหนึ่งคือเส้นเลือดใหญ่ของการสื่อสารไปรษณีย์แต่วันนี้เหลือเพียงลมหายใจรวยริน ตลอดเส้นทางที่ทอดยาว ไม่ใช่สายน้ำหรอกที่คนทั้งสองกำลังเผชิญ หากแต่เป็นคำถามและความวิตกกังวลที่จู่โจมจากภายในจิตใจของตัวเอง บางวัน ขณะที่ตะวันเริ่มคล้อยต่ำความห่างบ้านและการเดินทางรอนแรมทำให้มีคำถามที่น่าวิตกเช่นว่า คืนนี้จะพักนอนที่ไหน วันนี้จะหาฝั่งขึ้นได้ก่อนฟ้ามือหรือไม่ ช้าวบ้านจะยอมให้หยุดพักแรมหรือเปล่า ฯลฯ สิ่งหนึ่งที่เราต้องคิดกันทุกวันก็คือ คืนนี้เราจะนอนที่ไหน ทำยังไงที่จะต้องหาฝั่งขึ้นให้ได้ก่อนมือ เพราะถ้าเริ่มมีดเมื่อไหร่ ความกลัวจะเกิดขึ้นเองโดยเราไม่รู้ตัว เราจะจินตนาการขึ้นเองทั้ง ๆ ที่มันอาจไม่มีอะไร โชคดีที่ทั้งคู่ไม่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่น่าวิตกใด ๆ ตลอดเส้นทางหนำซ้ำยังได้รับน้ำใจจากชาวบ้านสองฝั่งน้ำ การเดินทางในครั้งนี้ เราต้องขอบคุณชาวบ้านอย่างมาก เขาใจดีกับเราแทบตลอดเส้นทาง บางบ้านให้พื้นที่พักอาศัยกับเราอย่างเดียวไม่พอ ยังช่วยเหลือเราในเรื่องอื่น ๆ อีก ตรงนี้เราก็ตอบแทนมิตรภาพของเขาด้วยการให้สิ่งของต่าง ๆ ที่เราเอาติดตัวมาด้วยเป็นการแลกเปลี่ยน มันเป็นน้ำใจที่เกิดขึ้นริมฝั่งน้ำ ด้วยบรรยากาศอันแสนอบอุ่นหลายต่อหลายครั้งที่เกิดขึ้น แทบลบเลือนความกลัวที่เขาได้ยินได้ฟังมา และมันยิ่งทำให้ทั้งสองยิ่งแน่วแน่ต่อการเดินหน้าโดยไม่คิดจะถอยหลัง อาจจะเช่นเดียวกับการเดินทางของเรือไปรษณีย์โบราณ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราต้องเดินทางต่อไป โลกเปลี่ยนไปมาก เช่นเดียวกับผู้คนทั้งคู่อาจถูกทำให้เชื่อเช่นนั้น ในยุคที่การสื่อสารหมายถึง "สาร" ที่สามารถ "ส่ง" ถึงกันได้ในชั่วพริบตา หากแต่มิตรภาพและความอารีสองฝั่งน้ำ ดูราวกับทำให้การเดินทางของเขาทั้งสองย้อนกลับคือไปยังอดีต อดีตแห่งชีวิตที่เรียบง่าย และเนิบช้า ซึ่งยักถูกเก็บรักษาเอาไว้ตลอดริมฝั่งน้ำ ตลอดเส้นทางเราไม่เคยท้อเลยนะ มีแต่คิดกันว่าวันนี้จะพายไปข้างหน้าตรงไหน ทุกเช้าเราตื่นด้วยความมุ่งมั่นแบบนี้ทุกวัน เพราะยิ่งไกลออกไปจากจุดเริ่มต้นเท่าใด พวกเขายิ่งแน่วแน่ต่อมิตรภาพ เช้านี้ก็เป็นอย่างนั้นเช่นกัน พฤฒและปราโมทย์ลุกขึ้นด้วยความมุ่งมั่นไม่เคยถดถอยเหมือนเดิม เขาจับไม้พายแล้วก้าวเท้าลงเรือ ก่อนหันมาพยักหน้าให้แก่กัน ไป...อีกไม่กี่กิโลก็จะถึงจุดหมายแล้ว สิ้งเสียงเรือลำนั้นก็พุ่งกินผิวน้ำออกไปยังจุดหมายที่เป็นจุดสิ้นสุดของลำน้ำปิงและเป็นจุดเริ่มต้นของประสบการณ์ใหม่ ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นบนระยะทาง 600 กิโลเมตร ที่เป็นความหมายของข้อความ 4 บรรทัด

บางอย่างไม่ได้หายไปกับสายน้ำ

ตั้วลูกรัก....วันแรกของการเดินทางลำบากพอสมควร เนื่องจากเส้นทางดังกล่าวพ่อยังไม่เคยเดินทาง ช่วงเชียงใหม่-อำเภอสารภี อุปสรรคเป็นเชื่อนกั้นน้ำเสียส่วนใหญ่ คือวันที่ 3 เมษายน 2549 พักค้างแรมที่เชื่อนชลประทานอำเภอสารภี กลางเกาะกลางน้ำหน้าเขื่อน พรุ่งนี้ต้องเดินทางต่อ...พ่อ

ข้อความในไปรษณีย์บัตรฉบับแรกที่ พฤฒ วัยทอง ส่งมาถึงลูกชาย เมื่อเริ่มออกเดินทางจากเชียงใหม่ มันเป็นวิธีเดียวที่เราเลือกเพื่อที่จะสื่อสารกับบุคคลอันเป็นตัวแทนความรัก ความห่วงใยทั้งมวลของพ่อคนหนึ่งบนเส้นทางอันยาวไกลตลอดสายน้ำปิง ในแบบฉบับของคนเลือดไปรษณีย์ ในการตามหา "รากเหง้า" ทางการงาน คู่หูคู่นี้ตระหนักดีว่า ร่องรอยทางประวัติศาสตร์เกือบทั้งหมดได้ถูกกาลเวลากัดกร่อนลงไปจนสิ้น หากแต่กระนั้น ทั้งคู่แน่ใจว่าบางสิ่งบางอย่างยังคงจีรัง ไม่มีวันผุสลายหายไปกับสายน้ำ และกาลเวลา และมันจะเป็นแก่นแกนของการเดินทางในครั้งนี้ "หลักฐานหรือร่องรอยต่าง ๆ ที่เป็นรูปธรรมแทบไม่มี เพราะที่ทำการไปรษณีย์โบราณริมน้ำถูกรื้อทิ้งหมดแล้ว อีกอย่างคนสมัยนั้นก็ไม่นิยมถ่ายรูปเก็บเอาไว้ ข้อมูลของเราส่วนใหญ่จึงได้จากคนเฒ่าคนแก่ในพื้นที่" พฤฒและปราโมทย์เท้าความถึงคุณยายวัย 80 ที่ตรอกบ้านจีน อำเภอเมือง จังหวัดตาก ซึ่งเป็นพี่สาวของ คุณเชาว์ ทองมา อดีตรองอธิบดีกรมไปรษณีย์โทรเลข จังหวัดตากเป็นศูนย์กลางของการไปรษณีย์โทรเลขสมัยโบราณ เช่นเดียวกับศูนย์กลางการคมนาคมขนส่ง และการค้าขาย จากเมืองตาก จดหมาย เอกสาร จะถูกรวบรวมเพื่อส่งต่อไปยังพม่า ผ่านไปทางอำเภอแม่สอด ข้ามไปเมืองเท่าขี้เหล็ก และไปยังย่างกุ้ง ขณะเดียวกัน หากเดินทางทวนกระแสน้ำขึ้นไปตามลำน้ำปิง ก็จะไปถึงเมืองลำปางและเชียงใหม่ท่าเรือขนถ่ายสินค้ากลายเป็นชุมชนขนาดใหญ่ ประกอบไปด้วยหมู่เรือนไทย เรือนแถวหลังคาปั้นหยาเรียงรายไปตามตรอกริมน้ำ พลุกพล่านไปด้วยบรรยากาศการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้า ซึ่งแน่นอนว่าที่ใดมีการค้าขายที่นั่นย่อมมีชาวจีน บริเวณนี้จึงมีชื่อเรียกว่า ตรอกบ้านจีน วันนี้ตรอกบ้านจีนปิดฉากดำนานลงแล้ว เรือไม้เก่าแก่กรุดโทรมและเงียบเหงาเมื่อศูนย์กลางความเจริญ และการขนถ่ายสินค้า ย้ายออกไปหาถนน แทนที่จะกระจุกอยู่ที่ชายน้ำ "คุณยายเขาบอกว่าที่ทำการไปรษณีย์หลังแรกของจังหวัดตากถูกรื้อทิ้งไปนานแล้ว แต่แกก็อยู่ทันเห็นสมัยที่ยังสาว ๆ อาคารที่ว่าตอนนี้กลายเป็นสำนักงานเทศบาลเมืองตาก ที่ทำการไปรษณีย์นั้นเป็นอาคารไม้ขนาดยาวชั้นเดียว 3 คูหา ยกพื้นขึ้นมาเล็กน้อย มีบันไดปูนเตี้ย ๆ ขึ้นไปตรงกลาง เมื่อเดินเข้าไป จะเป็นแท่นไม้ให้บริการคล้ายกับเคาน์เตอร์ในสมัยนี้ ปะติดปะต่อภาพจากคำบอกเล่า ทั้งคู่หยุดที่หน้าเมืองตาก จินตนาการย้อนหลังกลับไปเมื่อร้อยปีก่อน ภาพอาคารแบบที่ว่าก็ค่อย ๆ ปรากฏขึ้น นับแต่เริ่มออกแรงจ้วงพายไปตามสายน้ำ ล่องใต้จากเชียงใหม่จนถึงลำพูนเขาแทบไม่ได้พบร่องรอยใด ๆ ของประวัติศาสตร์เมื่อร้อยปีก่อนจากละแวกนี้ รวมทั้งพยานบุคคล แต่เค้าโครงเรื่องราวที่เขาต้องการไปพบได้หนาแน่นเมื่อมาถึงตาก จนอนุมานเอาได้ว่า ที่นี่คือศูนย์กลางของการขนส่งไปรษณีย์ในถิ่นพายัพ มีคนแก่หลาย ๆ คนที่อำเภอบ้านตากเล่าให้เราฟังว่า สมัยก่อน เวลาที่ขนส่งไปรษณีย์ขึ้นมาจากกรุงเทพฯ จะใช้เรืออยู่แค่ 2 ชนิดเท่านั้น คือ เรือถ่อกับเรือหางแมงป่อง ชนิดของพาหนะที่ใช้เกี่ยวข้องกับลักษณะของกระแสน้ำ เรือถ่อมีขนาดใหญ่ ท้องแบนกว้าง ใช้แรงคนถ่ออยู่ด้านข้าง ใช้ในฤดูน้ำหลากแต่ถ้าเป็นฤดูที่น้ำน้อย เขาก็จะใช้เรือหางแมงป่องแทน เรือหางแมงป่องมีคุณลักษณะพิเศษที่เหมาะกับลำน้ำที่คดเคี้ยว และกระแสน้ำแรงแบบทางเหนือ ตรงนี้ทำให้เราสามารถรู้ได้ทันทีว่า การเดินทางและชีวิตของคนสมัยก่อนขึ้นอยู่กับแม่น้ำและธรรมชาติเป็นหลัก ปะติดปะต่อภาพเรือถ่อ พร้อมด้วยคนงานชาวจีนที่เป็นลูกถ่อนับสิบคน โหมออกแรงสู้กระแสน้ำหลากนำข่าวสารขึ้นไปยังเมืองเหนือ หรือเรือหางแมงป่องที่ส่วนท้ายงอนโค้งเหมือนแมงป่อง มีประทุนตรงกลาง แล่นเอื่อยไปตามลำน้ำประกอบกับบรรยากาศการออกแรงพายที่ทั้งคู่ประสบมาด้วยตัวเอง ก็พอจะทำให้ได้ภาพที่ชัดเจนขึ้นมา การให้ได้มาซึ่งข่าวสารนั้นต้องแลกมาด้วยความเหนื่อยยากเพียงใด ที่นครสวรรค์ เราไปที่หอการค้าจังหวัดแล้วก็พอจะได้หลักฐานจากภาพถ่ายจำนวนมาก เป็นภาพเรือบ้าน ภาพชุมชนบ้างแล้วก็พระบรมฉายาลักษณ์ของพระสมเด็กพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งเสด็จประพาสทางชลมาคร แม้ภาพถ่ายเก่าแก่เหล่านี้อาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับเส้นทางไปรษณีย์เท่าใดนัก แต่ก็สามารถใช้เป็นหลักฐานที่บอกถึงบรรยากาศการขนส่ง วิถีชีวิตที่ชัดเจนกว่าหลับตานึกกันไปเอาเอง ความเป็นอยู่ของคนยุคนั้นเรียกได้ว่าเป็นวัฒนธรรมแห่งสายน้ำ ผู้คนจะสร้างบ้านโดยหันหน้าไปยังแม่น้ำ เหมือนปัจจุบันนี้ บ้านต้องหันหน้าไปหาถนน แสดงให้เห็นว่าเมื่อ 100 กว่าปีก่อน คนเราต้องผูกพันกับแม่น้ำอย่งแยกไม่ออกจริง ๆ ถึงได้สร้างบ้านแบบนั้น หลักฐานจากภาพถ่ายนี้ยังสอดคล้องกับคำบอกเล่าของคุณยายคนหนึ่งที่บอกว่า เมื่อก่อนคลองสองฝั่งอยู่ห่างกันร่วม 2 กิโลเมตร แต่ต่อมาให้สมัยของ จอมพล ถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีนโยบายถมคลองให้แคบลงเหลือแค่ประมาณ 1 กิโลเมตรเท่านั้น และก็ปรากฏดังที่เราเห็นกันในปัจจุบัน หลักฐานต่าง ๆ ที่ทั้งพฤฒและปราโมทย์ได้พบเจอตลอดการเดินทางอันยาวไกลไม่อาจทำให้ทั้งคู่ได้ความกระจ่างอะไรมากมาย เมื่อเทียบกับที่ได้คาดหวังกันไว้ แต่เมื่อบรรลุถึงจุดหมายเขาทั้งคู่กลับพบสิ่งที่มีค่ากว่านั้นนั่นคือประสบการณ์อันแสนวิเศษรสชาติอันแปลกใหม่ของชีวิต ความแปลกใหม่ที่สอนบางสิ่งให้กับชายวัยครึ่งร้อย 2 คน มันสอนให้เราได้เข้าใจถึงความพยายามของมนุษย์ สอนเราให้อดทนและรอคอยที่สำคัญมันสอนเราให้รู้จักหวงแหนเรื่องราว และคุณค่าของอดีตเอาไว้ เพราะสิ่งเหล่านี้คือรากเหว้างที่ทำให้ปัจจุบันของเราทั้งคู่มีความหมาย มันคือความจีรังที่ไม่ได้จมหายไปกับสายน้ำ ไม่ว่าเราจะค้นหามันพบหรือไม่ก็ตาม